บ้านเมืองกับเรื่อง “กลุ่มเป็นกลาง”

วาทะกรรมหรือ "ขี้ปาก" ทางการเมืองอย่างหนึ่งที่มักถูกหยิบมาใช้ระหว่างความขัดแย้งคือ "เป็นกลาง" ในความหมายที่ไม่เลือกฝ่ายเลือกข้าง วานนี้นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แห่งพรรคปลาไหล ก็โพล่งขึ้นมาว่า บ้านเมืองมี ๓ ฝ่าย พันธมิตร สนับสนุนรัฐบาลขายชาติ (และคลั่งเหลี่ยม) กับเป็นกลาง กลางและกลางระหว่างอะไรผมไม่เคยทำความเข้าใจได้สักครั้งเมื่อมีคนยกขี้ปากชนิดนี้ขึ้นมาว่า อาจจะเป็นประโยคที่ช่วยให้ตัวดูดีไม่เปื้อนไปกับเขาด้วย ทำให้ตัวดูเท่ ทำให้ตัวได้ประโยชน์จากทุกฝ่าย หรืออาจจะเพราะมีความว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย หาแก่นสารอะไรที่จับต้องได้ไม่ได้เลย

พันธมิตร

ทุกคืนที่กลับจากเวทีชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผมต้องผ่านถนนเพชรบุรี โดยที่ทุกครั้งโดยเฉพาะวันศุกร์และเสาร์มีรถจอดสองข้างทางยาวเหยียดทะลักล้นออกมาจากสถานบริการชนิดต่างๆ ความรู้สึกอย่างหนึ่งผุดขึ้นมาว่า นี่คือ เป็นกลาง

วันศุกร์และเสาร์ที่ผ่านมาต่อเนื่องกัน ผมมีความจำเป็นต้องไปทำธุระที่สยามพารากอนและห้างเดอะมอลล์ ก็ได้พบเห็นความเป็นกลางอีกชนิดที่คราคร่ำ ยิ่งบ่ายคล้อยคนเป็นกลางก็พากันออกมาแสดงความเป็นกลางทางการเมืองมากยิ่งขึ้น มากยิ่งขึ้น ถ้ารวมเอาห้างใหญ่ๆ สักห้างสองสามห้างใหญ่รวมกันนับจำนวนคนแล้วเผลอๆ อาจมากกว่าประชาชนเสื้อเหลืองที่มาชุมนุมรายรอบทำเนียบรัฐบาล

ครับผมพูดถึงวาทะของการเป็นกลางที่โดยปกติมักหมายถึงคนส่วนใหญ่ จะนิยามอะไรก็แล้วแต่ที่บางครั้งอาจหมายรวมไปถึงพลังเงียบ (สนิท) ที่ฝักใฝ่ฝักฝ่าย ทั้งที่ถ้าพิจารณาโดยเนื้อหาแล้ว กลุ่มนี้อาจไม่นับว่าเป็นกลางไม่ว่าจะยกอะไรมาอ้าง แต่อาจจัดจำแนกเป็น "เพิกเฉย" คือ ไม่สนใจรับรู้หรือยี่หระอะไรกับใครใดๆ ทั้งนั้น กูอยู่เฉยๆ ดำรงชีพโดยปกติ มีอะไรมากระทบจนเป็นความเดือดร้อนกับชีวิตส่วนตัวก็ออกปากบ่นบ้างด่าบ้างตามแต่ความรุนแรงของผลกระทบ

อีกกลุ่มคือ ด่ามันทุกฝ่ายกูเท่านั้นที่ดีที่สุด เหมือนกลุ่มนี้จะแกว่งไปด่าทางนั้นทีทางนี้ตามแต่สถานการณ์ บุกเอ็นบีทีก็ด่าพันธมิตร ตำรวจตีพันธมิตรก็ด่าตำรวจ วนๆ อยู่อย่างนี้ แล้วแสดงตรรกะหรือเหตุผลประกอบแปลกๆ ในทำนองมันเลวกันทั้งสองฝ่าย ประหนึ่งว่าตัวดีทุกอย่างทั้งที่ไม่ได้ลงทุนลงแรงเรื่องอะไรแม้แต่น้อยเดียว ยกเว้นเรี่ยวแรงที่ปลายนิ้วในการจิ้มคีย์บอร์ดกับขยับปากพ่นอะไรบางอย่าง บางทีกลุ่มนี้อาจจะเข้าทำนองมือไม่พายแต่เอาเท้าราน้ำ

พันธมิตร

ผมไม่ชวนสนทนาประเด็นว่าเหตุใดควรเลือกฝ่ายหรือเลือกฝ่ายใด หรือวางตัวอย่างไรนะครับ เห็นว่า ณ บัดนี้เลยจุดนั้นมานานมากแล้ว สิ่งที่พันธมิตรต่อสู้ทุกวันนี้ คือ เพื่อบ้านเมืองที่ดีขึ้น ที่เรียกรวมๆ ว่าการเมืองใหม่ ซึ่งประกอบว่าควรมี-ควรไม่มี-ควรเป็น-และควรไม่เป็นอย่างไรเช่นไร เรื่อง ๗๐:๓๐ เป็นแต่เพียงตุ๊กตาประกอบอย่างหนึ่งที่ไม่ใช่ข้อเสนอหลัก พันธมิตรไม่ได้มีคำถามที่จำกัดกรอบอย่างที่หลายท่านคิดหรือเข้าใจ หรือมีคำถามย่อยยิบประเภท ถ้า แล้วถ้า และถ้า ทุกอย่างไปไกลกว่านั้น ไปไกลกว่าการโค่นล้มรัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติและระบบเหลี่ยมสามานย์

ผมถามจริงๆ ว่า มีใครเป็นกลางบ้าง และอะไรที่หมายถึงเป็นกลางที่แท้จริง เพิกเฉยลอยอยู่เหนือปัญหาไม่สนใจใส่ใจหรือว่าประเภทกูดีทุกอย่างและมันเลวทั้งคู่ ยอมรับตามจริงว่าการเคลื่อนไหวของพันธมิตรมีถูกบ้างผิดบ้างแต่เป้าหมายนั้นใหญ่กว่า

นอกเรื่องส่งท้าย วันก่อนไปทำหน้าที่อยู่ยันโจรสีกากีหลัง บชน. แต่ต้องเร่งกลับตอน ๕ ทุ่มเพราะแม่มากรุงเทพโดยไม่ได้บอกล่วงหน้า สายวันอาทิตย์แม่ขอไปดูบรรยากาศการชุมนุมเลยพาแม่ไปทำเนียบ เป็นครั้งแรกที่ชาวบ้านอย่างแม่จะได้เดินรายรอบทำเนียบโดยอิสระ แม่เล่าให้ฟังว่าช่วงที่ผมแอบหลบไปหาที่ไกลผู้คนจุดใบจากและช่วงที่ขอเแว้บไปคุยกับการ์ดอาสา มีคนผ่านมาหาแม่มากมายทั้งเด็กและมีอายุ ถามแม่ว่าได้กินอะไรหรือยัง หิวไหม อาหารอยู่โน้นตรงนี้ ป้าไปเอาได้ เดี่ยวไปเอามาให้ จะกินอะไรดีมีหลายอย่าง ตรงนั้นร้อนมานั่งตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวเอาน้ำหวานให้แก้ร้อน ฯลฯ แม่ว่าถ้าไม่ใช่ที่นี่ จะมีใครมาถามไหม มีใครจะแบ่งที่นั่งให้ไหม และอาหารที่นี่อร่อยกว่าร้านตามสั่งซะอีก แถมเป็นของอย่างดีด้วย แม่เล่าว่ามีคนขนของมาบริจาคต่อเนื่องไม่ขาดสาย เหลือเชื่อและไม่เคยเห็นอย่างนี้มาที่ไหนที่ใดเลย..

