สนต้องลมกับคนกลางเก่ากลางใหม่
26 December 2008 - 13:07
ผมนี่เป็นประเภทกลางเก่ากลางใหม่ จะเรียกด้วยภาษาสวยๆ ว่าร่วมสมัย เพราะเกิดมาช่วงที่โลกทั้งโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างเชี่ยวกราก ช่วงต้นของชีวีตจึงยังทันได้เห็นของเก่าๆ ในช่วงปลาย ทันได้เห็นวิถีชนบทที่นิ่งๆ กระทั่งลำดับถัดมาของชีวิตล่องลอยอยู่กลางความเปลี่ยนแปลงที่เชี่ยวอย่างธารในฤดูน้ำหลาก ทั้งเชี่ยวทั้งขุ่นคลั่ก
ย้อนไปเท่าที่พอจะจำความได้ นายกฯ คนแรกที่ผมรู้จักในความรับรู้ คือ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และจดจำเป็นภาพนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดคนหนึ่งโดยเฉพาะความสมถะ ซื่อสัตย์ พูดน้อย และประโยคที่นำมาสู่ความเสียดายคือ “ผมพอแล้ว” ผลัดเปลี่ยนจากยุด “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” สู่ยุคเต็มใบ ที่ผูกขาดความเป็นประชาธิปไตยไว้กับนักเลือกตั้ง และเลือกตั้งเท่านั้นคือประชาธิปไตย
มาทันได้คิดก็ตอนโตขึ้นหน่อยนึงว่า มันเต็มใบ-ครึ่งใบบ้าบออะไรกันว่ะ!? ก็แค่ลมปาก ก็แค่วาทกรรมปอกลอกให้เคลิ้มฝัน เนื้อหาจริงมันเป็นบ้าเป็นบออะไรก็ไม่รู้
ที่ผมพูดถึงความทรงจำนายกรัฐมนตรีคนแรก เพราะนึกมาหลายครั้งว่าแล้วเด็กที่อายุ ๕-๗ ขวบขึ้นไปตอนปี ๔๔-๔๕ เขาจะเป็นอย่างไร เพราะนายกคนแรกที่เขาพอจะจดจำ คือ นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร ที่ตอนนั้นภาพดีอย่างมาก เขาจะจดจำเป็นนายกรัฐมนตรีคนดีหรือไม่ และมีผลต่ออนาคตประเทศในระยะยาวอย่างไร
พูดถึงครึ่งใบ-เต็มใบ ก็ชวนนึกถึงประชาธิปไตยของนายกฯ “ผลัดใบ” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าจะผลัดใบให้แตกยอดใหม่เป็นประชาธิปไตยในเนื้อหาอย่างไร เป็นประชาธิปไตยก้าวหน้าที่ประชาชนอย่างพันธมิตรฯ นำไปไกลๆ หลายยอดเขาแล้วอย่างไร?
หรือว่าจะยืนต้นแห้งตายหลังใบร่วงก็คงจะเห็นกันในเบื้องหน้า ..ก็แล้วแต่บุญกรรมจะนำไป มือตบหล่นทับให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรีก็ถือเป็นโชค แต่ถ้าวันนึงมันจะหล่นใส่หัวจนหัวร้างข้างแตกก็ช่วยไม่ได้ ให้ถือถือเสียว่า “ดีชั่วก็ตัวทำ” และความจริงมันเป็นอย่างนี้จริงๆ
