เชื่อว่าหลายคนหลายท่านที่ไม่ได้ติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ใกล้ชิด มีคำถามทำนองนี้อยู่ไม่น้อย ไม่นับรวมประเภทที่ชอบพูดว่าปราสาทพระวิหารเป็นของเขมรมานานแล้ว หรืออย่างพวกนิยมแปะป้ายผู้เคลื่อนไหวว่า “คลั่งชาติ” บ้างล่ะ “ชาตินิยม” บ้างล่ะ สองกลุ่มหลังขอปล่อยผ่านตามแต่มีอันจะเป็นไป
สำหรับพันธมิตรฯ ปัญหาการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารของเขมร เป็นประเด็นหลักหนึ่งที่ถูกนำเสนอบนเวทีฯ ระหว่างการชุมนุม ๑๙๓ วัน รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ในขณะนั้นได้เจรจาให้ความร่วมมือกับเขมรในการขึ้นทะเบียน และโดยการลงนามในบันทึกร่วมของนายนพดล ปัทมะ ที่มีผลให้เขมรนำเสนอต่อองค์การมรดกโลกฯ ยูเนสโก้ ว่าได้รับ “ความร่วมมืออย่างแข็งขัน” จากไทย
คือ บทบาทของ “รัฐบาลขายชาติ” ในยุคนั้น
บันทึกข้อตกลงนำไปสู่การฟ้องในศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ อันมีผลให้บันทึกของนายนพดล ไม่มีผลใช้งาน แต่กระนั้น องค์การมรดกโลกฯ ก็ “ขืน” ฝืนกฎเกณฑ์ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ทั้งโดย “เอื้อเกื้อ” การทำแผนการบริหารจัดการพื้นที่เพื่อให้การขึ้นทะเบียนเสร็จสมบูรณ์
ขณะปัจจุบัน ทั้งที่มีรัฐบาล “เด็กชายแหย” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เมื่อครั้งเป็ยฝ่ายค้านได้แสวงหาข้อมูลและอภิปรายอย่างแข็งขัน ไม่เฉพาะแต่ตัว “อดีตผู้นำฝ่ายค้าน” แต่ ส.ส. ประชาธิปัตย์หลายคนในครั้งนั้นก็อภิปรายไปในทางเดียวกัน ทั้งที่มีนายกษิต ภิรมย์ ที่อดีตเป็นหนึ่งผู้ปราศรัยฝีปากกล้าบนเวทีพันธมิตรฯ โดยเฉพาะประเด็นปราสาทพระวิหาร
แต่เมื่อสถานะเปลี่ยน วิธีคิดและทิศทางก็เปลี่ยน
ควรที่จะมาเป็นผู้แก้ไขปัญหาดังกล่าว กลับแสดงบท “สืบทอดนโยบายขายชาติ” ไม่ได้ต่างไปจากรัฐบาลขายชาติก่อนหน้าที่ตัวเคยแสดงท่าทีคัดค้าน
แค่เปลี่ยนหัว แต่ทุกอย่างคงเดิม
ซ้ำร้ายดูเหมือนว่าอธิปไตยของชาติค่อย ๆ ถอยร่นออกจากเขตแดนพระวิหารเรื่อย ๆ ด้วยนโยบายแบบประณีประนอม อ่อนน้อม กระทั่งการปลดอาวุธ-เครื่องแบบทหารที่ประจำการ
ซ้ำร้าย รัฐบาลขายชาติก่อนหน้าเสียพื้นที่ไปสามพันไร่ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์กลับเตรียมยกพื้นที่ ๑.๕ ล้านไร่ ไปเป็นสมบัติร่วมของเขมร ทั้งโดยการสนับสนุนของ “นักวิชาการขายชาติบางตัว” ที่รับจ้างผลิตงานวิจัยอุบาทว์ ๆ ออกมาสนับสนุน
หลายต่อหลายครั้ง บรรดาอาจารย์ในภาคีเครือข่ายฯ พระวิหาร เลี่ยงจะเอ่ยชื่อนักวิชาการตัวนั้น แต่ผมบันทึกไว้ให้ ณ ที่นี้ว่า ชื่อ “ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” อดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ ลูกกะเป๋งของ “ไอ้เหลี่ยม” — ครั้งหนึ่งไอ้ตัวนี้เคยก่อเรื่องบุกปล่อยสัตว์เลื้อยคลานในที่ประชุมภาคีเครือข่ายติดตามสถานการณ์กรณีปราสาทพระวิหาร ที่สถาบันไทยคดีฯ !!
ซ้ำร้าย ก่อนนี้รัฐบาลทักษิณ-สมชาย เคยให้เงินสนับสนุนเขมรในการตัดถนนไปยังปราสาทพระวิหาร รัฐบาลอภิสิทธิ์ให้ทั้งเงินซ่อมบำรุง และทุ่มงบโฆษณาในสื่อไทยเพื่อสร้างภาพที่ดีและสนับสนุนทั้งการท่องเที่ยวและการขึ้นทะเบียนปราสาท (โดยเฉพาะงบจากกระทรวงกลาโหม และการต่างประเทศ)
ไม่เพียงแต่ประเด็นปราสาทพระวิหารที่เป็นเรื่อง “พิพาท-วิวาท” สิ่งที่เราเคยพูดถึงกันก่อนหน้า คือ ประเด็นอธิปไตยเหนือน่านน้ำในอ่าวไทยอันเป็นแหล่งทรัพยากรน้ำมันและก๊าซขนาดใหญ่ ก็ปรากฏเป็นปมปัญหาเมื่อเขมรยกสัมปทานให้บริษัทฝรั่งเศส ซึ่งเป็นอย่างที่เคยว่าไว้
เป็นประโยชน์ซ้อนประโยชน์ของนักการเมืองและข้าราชการ (โดยเฉพาะทหาร) ขณะที่คนไทยส่วนใหญ่นอนหลับไม่รู้รอนคู้ไม่เห็น อธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติฝากไว้ในมือใคร?
ย้อนไปประเด็นที่ผมตั้งไว้ที่บรรทัดแรก ทำไมต้องคัดค้านการขึ้นทะเบียนพระวิหารของเขมร และทำไมต้องคัดค้านการขึ้นทะเบียนร่วมของฝั่งไทย ที่คำว่า “ขึ้นทะเบียนร่วม” ดูจะสวยและเราน่าจะได้ประโยชน์ด้วย
ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันไทยคดีศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ และ อ.เทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการประวัติศาสตร์ ในฐานะนักวิชาการคนสำคัญของภาคีเครือข่ายฯ พระวิหาร ได้ชี้ประเด็นสำคัญไว้หลายประการ รวมทั้งการดำเนินการที่ไม่ชอบมาพากลของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในรายการสภาท่าพระอาทิตย์ ช่องเอเอสทีวี นิวส์วัน วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา
ท่านที่ไม่สะดวกรับชมออนไลน์สามารถดาวน์โหลดวีดีโอได้ที่นี่ (ไฟล์ wmv ขนาด ๗๐.๕ MB)
หากท่านใดสนใจร่วมการเคลื่อนไหวกับภาคีฯ เพื่อแสดงสิทธิในฐานะประชาชนชาวไทย ผมจะแจ้งรายละเอียดการเคลื่อนไหวต่อเนื่องเป็นระยะ ๆ (หรือผ่านเว็บไซต์เครือข่าย — แจ้งรายชื่อภายหลัง)
๏ รบ – ๔ ๑๔ ๙ ฯ รศ ๒๒๘