Posted in ทัศนะ. Bookmark the permalink. Print

About n/e

ชายไทยไม่ระบุชื่อ สิ่งมีชีวิตเขตร้อน เกิดและเติบโตเหนือเส้นศูนย์สูตรเล็กน้อย รักในกาแฟรสขมเข้ม นิยมความเงียบ กินอยู่หลับนอนกับแมว ๑๖ ชีวิต
Namecheap coupon 10% off web hosting: Cold&gold
Namecheap.com - Cheap domain name registration, renewal and transfers - Free SSL Certificates - Web Hosting

26 Responses to บ้านเมืองกับเรื่อง “กลุ่มเป็นกลาง”

  1. SE7EN says:

    ถึงจะไม่ได้บอกว่าเป็นกลางแต่รู้สึกผิดจริงๆที่ทำตัวไม่ได้ต่างกันเลย :ดำๆ:

  2. n/e says:

    วานนี้ได้ยินว่าคณะเรามาพี่รีบออกจากมัฆวานไปดู เจอแต่เด็กปีหนึ่ง แอบหวังลึกๆ ว่าไนซ์จะมา :ฮือ:

    จากนั้นไปอยู่ถนนพระอาทิตย์ เพิ่งกลับมาตะกี๊

  3. HBP Extreme says:

    คนเป็นกลางยังแบ่งออกเป็นอีก 3 ประเภทคือ
    1.ใครดี ใครชั่ว ไม่เคยรู้เรื่องเลย และไม่อยากรู้ด้วย ทำมาหากินไปวันๆ
    2.ด่าทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครดีสักฝ่ายในสายตากรู
    3.อีแอบ เวลาเลือกตั้งก็เลือกระบอบทักษิณตามเขาไป เวลาพูดเรื่องการเมืองก็ด่าพันธมิตรยับเยิน แต่พูดปิดท้ายว่า กรูเป็นกลาง
    แต่ทั้ง 3 ประเภท ก็เป็นความเป็นกลาง=ความเป็นก้าง เหมือนกันหมด
    คือชอบความสงบส่วนตัว ใครถูกผิดไม่สน
    อย่างนี้ไม่ใช่ความเป็นกลาง แต่คือความเป็นก้าง
    ขวางทางไม่ให้สิ่งดีๆเกิดขึ้นในบ้านเมือง ประเทศถึงคราววิกฤต ก็ปล่อยให้ประเทศเข้าสู่วิกฤตไปง่ายดาย เป็นความเป็นกลางที่ไม่สร้างสรรค์ ไม่เกิดปัญญา
    ทั้งๆที่ความจริงแล้วการเป็นกลางที่ดี คือการเลือกข้างธรรมะ ข้างความถูกต้องต่างหาก
    นี่ผมสรุปมาจากคำสอนของท่าน ว.วชิรเมธี เรื่องความเป็นกลาง=ความเป็นก้าง

  4. HBP Extreme says:

    แถมอีกนิดครับ ขออภัย
    คนเป็นกลาง 3 ประเภทนั้นผมคิดเองนะครับ ไม่ใช่ของท่าน ว.วชิรเมธี

  5. nunk says:

    คนประเภทนี้ แล้งน้ำใจ ไม่ห่วงประเทศชาติ
    ง่ายนิดเดียวที่จะคิดและตัดสินใจว่าอะไรผิดถูก
    ถ้ามีคนเห็นแก่ตัว และขลาดอย่างนี้ เตรียมไปเป็นทาส เขาได้เลย

  6. n/e says:

    @HBP Extreme
    ประเด็นเป็นกลาง-เป็นก้าง ผมเคยได้ยินจากท่าน ว. วริชเมธี เมื่อไม่นานมานี้
    ประเด็นกลุ่มกลางเราอาจแยกย่อยได้มากกว่านั้นครับ :ขยิบ:

    @nunk
    เป็นเช่นนั้นแหละครับ ผมถึงได้เอือมและเอือม จนอยากจะไม่สนใจเรื่องบ้านเมือง แต่ก็อดไม่ได้ตรงที่เพื่อนเรายังมุ่งมั่นอยู่

  7. พันธมิตรปากนัง says:

    ภูมิใจกับแม่ที่มีลูกบาวแบบเติน

  8. n/e says:

    ฝากอ่านบางส่วนของบทบรรณาธิการไทยโพสต์ ๔ กันยายน ๒๕๕๑
    —————
    ด้วยความที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่สนใจปัญหาคอรัปชั่น งอมืองอเท้าเพราะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง การใช้ชีวิตอย่างสงบ ไม่ร้องแรกแหกกระเชอ ดูจะกลายเป็นวิถีการดำเนินชีวิตที่ปกติ สมานฉันท์ ไม่มีความขัดแย้งในสังคม ขออยู่อย่างสงบทั้งที่รู้ว่ามีการซุกขยะไว้ใต้พรม การดำเนินวิถีชีวิตเช่นนี้ถูกขัดเกลาให้มองว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คือความวุ่นวายที่ควรจะจบไปเร็วๆ เพราะไปขัดกับการใช้ชีวิตแบบสงบและปกติสุข โดยไม่สนใจว่าต้นเหตุแห่งความขัดแย้งอยู่ตรงไหน เมื่อไหร่ อย่างไร

    การถูกรบกวนความสงบสุขส่งผลให้คนเหล่านี้ตื่นขึ้นมา แล้วมองว่าตัวเองอยู่ตรงกลางระหว่างความขัดแย้งของระบอบทักษิณกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มองเพียงว่าปัญหาความวุ่นวายเกิดจากคน 2 กลุ่มนี้ทะเลาะกัน ทางออกของปัญหาที่มีการเสนอจากคนที่เชื่อว่าตัวเองอยู่ตรงกลางจึงออกมาในแนวที่ใกล้เคียงกันคือ ขอให้คุยกัน ให้ถอยคนละก้าว ให้สมานฉันท์