ก็ที่บอกว่าเป็นคนกลางเก่ากลางใหม่ เลยมีโอกาสได้ต้องทน “จำฟัง” เพลงลูกทุ่ง-ลูกรุงเก่าๆ ที่เปิดตอนเช้าในสถานีวิทยุเดียวที่มีในขณะนั้น ทั้งซีกเขาตะวันตกของนครศรีธรรมราช มีสถานีวิทยุตำรวจตระเวนชายแดนอยู่สถานีเดียว รุ่งขึ้นก็เอาแล้วเพลงเก่าๆ ทั้งนั้น ก็ทนๆ ฟังไป ฟังไป รู้ตัวไม่รู้ตัวโตมาดันชอบเพลงทำนองนี้เสียแล้ว
ฟังแล้วละมุน ฟังแล้วสบายไม่รุ่มร้อน เสนาะทั้งเสียงร้องและท่วงทำนอง เป็นสุทนรียภาพของคนยุคเก่า มันบอกอะไรรู้ไหมครับ คนยุคก่อนไม่ค่อยมีตังค์แต่ความสุขมีเปี่ยมล้น ชีวิตก็ดำเนินไปเรื่อยๆ เวลาว่างก็มีมาก ไม่ต้องใช้ชีวิตแบบไม่รู้จะรีบไปตายที่ไหนอย่างทุกวันนี้
พ่อเล่าว่าตังค์ไม่ค่อยมีค่าเท่าไหร่หรอก ควายตัวละ ๕๐๐ บาท แถมปู่มีควาย ๕๐-๖๐ ตัว คนเขาไม่ค่อยจะเดือดร้อนหาเงินเพราะไม่รู้จะเอาไปทำอะไรนักหนา อยากกินปลาก็ตีหัวเอาที่คลองข้างบ้าน
“สนต้องลม” เป็นเพลงโปรดของผมเสมอๆ “ดูสนเป็นแถวทิว แลละลิ่วงามวิไล ต้องลมพัดไหว กิ่งใบไหวอ่อนโยน เมื่อสนต้องลม โอนอ่อนระเนน ทอดนอนไหวเอน แลดูต้นอ่อนโยน” สังคมเราบางทีก็ไหวเหมือนต้นสน แค่ลมฉิวๆ ใบก็ปลิวละลู่ ก็ดูอย่างกรณีท่านทูตกษิต ภิรมย์ ที่นักข่าวระดับกากอย่าง Thomas Bell ของสื่อเศษๆ อย่าง The daily telegraph จับเอาประโยคเล็กไปเล่น สำนักข่าวกากแห่งมิจฉาทิฐิไทยได้ทีก็ขี่ควายข่ม ขย่มกันสนุก คนไทยก็บ้ากันเป็นระเนน ไม่ดูทั้งบริบทให้ครบถ้วน ซ้ำร้ายไม่รู้เรื่องใหญ่เรื่องรอง
สิบกว่าปีก่อนในวงสนทนาเชิงปรัชญาสมัยเป็นนักศึกษา มีคำถามเล่นๆ คำถามหนึ่งหล่นลงกลางวง “จะเป็นต้นหญ้าหรือไม้ใหญ่” หลายเสียงบอกไปในทำนองเดียวกันว่า ขอเป็นหญ้าที่ไหวตามลม ที่สอดรับกับภาษิต “รู้เอาตัวรอดเป็นยอดดี” เพราะต้นไม้ใหญ่ที่ขวางลมนั้นมักหักโค่นเสมอๆ ผมบอกไปในตอนนั้นว่าขอเป็นไม้ใหญ่ก็แล้วกัน ล้มก็ล้ม โค่นก็โค่น คือ ถ้ายืนตรงไม่ได้ก็อย่าอยู่ยืนมัน
“ดูสนฉงนใจ เหตุไฉนไหนใยไม่โค่น ต้องลมพัดโอน อ่อนโยนตามสายลม” สังคมไทยมีทั้ง “หญ้า” และ “ไม้ใหญ่” แต่ไม้ใหญ่ประเภทยืนต้านลมมีน้อย ผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองส่วนใหญ่จะเป็น “สนต้องลม” เสียมากกว่า อำนาจและทางรอดอยู่ตรงไหนก็ไปทางนั้น ทำทีเป็นไม้ใหญ่ แต่เป็นสนที่ไม่มีทั้งร่มเงาและแกน
ความเดิมประเด็นใกล้เคียงกัน
(บางทีระบบก็มั่ว ..แต่คลิกอ่านเถอะ)- เพราะฉะนั้น (0.265)
- สวยเหมือนเดิม (0.265)
- สาวแต (0.265)
- อวยพรเจ้าสาว (0.265)
- ผัวขอร้อง (0.265)
- วัฏฏะ (RANDOM - 0.236)
n/e
หมวด: 






















