ขอยกเอาบทความ “ลูกทรพี”ของแผ่นดิน (นายซื่อตรง รักเมืองไทย) จากหนังสือพิมพ์แนวหน้าหน่อยเถอะครับ สรุปความและสาระ ที่มาของจักรเพ็ญได้อย่างดีที่สุด ณ ขณะนี้ ไหนๆ ก็อยู่ในสภาวะตกนรกทั้งเป็นอยู่แล้ว ซ้ำลูกพี่ใหญ่ที่ยอมกายถวายหัวให้ ถีบหัวส่ง-ขึ้นยืนเหยียบศพ “จักรเพ็ญ”แสดงตนว่าจงรักฯ เพื่อเอาคะแนน!
—————
การบรรยายและให้สัมภาษณ์ในที่ประชุมชมรมนักข่าวต่างประเทศเป็นภาษอังกฤษ ของ นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตแกนนำ นปก. เมื่อเดือนกันยายน 2550 อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาได้ขึ้นสู่ตำแหน่งรัฐมนตรี แต่กำลังจะกลายปัญหาใหญ่กับตัวเขาเองเมื่อถูกแปลเป็นภาษาไทย และอาจเป็นปัจจัยสำคัญของรัฐบาลที่จะเป็นตัวบีบให้ต้องมีการปรับครม.เพื่อแสดงภาพให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ยังคงจงรักภักดีต่อสถาบันฯ แต่หากรัฐบาลยังคงดื้อดึงไม่ทำอะไร ก็อาจจะถูกเหมารวมข้อหาเดียวกันต่อทั้งคณะรัฐบาลในสายตาประชนผู้จงรักภักดี
มีตำนานเรื่องเล่าจากรามกียรติ์ ถึงทรพีลูกกระบือที่คอยวัดรอยเท้าพ่อ(ทรพา)จนเมื่อเติบใหญ่ วัดรอยเท้าได้เท่าของกระบือผู้พ่อ จึงเกิดการต่อสู้กัน ทรพาเป็นกระบือแก่ไม่สามารถสู้แรงกระบือหนุ่มทรพีได้ ทรพีจึงขวิดทรพาผู้พ่อตาย คำว่าลูกทรพี ในสำนวนไทย จึงหมายถึงลูกที่ไม่รู้คุณ บิดา มารดา
เปรียบเทียบ ประชาชนคนไทยเสมือนลูก ที่อาศัยแผ่นดินพ่อเกิด ทำมาหากินเลี้ยงดูครอบครัวตั้งรกรากบนผืนแผ่นดินไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา จนมาถึงรัตนโกสินทน์ และที่คงความเป็นชาติไทยอย่างมีอิสรภาพ เอกราช ได้จนถึงทุกวันนี้ได้เพราะบรรพกษัตริย์ไทยที่ทรงพระปรีชาสามารถ ปกปักรักษา และพัฒนา บ้านเมือง จนมาถึงทุกวันนี้ได้ มิใช่เรื่องง่ายๆ บุญคุณพ่อของแผ่นดินล้นหัวลูกๆ(ประชาชน) ทั้งหลายที่ต้องกตัญญู อยู่ในมโนสำนึกโดยมิต้องสงสัย
หากแต่วันหนึ่งกลับมีเด็กไทยตัวจ้อย เกิดความเคลือบแคลง สงสัยในบุญคุณพ่อแผ่นดิน เติบใหญ่มาได้ ก็เที่ยวป่าวประกาศให้ชาวโลกมาศึกษาประวัติกษัตริย์ไทยเสียใหม่ พร้อมวิเคราะห์ชี้โพรงให้เห็นถึงความเป็นมาของสถาบันฯในประเทศไทย และพูดจาประหนึ่งตั้งคำถามที่ไม่ควรถามถึงความจำเป็นที่จะต้องมีพ่อของแผ่นดินให้คงอยู่ต่อไป หรือไม่ โดยอ้างความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองและยุคสมัยที่เปลี่ยนไปแล้ว พูดจาประหนึ่งลูกที่ขอเติบโตเองโดยขอตัดขาดจากพ่อแม่ ที่ตนคิดว่าไม่จำเป็นสำหรับตนอีกแล้ว อย่างนี้จะเรียกว่าเป็นลูกชนิดไหน
เด็กไทยตัวจ้อยที่ว่า เป็นเด็กที่เกิดในครอบครัวทหารและเติบโตมาด้วยเงินหลวง เงินเดือนราชการ ร่ำเรียนการเมือง ในสถาบันอันทรงเกียรติ ที่ก่อตั้งโดยพระมหากษัตริย์ไทย ก่อนจะไปศึกษาต่อสหรัฐอเมริกา ประเทศที่ไม่มีสถาบันพระมาหษัตริย์ แต่พอกลับมาบ้านเกิดเมืองนอน ก็ทำงานรับใช้ทุนใหญ่ผูกขาดซึ่งเป็นทั้งทุนผูกขาดธุรกิจและผูกขาดการเมือง ด้วยเพราะ ท่าทางดี นักเรียนหัวนอก ภาษาเป็นเลิศ ที่สำคัญเข้าหาผู้ใหญ่เก่ง จึงเติบใหญ่ในหน้าที่การงานได้รับความไว้วางใจจากนายใหญ่ ให้มีตำแหน่งในรัฐบาลแซงหน้าคนอื่นในรุ่นเดียวกันหรือที่เข้ามาก่อน ต่อมาจึงเกิดความผยองพองขน อยากวัดศรัทธาประชาชน จึงลงรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.