    คนที่ทนอยู่กับการคอรัปชั่นโดยไม่แยแส มาวันหนึ่งตกอยู่ท่ามกลางระหว่างความขัดแย้ง เพราะไม่เคยสนใจความเป็นไปของบ้านเมือง ยกเว้นการทำให้ตัวเองสุขสบาย ต้องมาเรียกร้องให้บ้านเมืองสงบสุขโดยไม่สนใจว่ามีอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น กำลังได้รับผลกระทบจากการ

    เฉยเมยต่อสิทธิและหน้าที่ของตัวเองแล้ว

    การออกมาของเยาวชนของชาติ นักเรียนขาสั้นหัวเกรียน นิสิต นักศึกษาหนุ่มสาว นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่บางส่วนของสังคมเริ่มตื่นขึ้นมาแล้วเข้ามาร่วมแสดงพลังทางการเมือง กดดันให้นายสมัคร สุนทรเวช ลงจากตำแหน่ง เพราะแนวทางนี้คือทางออกที่ดีที่สุด ณ เวลานี้ ดีกว่าข้อเสนอต่างฝ่ายต่างถอย เพราะเป็นหนทางที่ไม่มีทางเป็นไปได้ ไม่มีทางที่พลังของประชาชนจะไปสมานฉันท์หรือถอยให้กับรัฐบาลนอมินีของโจรปล้นชาติ.
    ——————-
    อ้างอิง http://www.thaipost.net/index......cat_id=100

  9. คนกลางคนหนึ่้ง says:

    บางทีคนเป็นกลาง เขาอาจรู้สึกเบื่อกับสิ่งที่มันซ้ำๆซากๆ และทำท่าว่า
    “นี่มันอะไร มันจะเกินไปแล้วนะ”

    อะไรที่มันซ้ำซากๆ แล้วก็ไม่ได้มีอะไรการันตีได้ว่าจะดีขึ้น
    บางทีมองดูเหมือนกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์ทั้งหลายแหล่ โดนฉุดกระชากลากถูไปตาม แกนนำสองฝ่าย ที่กำลังถกเถียงว่ากันด้วยเรื่องผลประโยชน์ ส่วนตัว

    ทั้งๆที่เราคิดว่า คนที่ร่วมอุดมการณ์ เค้าก็เป็นคนดี ที่รักประเทศชาติ อยากให้อะไรๆมันดีขึ้น
    แต่กำลังสงสัยว่า บรรดาแกนนำนั้น เค้าคิดเหมือนพวกคุณรึเปล่าน้า…

    เราพยายามเข้าใจ นะ แต่หลังๆชักจะไปกันใหญ่ เริ่มเดือดร้อนถึงคนอื่นๆ มันถูกที่พวกคุณว่านะ พวกคนกลาง แค่ทำมาหากินไปวันๆ นั่นก็เพราะว่า เรามันก็คนธรรมดา ต้องเล้ยงปากท้อง

    เราเบื่อการเมืองที่ดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายไม่ได้คิดถึงประเทศไทยจิงๆเลย

    เราอาจะเปนคนกลางที่เพิกเฉยนะ เพราะเรารู้สึกว่า สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายทำ ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลย อีกฝ่ายหนึ่งก็เห็นแก่ตัว อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่เคารพระบบ เริ่มจะลามปามไปกันใหญ่

    เราไม่ได้เคยคิดว่าเราจะทำได้ดีกว่าพวกคุณนะ แต่อยากให้ทุกฝ่ายตระหนักหน่อยว่า สิ่งที่พวกคุณคิดว่าทำดีแล้ว มันดี แล้วเพื่อชาติจิงๆรึเปล่า แล้วสิ่งที่พวกคุณสนับสนุน เค้าคิดเพื่อชาติจิงๆรึเปล่าน่ะ

    โดยส่วนตัวเราเป็นแค่ จุดเล็กๆ บางทีพวกเราอาจจะไม่สนใจเท่าที่ควรจนดูเหมือนเพิกเฉย เพราะเราอาจไม่ได้อยู่ในระบบที่รู้สึกสูญเสียประโยชน์ เราเลยไม่ใส่ใจเท่าที่ควร เพราะเราคงต้องใส่ใจระบบเล็กๆของเราให้ดีที่สุด
    จะให้เรามาเฮโลไปประท้วง หรือ นั่งเครียดเรื่องการเมือง ด่าทอนักการเมือง กับพวกคุณไม่ได้หรอก เวลามันไม่ได้เยอะขนาดนั้น

    เรามีงานต้องทำ
    เราอาจจะยังมีหนี้สิน
    เรามีครอบครัวต้องรับผิดชอบ
    เรามีพ่อแม่ ที่เราต้องกลับไปอยู่ด้วย ไปดูแล
    เรายังอยากมีเวลาพักผ่อน

    เราอาจจะไม่อยากได้อะไร เราอาจอยากได้ เวลาที่สงบสุข (เราอาจคิดอย่างซื่อๆง่ายๆนะ)

    เราไม่ได้มีความรู้มากมาย ที่จะคิดว่าการทำให้ประเทศไทยดีขึ้น หรือมีวิธีการที่ดีกว่านี้อย่างไร
    เราอาจไม่ยิ่งใหญ่ ถึงขนาด เปลี่ยนระบบ หรือโค่นล้มใคร

    ไม่ใช่ว่าเราไม่รักประเทศไทย เรารัก
    แต่โดยความรู้สึกเราไม่มั่นใจ ว่าสิ่งที่พวกคุณทำนั่นดีจิงหรือ??
    เราควรสนับสนุนรึเปล่า ??
    เราเลยเอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า
    อย่างน้อย เราก็รับผิดชอบตัวเอง เราคิดว่าเราปฏบัติตนเป็นคนดีของสังคม
    ตามหน้าที่ของเราอย่างดีที่สุด
    เท่านั้นเอง

    เราอาจเปนเด็กคนหนึ่ง ที่อยากแสดงความคิดเห็นเรื่องคนกลาง อย่างซื่อๆ เราอาจโง่
    ถ้าเราพูดอะไรไปไม่ดียังไง ก็ต้องขออภัยด้วย

    ขอบคุณที่รับฟัง

  10. SKYHIGH says:

    ก็ต่างนะ ในความรู้สึก เวลา ฟังข่าว ไอ้หมัก กะ3เกลอ ก็ อดปรี๊ดแตกไม่ได้ แต่จะเป็นเซ็งทุกครั้ง เวลา เพื่อนที่ทำงาน หรือ คนข้างบ้าน บอกว่าตัวเองเป็นกลาง หรือ บ่นด่าว่า พันธมิตร ว่า ก่อเรื่องยุ่งยาก ถ่วงปีะเทศ ทั้งๆที่พวกนี้ วันๆ ไม่ได้ทำไร ดูทีวีที่มีแต่บันเทิง ชะนีหลากสี และบอลอังกฤษ เฮ่อ เป็นเซ็งว่ะ

