หลังแปดโมงเช้าระหว่างฟังสรุปความเคลื่อนไหวของวันวานผ่านรายการยามเช้าริมเจ้าพระยา ผมพลิกไปฟังความเคลื่อนไหวเวทีไพร่แดงผ่านเว็บไซต์
สถานการณ์ไพร่แดงหลังประกาศ “พระราชกำหนด” ฯ ฉุกเฉิน เมื่อค่ำวานนี้ ยามเช้าหงอยเหมือนวันปกติ “ตู่ จตุพร พรหมพันธุ์” หนึ่งในแกนนำไพร่แดงขึ้นปราศรัยอย่างเรียบ ๆ ไม่รุกเร้า วิพากษ์วิจารณ์การออกพระราชกำหนดฯ ของรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์
เนื้อหารวม ๆ พอเข้าใจได้ ไม่เกินความคาดหมายที่จะมีการตอบโต้ด้วยน้ำลายอย่างที่ถนัด แต่ความปากพล่อยไม่รู้ที่ต่ำที่สูง เหิมเกริม ไม่รู้ที่ควรไม่ควร ที่เป็นมาอย่างต่อเนื่องนั้น
แปดโมงกว่า ๆ เช้าวันนี้ ตู่จึงพ่นน้ำลายเลยเถิดไปถึงขั้น เรียก “พระราชกำหนด” ว่า “พระราชกำหนัด”
ในระบบบริหารราชการไทยภายใต้การปกครองปัจจุบัน ที่นับเนื่องมาตั้งแต่ ๒๔๗๕ รัฐบาล รัฐสภา และศาล ใช้อำนาจอธิปไตยแทนพระมหากษัตริย์ กฎหมายใด ๆ จึงใช้คำ “พระราช” นำหน้า ไม่ว่าพระราชกำหนด พระราชบัญญัติ ฯลฯ
โดยสำนึกในฐานะคนไทย ในฐานะพสกนิกร ควรหรือไม่ควรที่จะลามปามนำคำเหล่านี้มาดัดแปลง? แม้คนที่สมองเท่าขี้เล็บติดปลายก้อยก็พึงรู้
นี่ จตุพร เรียนรามฯ ถึง ๑๑ ปี ความรู้ย่อมแน่นหนากว่าคนอื่น ไม่ใช่หรือ?
คิดเอาดูเถอะครับว่าควรหรือไม่ควร แต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรก ในวันที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศเขตเสื้อแดงห้ามเข้าในถนน ๑๑ สาย เมื่อวันที่ ๖ เมษายน ที่ผ่านมา ตู่ก็เคยลามปามเปลี่ยนชื่อถนนสำคัญมาแล้ว
ครั้งนั้น ตู่เรียก “ราชประสงค์” ว่า “ราชประเทือก” เรียก “ราชดำริ” ว่า “ราชดำเทือก” คือ เปลี่ยนคำท้ายเป็นเทือกไปเสียทั้งหมด ๑๑ สาย
ถามท่านทั้งหลายว่า ฟังแล้วคิดเห็นเช่นไร? เหมาะควรประการใด?


ไอสัดแดงล้มเจ้า
ไอแดงเหี้ย จัญไร
พวกหมิ่นเจ้าส่วนใหญ่เสื้อแดงวะ