เมืองหลวง แต่เมื่อผลออกแม้กลับแพ้ถล่มทลาย ทั้งที่มีอำนาจรัฐในมือ และถือเป็นช่วงที่คะแนนพรรคสูงสุดด้วย จึงเหมือนโดนตบหน้าอย่างแรง และเริ่มรู้แก่ใจแล้วว่ามิอาจเรียกศรัทธาได้จากประชาชนด้วยตนเอง ทางเดียวที่จะก้าวหน้าคือมุ่งหานายใหญ่รับใช้ตามที่นายประสงค์ตามแนวทางเดิมของตนเอง สุดท้ายจึงยอมบากหน้ากินตำแหน่งเล็กน้อยในรัฐบาล ขอเพียงใกล้ชิดติดตัวนายใหญ่ หวังใช้ความสามารถพิเศษของตนทำงานให้ก้าวหน้าอีกครั้ง และหากว่าโอกาสกลับมาหาตนอีกครั้งคงไม่มีวันปล่อยหลุดมือไปแน่นอน
วันหนึ่งเคราะห์ร้ายมาเยือนนายใหญ่ถูกปลดกลางอากาศ แต่ด้วยทรัพย์สินเงินทองของนายใหญ่มากล้น และไม่ถูกยึดทรัพย์ไปด้วย ประกอบกับเครือข่ายระบบต่างๆของนาย ที่ได้สั่งสมไว้ยังคงครอบคลุมสังคมไปทั่วจึงคาดว่าไม่ช้านานนายใหญ่จะต้องกลับมาอีกครั้ง เคราะห์ร้ายของนายใหญ่ครั้งนี้ได้นำพาบรรดาลูกสมุนคนใกล้ชิดให้หลุดลอย หลบลี้หนีหายไปหลายราย จึงกลายเป็นเคราะห์ดีของเด็กจ้อยที่ได้โอกาศใกล้ชิดนายแบบเต็มๆ และเมื่อโอกาสมาถึงอีกครั้งมีหรือที่เด็กจ้อยจะปล่อยให้หลุดลอย จึงเร่งสร้างคะแนนนิยมของตนเองต่อตัวนายใหญ่ อาสาปกป้อง ออกหน้า หรือเป็นหน่วยรบปะทะฝ่ายที่คิดว่าอยู่ตรงข้ามนายใหญ่ของตน เพื่อเร่งทำคะแนนต่อนายใหญ่ ยินดีทำทุกอย่างแม้กระทั่งเรื่องที่อาจจะขัดความรู้สึกประชาชนคนไทย หรือ อกตัญญูต่อแผ่นดินพ่อ ก็ตาม
วันหนึ่งจึงเห็นเด็กจ้อยออกมาทำสื่อโทรทัศน์ภายใต้เงินสนับสนุนจากไหนไม่รู้ ภารกิจคือ ต่อต้านผู้ที่มีอำนาจแต่อยู่ตรงข้ามนายใหญ่ อาศัยภาพลักษณ์ที่ประชาชนรู้จักกันดีเป็นพิธีกรเอง กำกับเอง ทำรายการต่อต้านรัฐบาลทหาร พูดจาหมิ่นเหม่ สักพักเด็กจ้อยก็เปลี่ยนรูปแบบออกมาเป็นแกนนำชุมนุมประท้วง อ้างเรียกร้องประชาธิปไตย แต่ไม่ได้หวังล้มรัฐบาลหรือไปบุกบ้านนายกฯ เหมือนกับที่ในอดีตที่มีการเรียกร้องประชาธิปไตยหรือทวงอำนาจทางการเมืองจะต้องเรียกร้องจากนายกฯ แต่เด็กจ้อยคนนี้คงมีใบสั่งกำหนดงานอยู่แล้วให้ไปประท้วงเรียกร้องทวงคืนประชาธิปไตยกับประธานองคมนตรี ซึ่งจนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครแม้กระทั่งเด็กจ้อยเองออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเหตุใดจึงไปเรียกร้องประชาธิปไตยกับประธานองคมนตรีอันเป็นตำแหน่งที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง และอย่างที่กล่าวไว้ก่อนหน้าว่าเด็กจ้อยไม่ได้มีความศรัทธาในความนิยมของประชาชนคนไทยอยู่แล้ว การประท้วงครั้งดังกล่าวจึงประท้วงเป็นภาษาอังกฤษแล้วเรียกสื่อต่างประเทศมาฟัง จึงมิอาจคาดเดาได้ว่าเด็กจ้อยต้องการสื่อสารอะไรกับต่างชาติ