  11. n/e says:

    @คนกลางคนหนึ่้ง
    ขอบขอบคุณที่ได้แสดงความเห็นโดยบริสุทธิ์และสุภาพ

    หากมองในมุมแคบการประกอบสัมมาอาชีพ ทำหน้าหน้าที่่ครบถ้วนในสิ่งที่รับผิดชอบและไม่สร้างปัญหาให้กับสังคมนั้น ถือเป็นหน้าที่ดีของพลเมืองในสถานการณ์ปกติ และพึงกระทำ

    เพียงแต่ว่าในสถานการณ์ที่ต่างไป หรือที่เหนือไปกว่าหน้าที่ของพลเมืองที่ดี คือสิ่งที่เรียกว่า “จิตสำนึกสาธารณะ” ที่มองออกไปกว่าเรื่องของตัวเอง เป็นความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติอีกมิติ และเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ทำได้ยาก

    ไม่ใช่ทุกคนที่มีความพร้อมและปราศจากภาระรับผิดชอบต่างๆ แต่สำนึกสาธารณะเกิดจากจิตใจเป็นสำคัญ

    การแสดงออกซึ่งความรักชาติบ้านเมืองคงไม่ใช่เพียงแค่การสำนึกรู้อยู่ในตัวเงียบๆ ยืนตรงร้องเพลงชาติ และโหวกเหวกโวยวายเป็นไฟไหม้ฟางเมื่อมีสิ่งกระทบแล้วก็จบๆ ไป

    คนไทยอยู่ด้วยความสงบ เป็นปกติ และสบายมานานจนเคยชิน และชินกับไม่ดีต่างๆ ในสังคม รวมถึงตกในวังวลของความสะดวกสบายและบริโภคนิยมอย่างหนักในรอบเจ็ดแปดปีที่ผ่านมากระทั่งมึนชาและไม่เคยชินกับความขัดแย้ง วันหนึ่งมีคนลุกขึ้นมาบอกว่า “เราไม่ทนกับสภาพแบบนี้แล้ว” และเกิดความขัดแย้งขนาดใหญ่ขึ้นในสังคม คนไทยกลุ่มใหญ่ตื่นขึ้นมาก็ตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งที่ตัวเองไม่เคยชิน รู้สึกว่าความสะดวกสบายสงบสุขที่เคยมีถูกกระทบ ก็ทำตัวไม่ถูก ทำความเข้าใจไม่ได้ และเรียกร้อง “สมานฉันท์” ให้ถอยกันคนละก้าว ยอมๆ หยวนๆ กันไป

    เรายอมให้นักการเมืองทำร้ายประเทศ เบียดบังงบประมาณ แปลงสมบัติชาติเป็นสมบัติตัว ออกกฎหมายเพื่อตัวเอง ใช้กลไกรัฐเพื่อประโยชน์ตัวเอง สร้างความเสียหายต่างๆ นานา เพียงเพราะเราเห็นว่าเป็นเช่นนี้จนชิน เพียงแต่เราไม่อยากเสียความสงบสุข เพียงเพราะเราไม่ต้องการความขัดแย้ง และเพราะเราไม่มีเวลา

    บางทีเราอาจรู้สึกว่าเราไม่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของนักการเมือง ไม่ได้รับผลกระทบจากการโกงกิน เพียงเพราะว่าการนักการเมืองไม่ได้ฉกมือถือไปจากมือเรา ไม่ได้วิ่งราวกระเป่าเรา และเราติดอยู่กับความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนอย่างเช่นว่า “การโกงกินเลวร้ายกว่าการฆ่าคนตาย” ทั้งที่การฆ่าคนจายเป็นอาญาที่กระทบเฉพาะบุคคล แต่การโกงกินเป็นการทำลายชาติและคนทั้งชาติ

    เราอาจลืมนึกไปว่าทุกครั้งของการโกงกิน มีผลกระทบต่อต้นทุนการดำรงชีวิตและประเทศชาติไม่ไปถึงไหน นักการเมืองแปลง ปตท. จากของคนทั้งชาติไปเป็นของตัวเอง และหากำไรเกินควรจนกระทั่งเราต้องจ่ายค่าน้ำมันแพง ค่ารถเมล์แพง ต้นทุนสินค้าทุกอย่างแพงขึ้น เป็นภาระอย่างสาหัสต่อคนทั้งประเทศรวมถึงความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ฉุดการพัฒนาของประเทศ นี่แค่ตัวอย่างเล็กน้อย การทำโครงการต่างๆ กู้เงินเพื่อชัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์เข้ากระเป๋า เราทั้งประเทศต้องเป็นผู้ร่วมชดใช้หนี้นั้นโดยไม่รู้ตัวและไม่ใช่ทางตรง เราจึงไม่รู้สึกถึงผลกระทบ

    นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อย สิ่งที่พวกผมทำอาจจะไม่เห็นผลชัดในตอนนี้และอาจไม่สามารถบอกได้ว่าผิดหรือถูก เพียงแต่เราเชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำและเรารู้ว่าหลายอย่างเป็นเรื่องที่คนทั่วไปทำได้ยาก นั่นคือการสละเรื่องส่วนตัว สละความรสุขส่วนตัว อดทนต่อความไม่สะดวกสบายต่างๆ นานา ใครจะรู้บ้างว่าไอร้อนของถนนนั้นร้อนแทบอยู่ไม่ได้ ใครจะรู้ไหมว่าคืนไหนที่ฝนตก คืนนั้นไม่มีที่ให้นอน แม้เต้นท์ก็เปียกปอนทั้งหมด ใครจะรู้บ้างว่าในความยิ้มแย้มเบิกบานของการชุมนุมเราเก็บอุปสรรคไว้มากมาย ถึงแกล้งผ่านกลไกรัฐสารพัด แกล้งกันกระทั่งว่าส่งคนจากกาชาดมาบีบคั้นข่มขู่หน่วยแพทย์อาสาห้ามใช้กากบาทแดง ขู่จะฟ้องร้อง กาชาดส่งแพทย์มาก็จอกรถอยู่ภายนอกไม่มาสนใจข้างใน ขณะที่เราชุมนุมอยู่กับที่ไม่เคยออกไปไล่ตี ไปก่อนกวน นปก หรือกลุ่มใด รัฐส่ง นปก มาก่อกวนมาหาเรื่องเราตลอดเวลา ฯลฯ

    ประเทศชาติอยู่กับนักการเมืองในแบบที่เป็นอยู่ก็เหมือนประเทศเป็นโรคมะเร็ง เราจะอยู่โดยสงบสุขไม่รักษาไม่สนใจก็ย่อมทำได้ แต่ผลลัพธ์เป็นอย่างไรก็น่าจะรู้ หากตกลงใจรักษาเราก็จำเป็นต้องเผชิญกับความวุ่ยวายและเจ็บปวดบางประการ ซึ่งผลลัพธ์ที่อาจจะได้อาจต่างกันโดยสิ้นเชิงกับการอยู่อย่างสงบสุขไม่สนใจใส่ใจ

    ท้ายสุดอยู่ที่คุณว่าจะคิดและตัดสินใจอย่างไร เรื่องนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างบุคคลหรือผลประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่ง

  12. DOT says:

    แค่คนคิดแบบนี้ก็ทัศนคติแคบแล้ว
    ขอโทษด้วยที่ต้องพูดแบบนี้

    คนเป็นกลาง ไม่ได้หมายความว่า จะไม่สนใจหรือเพิกเฉยต่อสถานการณ์บ้านเมือง
    คนเป็นกลาง ไม่ได้หมายความว่า เค้าคิดว่ามันเลวหมดทั้งสองฝ่าย ตัวฉันนั้นดีที่สุด

    แต่ฉันคนหนึ่งที่เป็นกลาง
    และคิดว่า ในทุกกลุ่มชน มีทั้งคนดี และคนไม่ดี
    และตัวฉันเองก็ไม่ได้จะดี หรือ เลวไปหมดซะทุกอย่าง
    ในขณะที่คนของเราถูกทำร้าย คนของเราเองอีกพวกหนึ่ง อาจจะไปทำร้ายคนอื่นเช่นกัน
    ซึ่ง เราควรจะมองกว้างๆมากกว่า
    ไม่ใช่มองอยู่แค่ฝ่ายเดียว หรือคิดว่ารักฝ่ายไหน ฝ่ายนั้นๆต้องถูกต้องเสมอ
    และยิ่งเราร่วมแรงร่วมใจไปกับฝ่ายนั้นเท่าไหร่ เรายิ่งผูกพัีน เราไม่มีวันทิ้ง
    การเลือกที่จะเป็นกลาง ไม่ใช่การทิ้งพรรคพวก หรือสิ่งใด
    หากแต่เป็นการพยายามที่จะมองกว้างๆ มองความเห็นของทั้งสองฝ่าย

    และขอบอกว่าคนเป็นกลางไม่ได้เพิกเฉย
    มีคนเป็นกลางจำนวนมาก ที่นั่งติดตามข่าวสารบ้านเมือง จากทุกสื่อ และใช้วิจารณาณในการเชื่อ
    เพราะคงไม่มีสื่อใด ที่จะนำเสนอความจริง 100%

  13. n/e says:

    @DOT
    ข้อสรุปของผมอาจจะผิดและคับแคบก็เป็นได้ครับ ผมประมวลจากที่พบเห็นบ่อยในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา คุณเองอาจจะเป็นกลางอีกประเภทที่เป็นกลางที่มีคุณภาพในระดับหนึ่ง

    แต่คำถามตามมาว่า คนเป็นกลางในลักษณะนี้แสดงบทบาทอย่างไร หรือรับผิดชอบร่วมหรือสนองตอบต่อสถานการณ์บ้านเมืองอย่างไร (ไม่ได้ต้องการคำตอบว่าจะให้เลือกข้างไหนอย่างไร) เพราะถึงที่สุดแล้วหากคนเป็นกลางเอาแต่จับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแต่ไม่ได้แสดงบทบาทใด ผลลัพธ์ไม่ได้ต่างจากสองประเภทที่ผมพูดถึง :ขยิบ:

  14. DOT says:

    ก่อนอื่นต้องขอโทษด้วยนะคะ หากดิฉันกล่าวว่าคุณไป
    และต้องขอโทษอีกอย่างเนื่องจากดิฉันเป็นเพียงแค่นักเรียน ส่้วนคุณเป็นผู้ใหญ่แล้ว
    หากพูดจาก้าวร้าวไปต้องขออภัยมา ณ ทีนี้

    ขออนุญาตพูดเรื่องตัวเองสักเล็กน้อย
    โดยส่วนตัวแล้ว เดิมให้ความสนับสนุนกับฝ่ายพันธมิตร
    เนื่องมาจาก เห็นถึงความไม่ดีของทางฝ่ายรัฐบาล และอยากให้คุณสมัครพ้นจากตำแหน่ง
    แต่พอมาช่วงหลังๆนี้ ดิฉันเริ่มรู้สึกว่า พันธมิตรเองก็ได้ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องหลายอย่างเช่นกัน
    เช่น การใช้วาจารุนแรง การปิดสนามบิน การประท้วงตามสถานที่ต่างๆตามต้องการ
    ประเทศชาติมีกฏหมาย แต่เมื่อผู้คนไม่เคารพกฏหมาย จะมีไว้เพื่อสิ่งใด?
    อนาคตหากไม่พอใจในสิ่งใด ก็คงมีการออกมาชุมนุมต่อต้านขับไล่
    ไม่มีสิ่งใดสามารถหยุดยั้งได้
    และบรรทัดฐานของประเทศก็คงย่ำแย่ลงไปเรื่อยๆ
    ซึ่งผู้ใหญ่ในปัจจุบันมีวุฒิภาวะ สามารถแยกแยะได้แล้วว่าสิ่งใดถูกต้องสิ่งใดผิด
    แต่ลองนึกถึงมุมของเด็ก เยาวชน อนาคตของชาติ ที่ยังไม่รู้ว่าสิ่งใดผิดสิ่งใดถูก
    อาจจะได้รับความเข้าใจแบบผิดๆ และสืบทอดแบบผิดๆไปสู้เยาวชนรุ่นต่อไป
    และการกระทำใดๆ จะถูกตัดสินว่าถูกหรือผิด สมควรทำหรือไม่สมควรทำ
    ก็ขึ้นอยู่กับวิจารญาณส่วนบุคคลของแต่ละคน ซึ่งแปรข้อมูลบนพื้นฐานของประสบการณ์ตัวเอง

    ส่วนในเรื่องที่ว่าจะแสดงบทบาทอย่างไร
    ดิฉันคิดว่า ควรจะแสดงบทบาทให้เหมาะสมกับ ฐานะ แล้วหน้าที่ของตนเองจะดีที่สุดค่ะ

  15. DOT says:

    * และต้องขอโทษอีกอย่างเนื่องจากดิฉันเป็นเพียงแค่นักเรียน ส่้วนคุณเป็นผู้ใหญ่แล้ว
    >> เพิ่งเห็นอายุที๋โพสไว้เมื่อสักครู่

  16. n/e says:

    @DOT
    ขอบคุณที่กลับมาตอบความเห็นนะครับ และแสดงความเห็นด้วยเหตุด้วยผลตรงไปตรงมาครับ
    และขอแสดงความชื่นชมต่อคำขอโทษนั้น ทำให้ผมรู้สึกว่าเด็กไทยรุ่นใหม่ยังใช้ได้อยู่ ชื่นชมด้วยใจครับ (ที่จริงไม่ต้องขอโทษก็ได้ครับ ไม่ได้นับหรือถือเรื่องอายุเป็นเรื่องเป็นราวมากนัก)