ผลงานที่สั่งสมมาของเด็กจ้อยตั้งแต่หลังจากลงจากตำแหน่งเล็กๆที่ติดตามนายใหญ่เมื่อสองปีก่อน จนมาถึงเมื่อต้นไปนี้ นับเวลาปีกว่าผลงานหลักก็คงมีเท่าที่เล่า แต่คุณค่าของงานคงสูงค่าในสายตานายใหญ่จนต้องตบรางวัลระดับตำแหน่งเสนาบดีใหญ่ คุณค่าของงานในสายตานายใหญ่จึงสะท้อนภาพความคิดทิศทางการบริหารปกครองประเทศของรัฐบาลชุดนี้ และทิศทางระบอบการปกครองที่นายใหญ่และพรรคพวกอยากให้เป็น ซึ่งหวังว่าคงไม่ใช่แนวทางเดียวกับปฏิญญาฟินแลนด์ และพันธกิจหรือแนวคิดพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เพราะไม่อยากจะคิดว่ากลุ่มบุคคลที่เคยเข้าป่าเมื่อสิบสี่ตุลาฯและเคยมีตำแหน่งในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ส่วนหนึ่งมาร่วมกับนายทุนใหญ่ผูกขาดก่อตั้งพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลังการสร้างคะแนนนิยมจนประสบความสำเร็จ หรือแม้กระทั้งข่าวว่าส่วนหนึ่งในอดีตพรรคคอมมิวนิสต์มาร่วมเขียนพันธกิจในปฏิญญาฟินแลนด์ ร่างผลประโยชน์ตอบแทนระหว่างฝ่ายที่ต้องการเงิน ฝ่ายที่ต้องการอำนาจการเมือง และฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จนนำไปสู่ข้อตกลงปฏิญญาดังกล่าว ซึ่งเมื่อถึงเวลาทุกฝ่ายต้องแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ตามสัญญา ที่น่ากลัวคือกลุ่มคนที่เป็นตัวเชื่อมของภารกิจต่างๆเหล่านั้นเป็นกลุ่มคนเดียวกัน
แม้เด็กจ้อยจะเป็นคนไทยกินข้าวแดงแกงร้อน เติบโตมาได้จากบุญคุณบรรพชนและบรรพกษัตริย์ไทย แต่วันหนึ่งเมื่อเติบใหญ่ปีกกล้าขาแข็ง ยอมหักหลังแผ่นดินเกิดเข้ากับฝ่ายตรงข้ามทำตัวเป็นเบี้ยให้เขาจับเดิน เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจวาสนาที่เกินตัว ก็ยินดีเช่นนี้ จะให้คิดเป็นตัวละครใดได้ในตำนานรามเกียรติ
ลูกทรพี ในทางพระพุทธศาสนาจัดเป็นครุกรรมหรือกรรมหนัก ต้องตกนรกชั้นอเวจีมหานรก
“เพื่อปกป้องคุ้มครองปมด้อยในจิตใจตนเอง
ผู้คนทั้งหลายมักกระทำเรื่องประหลาดพิกลออกมา”
(โก้วเล้ง จากเรื่อง ดาบมรกต)
—————
ฝากความนี้ไปถึง “ไอ้หัวโต” ชาวคณะถ่มน้ำลายรดฟ้า ฯลฯ นะครับ

พักนี้เขียนยาว เขียนเอยะ ตามไม่ทันเลยอ่ะพี่
อันนี้คัดลอกมาทั้งยวง ที่เขียนยาวจริงมีน้อย เน้นเขียนสั้นมากกว่า เดี๋ยวก็หายอีกยาว
วู้ อ่านจบจนได้
บางคนพูดไปก็เท่านั้น เพราะไม่นับถือศาสนา ไม่เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ
(ขนาดเกิดเป็นมนุษย์ยากแล้ว เกิดในยุคที่มีพุทธศาสนาก็ยิ่งยาก
ที่เค้าเปรียบเหมือนเต่าตาบอดโผล่หัวมา
คนบางคนยังเลือกที่จะปฏิเสธเนาะ)
และบอกว่าสถาบันกษัตริย์ไม่ได้มีบุญคุณอะไรกับพวกเขา ซ้ำยังทวงบุญคุณเงินภาษีเสียอีก เอากับเขาสิ
“เค้าว่า”เป็นคำทำนายชะตาโลกที่นักปราชญ์ทำนายไว้เมื่อสองพันกว่าปี
http://www.dhammathai.org/kave.....php?No=910
“มัน”จะได้อ่านไหมเนี่ย อยากให้”มัน”ได้อ่านจริง แต่เชื่อว่าบทความอย่างนี้คงต้องผ่านสายตา”มัน”บ้ง แม้จะไม่ซึมเข้าไปในกะโหลกอันเน่าเหม็นของมัน ถ้าจะตาย อย่าให้มาตายบนแผ่นดินนี้เลยครับ เชื่อว่าซากของ”มัน”คงไม่ก่อเกิดประโยชน์แม้ต่อคุณภาพของดินแน่นนอน ให้”Air Asia”ของ”พ่อมัน(หรือนายใหญ่)”ช่วยเอา”มัน”ไปฝังนอกประเทศด้วยนะครับ เสียดายดินของแผ่นดินของ”พ่อของผม”ที่จะกลบหน้ามัน