    ขอแทนตัวด้วยคำว่าพี่และน้องนะครับ

    เราอาจจะมองสถานการณ์ต่างกันอาจจะเพราะประสบการณ์ที่ต่างกัน เข้าใจได้ครับ เพราะการเคลื่อนไหวระยะหลังยากที่จะวัดผลในปัจจุบันว่าถูกต้องสมควรหรือไม่ เพราะปรากฎการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นเป็นมิติใหม่และมุมมองใหม่

    พี่ฝากอ่าน http://www.boringdays.net/beyond-regime-attitude/

    เราอาจจะเป็นมุมกลับที่พี่ไม่ได้มีส่วนร่วมมาตั้งแต่ปี ๔๘ แต่กลับเริ่มต้นที่ ๕๑ การเปลี่ยนรูปแบบการชุมนุมระยะท้ายถ้าจะให้อธิบายอย่างกระชับสุดต้องบอกว่าเป็น “สถานการณ์ปฏิวัติประชาชน” ที่เรียกกันว่า “ประชาภิวัตน์” เป็นการลุกฮือยึดอำนาจรัฐโดยประชาชน และอาศัยการขัดขืน-ปฏิเสธ-ไม่ยอมรับ อำนาจรัฐ (และความไม่ชอบธรรม) ในระดับสูง

    มีสิ่งผิดสิ่งถูกในการเคลื่อนไหวเกืดขึ้นเสมอครับ มีทั้งความผิดพลาดแทรกอยู่ในนั้น น้องเองทำข้อสอบหรือการบ้านใช่ว่าจะถูกต้องเสมอไปไม่ใช่หรือ

    จึงได้บอกว่านี่เป็นสถานการณ์พิเศษที่ต้องทำความเข้าใจอย่างละเอียดถี่ถ้วน และอยู่เหนือฐานคิดเดิมๆ ครับ

    ป.ล. ที่บอกว่า “ควรจะแสดงบทบาทให้เหมาะสมกับ ฐานะ แล้วหน้าที่ของตนเองจะดีที่สุดค่ะ” เป็นนามธรรมที่ฟังดูดีแต่จับต้องได้ยากครับ
    ป.ล. ๒ แวะมาสนทนาได้เสมอนะครับ :ขยิบ:

  17. DOT says:

    พี่เป็นพันธมิตรใช่ไหมคะ๋?
    ขอบคุณที่เป็นพันธมิตรที่มีเหตุผลและเปิดใจรับฟังความคิดเห็นคนอื่นนะคะ

    ส่วนที่บอกว่า ควรแสดงบทบาทให้เหมาะสมกับฐานะหน้าที่
    หมายถึงอย่างนี้ค่ะ
    ดิฉันไม่ได้รู้ถึงข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ทีเ่กิดขึ้น 100%
    แต่ที่รับรู้และเชื่อจากข้อมูลที่รับมา ก็คือ การกระทำที่ไม่ดีของทางฝ่ายรัฐบาล
    และที่เห็นด้วยตาคือ การกระทำบางการกระทำที่เกินไปของฝ่ายพันธมิตร
    และก็ยังเชื่อว่า รัฐบาล คงจะไม่ได้เลวไปหมดซะทุกคน
    เช่นเดียวกับพันธมิตร ที่คงจะไม่ได้ใจแคบหรือปากร้ายไปหมดซะทุกคน
    ดังนั้น ดิฉันเอง ก็จุดมุ่งหมายเดียวกับพันธมิตร คือ อยากให้คุณสมัครลาออก
    แต่ที่ออกมา “เป็นกลาง” นั้น เพราะคิดว่า
    หากต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกันเช่นนี้ ประเทศก็จะยิ่งแตกแยก
    ดิฉันแค่หวังว่าการเป็นกลาง ของดิฉัน จะเป็นส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งที่ทำให้ชาติแตกแยกได้น้อยลง

    และรู้สึกเสียใจเวลาที่มีคนออกมาด่าว่า คนเป็นกลางเป็นพวกไม่รักชาติ

    และในฐานะ “นักเรียน” ผู้พึ่งผ่านโลกมาเพียง 10 กว่าปี
    ก็ไม่รู้เลยจริงๆ ว่าหากวันหนึ่งมีโอกาสได้เป็นนายก หรือ แกนนำฝ่ายพันธมิตร
    จะมีวิธีแก้ไขสถานการณ์ได้ดีกว่าตอนนี้ไหม
    จึงได้ลองคิดย้อนกลับกันดูว่า หากเราเป็นแกนนำพันธมิตร เราจะทำอย่างไร
    มันก็คงควบคุมยากที่จะไม่ให้คนของเรา ไปพูดจาดูถูกฝ่ายตรงข้ามหรือฝ่ายเป็นกลาง
    เพราะคนก็มีจำนวนมากเหลือเกิน
    หากเราเป็นฝ่ายรัฐบาลในตอนนี้ ก็คงยิ่งลำบากใจ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้เหตุการณ์สงบเสียที
    ในเมื่อฝ่ายพันธมิตรเองก็จะไม่ยอมเจรจาใดๆ จนกว่านายกจะลาออก และใช้่ระบบ 70/30
    แต่บ้านเมืองมีกฏหมาย มิใช่จะแก้ไขใดๆ ได้ตามที่ใจปรารถนาทันทีทันใด
    รัฐบาลเองก็ยึดอำนาจการปกครองมาจากกษัติรย์ใน ร.7
    แต่ตอนนี้ กลับไม่สามารถปกครองประเทศชาติได้อย่างเช่นอดีตที่ผ่านมา
    คงรู้สึกแย่ไม่แพ้กัน

    ส่วนในเรื่องของการชุมนุมให้ได้เห็นถึงพลังของประชาชนที่มารวมตัวกันนั้น
    อาจจะทำให้นายก ฝ่ายรัฐบาลออกไปได้จริง
    แต่การทำให้ออกด้วยวิธีสันติ กับการให้ออกด้วยวิธีกดดันขับไล่
    ย่อมได้ผลลัพธ์เหมือนกัน แต่มีผลกระทบที่ตามมาต่างกัน
    หากวันหนึ่งคนกลุ่มนี้ ได้กลับมามีอำนาจในบ้านเมืองเราอีกครั้ง
    แค่อยากให้ลองนึกดูว่า จะเป็นอย่างไร

    เป็นเพียงแค่ความคิดเ็ห็นของนักเรียนคนหนึ่งค่ะ
    ขอบคุณทีอ่่านนะคะ

    และหวังว่าประเทศไทยจะกลับมาสงบสุข
    คนไทยจะกลับมารักกันโดยไวค่ะ

  18. DOT says:

    พี่รบกวนอีกเรื่องหนึ่ง
    ไม่ได้กวนตีนหรืออะไรนะคะ พอดีอยากรู้เรื่อง 70/30 ของฝ่ายพันธมิตร
    พอจะอธิบายให้ฟังได้ไหมคะ?

  19. n/e says:

    @DOT
    ขอตอบคำถามหลังสุดก่อนนะครับ (ยังงัวเงียอยู่)
    เรื่อง ๗๐-๓๐ จริงๆ แล้วไม่มีอะไรเลย นอกจากเป็นการหาทางออกว่าทำอย่างไรให้นักการเมืองไม่อยู่ในสภาพที่เป็นอยู่ คือ เป็นแก๊งเลือกตั้ง อิทธิพลท้องถิ่น ฯลฯ ที่ไม่ได้มีความรู้ความสามารถอะไร แต่เข้ามาได้ด้วยกระบวนการซื้อเสียงแล้วมาเป็นปัญหาต่อในรัฐสภาต่อ อย่างที่เราเห็นกันอยู่ คงไม่ต้องอธิบายมากความนะครับ

    คำถามจึงมีว่าเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ทางหนึ่งคือ หาทางลดจำนวนของคนกลุ่มนี้ อีกอย่างปัจจุบันเรามี สส. มากเกินจำเป็น อาจจะเป็นประเทศที่มี สส. มากสุดในโลกเสียด้วยซ้ำ ทางออกที่น่าจะเป็นได้ (ที่กฏกติกาปัจจุบันยังทำงานไม่ได้เต็มที่เพราะมันทั้งตะแบงและด้าน ไม่สำนึก) คือ การลดจำนวนและเอาคนพวกนี้ออกจากสาระบบการเมือง

    ประเด็น ๗๐-๓๐ จึงถูกยกมาเป็นตัวอย่างหรือเรียกว่าเป็นตุ๊กตา แต่ไม่ใช่ข้อเสนอว่าเราจะต้องเอาอย่างนี้นะ เป็นแต่เพียงตัวอย่างเท่านั้น

    ประเด็น ๗๐ เป็นการ “ทดลอง” นำเสนอว่า เป็นไปได้ไหม หากเราจะกระจายการมีส่วนร่วมทางการเมืองให้กว้างกว่าเดิม ที่ปัจจุบันจำกัดอยู่แค่นักเลือกตั้ง จึงมีการเสนอกันว่า ถ้าเป็นตัวแทนจากกลุ่มสาขาอาชีพและภาคส่วนอื่นๆ เป็นไปได้ไหม สัดส่วนนี้จะถูกเสือกสรรหรือเลือกตั้งตรงจากภาคส่วนนั้น และ ๓๐ จะเป็นสัดส่วนของการเลือกของประชาชนทั่วไปหรือการเลือกตั้งทั่วไปในระบบจังหวัด

    แต่จะย้ำว่านี่เป็นแค่ “ตุ๊กตา” เท่านั้นไม่ใช่ข้อเสนอ ส่วนวิธีการใดจะนำไปสู่การเมืองใหม่นั้นจะต้องระดมความเห็นอย่างกว้างขวางกว่านี้

    การเมืองใหม่ คือ ระบบการเมืองที่มีคุณธรรม จริยธรรม สะอาด ประชาชนมีส่วนร่วม และกระจายประโยชน์ถึงประชาชนทุกภาคส่วนโดยแท้จริงครับ

  20. n/e says:

    @DOT
    ตอบความเห็นช่วงแรกนะครับ

    จะเรียกพี่ว่าเป็นพันธมิตร แนวร่วมพันธมิตรหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ผลลัพธ์เหมือนกันคือมีส่วนร่วมในการบวนการ

    เข้าใจว่าน้องคนเป็นคนรู้จักคิดและพยายามหาข้อมูลเพื่อชั่งน้ำหนักมากพอสมควร แต่อย่าน้อยใจไปเลยถ้าเราไม่ได้อยู่กลุ่มเป็นกลางอีก ๒ ประเภทที่เพิกเฉย หรือข้าพเจ้าดีแต่ผู้เดียว เพราะพฤติกรรมแสดงส่วนใหญ่มักออกไปในแนวละเลยการรับผิดชอบต่อสังคม หรืออาจล่วงเลยไประดับมือไม่พายแต่เอาเท้าราน้ำ (อาจจะราทั้งสองฝั่ง) เป็นธรรมดาอยู่เองครั้งที่คนลงแรงทั้งกายทั้งใจและอื่นๆ จะอดรู้สึกไม่ได้ว่าคนเป็นกลางเป็นอย่างที่ถูกมอง

    ประเด็น ๗๐-๓๐ พี่ตอบไปแล้วในความเห็นด้านบน จะไม่ขยายความต่อนะครับ

    อ่านจากความเห็นแล้วพอจะทราบที่มาว่ามีเป้าหมายที่ไม่ได้ต่างกันเพียงแต่ มีข้อติดขัดอยู่ที่ ๑ ได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ชัดแจ้ง ๒ ติดอยู่กับความคิดที่ว่าพันธมิตรทำเกินไป แรงไป เกินกว่าที่ควรเป็น ๓ รัฐบาลไม่ได้เลวทุกคน ๔ ทางออกของปัญหาควรเป็นอย่างไร และ ๕ กังวลต่อความแตกแยก

    ประเด็นปัญหามีอยู่ว่า พันธมิตรและรัฐบาลพูดกันคนละเรื่องคนละประเด็นที่ดูเผินๆ เหมือนเรื่องเดียวกัน พันธมิตรโดยภาพรวมพูดถึงความไม่ชอบธรรมไม่ควรดำรงอยู่ของรัฐบาล การกระทำโดยและที่มาไม่ชอบโดยกฎหมายและหลักจริยธรรม คือ พูดในเชิงต้องการให้เกิดความดีงาม ขณะที่รัฐบาลบอกและย้ำว่ามาจากการเลือกตั้ง ประเด็นถ้าจะจำกัดลงและอธิบายให้สั้นเข้า คือ การต่อสู้ระหว่างความดีกับความไม่ดี

    น้องอาจมองว่ารัฐบาลไม่ได้เลวไปเสียทั้งหมด อาจเป็นแบบนั้นก็ได้หรือไม่ใช่เลยก็ได้ ต้องมองพฤติการโดยละเอียด แต่ถ้าจะสรุปความอย่างสั้นอาจได้คำถามว่า มีไหมที่คนดีอยู่สนับสนุนส่งเสริมคนไม่ดี

    โดยที่จริงรัฐบาลควรแสดงความรับผิดชอบโดยการลาออกตั้งแต่ที่ ศาล รธน. ตัดสินว่าการทำข้อตกลงผิด รธน. นั่นเท่ากับว่าขาดความชอบธรรมท่จะดำรงอยู่แล้ว แต่ก็เฉย ตะแบงไปได้เรื่อยๆ และที่อยู่ไปเรื่อยๆ แบบไม่รับผิดชอบและพยายามเอาใจโดยโครงการประชานิยม ๖ เดือน ซึ่งเป็นการผลาญเงินชาติเล่นละลายแม่น้ำ โดยไม่แก้ที่ปัญหา ที่เราต้องอยู่หรือดื้ออยู่ก็เพราะต้องการรอให้งบประมาณผ่านเพื่อที่จะได้มีเงินใส่กระเป๋า และเพื่อปกป้องเจ้านายของเขารวมถึงพรรคพวกเขาที่จะถูกดำเนินคดี

    พี่เห็นว่าหลายอย่างที่พันธมิตรทำอาจไม่ถูกต้องนัก แต่โดยรวมยังคงเป้าหมายอยู่ หลายเรื่องไม่ได้เกิดจากพันธมิตรทำ อย่างกรณี NBT การทุบกระจก ทำลายข้าวของนั้นพี่บอกได้เพียงสั้นๆ ว่าเป็นการซ้อนแผนและกระทำโดยตำรวจ ซึ่งความจริงจะปรากฏเป็นเครื่องยืนยันในภายหลัง การบุกกระทรวงต่างๆ น้องอาจบอกว่าเป็นการเกินกว่าเหตุ เพราะน้องอาจมีความหมายของ “อารยะขัดขืน” อยู่ในใจอย่างหนึ่ง ซึ่งเบี่ยงไปจากความหมายที่ควร เพราะเหตุว่ามี “อารยะ” นำหน้า อย่างไรก็ตามการยึดกระทรวง ไม่ได้มีความรุนแรงอะไร และทำในลักษณะของการ “แสดงสัญลักษณ์” การยึดอำนาจรัฐ ด้วยเหตุนี้จึงยึดไว้แค่วันเดียวแล้วถอนกลับทั้งหมด

    นอกจากนี้ความรุนแรงใดๆ ที่เกิดจากการปะทะกับ นปก. ไม่ใช่ความต้องการใดๆ ของเราเลย แต่มีความจำเป็นในการรักษาที่มั่นและความปลอดภัยของทุกคนที่ร่วมชุมนุม คำถามง่ายๆ ที่ไม่ยากต่อการตอบคือ เคยเห็น พธม. ยกพวกไปตี นปก. ที่ไหนบ้าง

    เราอาจจะคุ้นว่าบ้านเรานั้นมีความสงบมาโดยตลอด ไม่เคยมีการตัดน้ำ-ไฟ สถานที่ราชการ ไม่เคยมีการหยุดวิ่งรถไฟครั้งใหญ่ นั่นคือความเคยชินของเราและเราแก้ปัญหาโดยวิธีการหยวนๆ มาตลอด เราไม่เคยเห็นการปฏิเสธอำนาจรัฐอย่างโจ่งแจ้งแข็งขืนขนาดนี้มาก่อน เราตกใจและมองว่านี่คือความรุนแรงนี่คือความเสียหาย ด้านกลับกันเราได้ยินข่าวต่างประเทศออกบ่อยว่ารถไฟหยุดวิ่ง รถเมล์หยุดวิ่ง นัดหยุดงานประท้วงที่เรียกว่า “สไตรท์” แต่พอเกิดบ้านเรา เราไม่คุ้นและไม่สามารถทำใจรับได้

    เพราะเราอยู่ในสภาวะอะไรก็ได้ ยอมๆ กันไปตลอด บ้านเมืองเราถึงตกอยู่ในสภาวะแบบนี้

    ต่อมาถามว่า ถ้าพันธมิตรไม่ยกระดับการเคลื่อนไหวสู่การยึดอำนาจรัฐ รัฐวิหสากิจไม่แข็งขืนรัฐบาลระดับนี้ ทางออกในการเอารัฐบาลนี้ออกควรเป็นแบบไหน เราชุมนุมต่อต้านและเปิดเผยพฤติกรรมไม่ดีไม่ชอบมาพากลด้วยความอดทน (ต่อทุกอย่างทั้งความลำบาก แรงเสียดทานจากกลุ่มเป็นกลาง การหาเรื่องจากคนของรัฐบาล) มากว่า ๓ เดือน แล้วทางออกอยู่ตรงไหน นั่งนอนกลางถนนไปเรื่อยๆ ๕ เดือน ๖ เดือน ๑ ปี หรือเก็บของกลับบ้าน เขาอยากทำอะไรปล่อยเขาทำไป?

    น้องได้เห็นไหมว่า รมต. บางคนถูกให้ออกจากตำแหน่งยังกลับเข้ามาใหม่ได้ในตำแหน่งใหม่ที่ใหญ่ขึ้น ถามว่าบ้านเราเป็นอะไรไปแล้ว เราจะปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ให้เขาปู้ยี่ปู้ยำและอยู่เฉยๆ เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง ถ้าลักษณะนี้ไม่ต่างอะไรกับการ “สมยอม” ให้เขากระทำได้ต่อเนื่อง

    อย่างไหน คือ สันติวิธีที่เป็นทางออกทางเลือกของน้อง พันธมิตรได้พยายามใช้ช่องทางในทางศาลแทบทุกรณีแล้ว แต่รัฐบาลเพิกเฉย ไม่รู้ไม่ชี้

    เราไม่คุ้นเคยต่อความขัดแย้ง และกลัวต่อความขัดแย้ง ทำให้เราไม่เคยสามารถแก้ปัญหาเรื้องรังของบ้านเมืองได้ เราหวาดกลัวต่อผลกระทบ

    ก่อนสุดท้าย พี่เชื่อว่า ถ้าบ้านเมืองอยู่ภายใต้กฎหมายอันเดียว เป็นบรรทัดฐานเดียวกันเสมอหน้า กลไกความยุติธรรมทำงานได้ ถ้าอีกฝ่ายไม่ยอมเขามีสิทธิชุมนุม ไม่ควรปฏิเสธเขา (อย่างที่พันธมิตรไม่เคยไปเคลื่อนไหวหรือตั้งกลุ่มต่อต้าน นปก.) เขาจะมีพลังหรือความชอบธรรมากน้อยแค่ไหนอยู่ที่ประเด็นและเหตุผลที่เขานำเสนอ ทุกคนจะช่วยกันตัดสินเอง ว่าควรให้การยอมรับตอบรับ และร่วมด้วยหรือไม่

    พี่เคารพในความคิดน้องและนึกชื่นชมนะที่แสดงความเห็นอย่างกว้างขวางตรงไปตรงมา ทีนี้ขออนุญาตถามกลับบ้างว่า อะไรคือสาเหตุที่น้องว่าสมัครควรออกไป และน้องจะทำอย่างไรให้เขาออก
    :ดอก: