อำนาจอธิปไตยควรใช้โดยพระมหากษัตริย์
ลำดับที่ 72 • 12 May 2007 - 12:47
ผมตั้งใจเขียนเรื่องนี้เป็นเรื่องสุดท้ายก่อนกลับบ้านช่วงบ่ายวันนี้ ครุ่นคิดมาหลายวันถึงความควรไม่ควรที่จะแตะประเด็นละเอียดอ่อนนี้ พิจารณาถ้วนถี่และรอบคอบหลายๆ ด้านแล้ว เหตุผลสำคัญสืบเนื่องมาจากบรรยากาศการร่างรัฐธรรมและการโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างหนักหน่วงในช่วงหลัง (ผมไม่ใช่นายกรัฐมนตรีที่เคยเป็นองคมนตรีผู้ซึ่งนิ่งเฉยดูดายเมื่อเหตุการณ์ระเบิดใกล้พระตำหนักสวนจิตรฯ) ประกอบกับแนวคิดของนักวิชาการหลากหลายผนวดกับคอมมิวนิสต์อารมณ์ค้างที่มีการเผยแพร่งานและแนวความคิดว่า ผู้ใช้อำนาจอธิปไตยต้องเป็นคนไทยไม่ใช่พระมหากษัตริย์ และลดทอนบทบาทพระมหากษัตริย์ให้เหลือเพียงสัญลักษณ์อย่างที่เป็นอยู่ในหลายประเทศ
ขออภัยผมหาลิงค์ไปยังเอกสารของนักวิชาการคนหนึ่งนั้นไม่ได้ แต่เห็นแล้วรู้สึกรำคาญครับ แม้เป็นความติดโดยบริสุทธิ์หรือเป็นงานวิชาการล้วนก็ถามเถิด ผมอดรู้สึกเวทนาไม่ได้ในความไม่รู้สำนึกในโคตรเหง้าเหล่ากอ กำพืดของตัวเอง ๑ และการรับประทานขี้ฝรั่งลิงขาวจนมันสมองขดๆ หยักๆ เหมือนก้อนขี้ เอะอะอะไรก็แบบฝรั่งดีเลิศ จะเอาตามเอาเป็นแบบอย่าง ๑
๑ พวกประชาธิปไตยจ๋า ก็ว่า อะไรๆ ก็ต้องเป็นประชาธิปไตย ต้องเสรี อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของประชาชนแบบเต็มๆ ใครใช้แทนไม่ได้ และก็พ่นขี้เป็นขดๆ ของอับราฮัม ลินคอน “การปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน” ขอโทษนะครับ สหรัฐเองมันก็ทำแบบคำขวัญนั่นไม่ได้
กรณีอย่างใกล้
- กรณีสงครามอีรัก การปกครองโดยกลุ่มทุนการเงิน เพื่อรักษความมั่นคงของดอลล่าห์ ปกครองของกลุ่มทุนเงิน โดยนักการเงินที่รับเงินสนับสนันจากกลุ่มทุนเงิน เพื่อกลุ่มทุนการเงิน
- สงครามอิรัก การปกครองของกลุ่มน้ำมัน โดยนักการเงินที่รับเงินสนับสนันจากกลุ่มน้ำมัน เพื่อกลุ่มน้ำมัน
- กรณีพิพาทสิทธิบัตรยากับไทย การปกครองของกลุ่มทุนบริษัทยา โดยนักการเงินที่รับเงินสนับสนันจากบริษัทยา เพื่อบริษัทยา
๒ พวกคอมมิวนิสต์ก็ว่า การมีสถาบันกษัตริย์เป็นเรื่องล้าหลังและควรขจัดออก
ครับ ประเด็นถกของกลุ่มนี้ หลักๆ อยู่ที่ มาตรา ๒ และ ๓ ในหมวด ๑ บททั่วไป
มาตรา ๒ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
มาตรา ๓ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม
ผมอยากติงและเตือนสติบรรดาท่านทั้งหลาย รวมถึงนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์การเมืองการปกครอง ไม่ว่าท่านจะอยู่สถาบันอันวิเศษวิโสที่ไหน จบจากมหาลัยของพวกลิงขาวรับประทานขี้ฝรั่งมากี่ก้อนกี่ขด เตือนให้ระลึกว่าอย่าลืมกำพีด
๑ อำนาจอธิปไตยเป็นของกษัตริย์มาแต่เดิม ตั้งแต่ที่ก่อร่างสร้างรัฐสร้างประเทศเราปกครองโดยระบอบกษัตริย์หรือเรียกบาลีตามฝรั่งว่า “สมบูรณายาสิทธิราช” ก็ตั้งแต่ครั้งอยุธยา เรื่อยมาถึงธนบุรี และรัตนโกสินทร์ ๗ รัชกาล ขอบเขตอาณาจักรและอำนาจทั้งปวงเป็นขององค์พระมหากษัตริย์
๒. อำนาจอธิปไตยเพิ่งเป็นของ”ปวงชนชาวไทย” ก็เมื่อครั้งที่คณะราษฎร “ปล้น” อำนาจอธิปไตยมาจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ –เราเรียกให้สวยว่า การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ แต่ความหมายจริง คือ การปล้นชิง ในการก่อปฏวัติมีการจับตัวพระบรมวงศานุวงเป็นตัวประกัน– นับมาได้ก็เจ็ดสิบกว่าปี
๓. หลายคนหลงไหลได้ปลื้มกับประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงการเมืองและชูการปล้นอำนาจการปกครองของคณะราษฎร เป็นสาระหลัก ท่านได้พึงสำเนียกสักนิดมั๊ยครับว่า การใช้กำลังทหารเข้าปล้นชิงในครั้งนั้น ทำให้ประชาธิปไตยในไทยล้มลุกคลุกคลานมาตลอดเจ็ดสิบปี เรามีประชาธิปไตยแบบเสี้ยวๆ ซีกๆ สลับกับเผด็จการทหาร และเผด็จการอื่น ประชาธิปไตยที่ได้จาการปล้นมาโดยทหารและราชฎรกลุ่มหนึ่ง วันนี้ก็มีคนร้องเย้วๆ จะเอาประชาธิปไตยคืนมาจากทหาร? — ถ้าวันนั้นคณะราษฎรไม่ทำการ ก็ใช่ว่าเมืองไทยจะไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะพระบาทสมเด็จพระปกเหล้า รัชกาลที่ ๗ พระองค์ท่านทรงตระเตรียมและค่อยๆ ทำต่อเนื่องมานานแล้ว พระองค์ท่านทรงเห็นว่าควรทำแบบ”ค่อยเป็นค่อยไป” เพื่อให้สอดรับกับสภาพสังคมไทย และสถานการณ์โลกซึ่งเผชิญปัญหาหนักทางเศษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ ซึ่งเป็นปัญหาหลักและหนักหน่วงที่เผชิญอยู่ตอนนั้น (พระองค์ท่านตัดรายรับจาก ๙ ล้านเหลือ ๓ ล้านต่อปี) — ผมคิดเล่นๆ ว่าถ้าไม่มีการก่อการของคณะราษฎร ประชาธิปไตยบ้านเราจะไปได้ดีกว่านี้ไหม ไม่มีทหารเข้ามาพวกพันทุกช่วงทุกตอน
๔. ถ้าท่านยังมีความคิดว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของเราควรใช้โดยเราและไม่ควรถูกใช้โดยพระมหากษัตริย์ ผมอยากให้อ่านพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติฉบับเต็ม ความว่า
ในที่สมเด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงตัดสินพระทัยที่จะสละราชสมบัติและทรงมีพระราชหัตถเลขาพระราชทานมายังรัฐบาล ลงวันที่ ๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๗๗ (นับแบบปัจจุบันเป็น ๒๔๗๘) เวลา๑๓.๔๕ น. จากบ้านโนล แครนลี, ประเทศอังกฤษ ความว่า….
เมื่อพระยาพหลพลพยุหเสนากับพวก ได้ทำการยึดอำนาจการปกครองโดยใช้กำลังทหารในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ แล้วได้มีหนังสือมาอัญเชิญข้าพเจ้าให้ดำรงอยู่ในตำแหน่งพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญข้าพเจ้าได้รับคำอัญเชิญนั้นเพราะเข้าใจว่าพระยาพลฯและพวกจะสถาปนารัฐธรรมนูญตามแบบอย่างประเทศทั้งหลายซึ่งใช้การปกครองตามหลักนั้นเพื่อให้ประชาราษฎรได้มีสิทธิที่จะออกเสียงในวิธีดำเนินการปกครองประเทศและนโยบายต่างๆ อันจะเป็นผลได้เสียแก่ประชาชนทั่วไป ข้าพเจ้ามีความเลื่อมใสในวิธีการเช่นนั้นอยู่แล้วและกำลังดำริจะจัดการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศสยามให้เป็นไปตามรูปนั้นโดยมิได้มีการกระทบกระเทือนอันร้ายแรง เมื่อมามีเหตุรุนแรงขึ้นเสียแล้วและเมื่อผู้ก่อการรุนแรงนั้นอ้างว่ามีความประสงค์จะสถาปนารัฐธรรมนูญขึ้นเท่านั้นก็เป็นอันไม่ผิดกับหลักการที่ข้าพเจ้ามีความประสงค์อยู่เหมือนกันข้าพเจ้าจึงเห็นควรโน้มตามความประสงค์
ของผู้ก่อการยึดอำนาจนั้นได้เพื่อหวังความสงบราบคาบในประเทศข้าพเจ้าได้พยายามช่วยเหลือในการที่จะรักษาความสงบราบคาบ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงอันสำคัญนั้นไปโดยราบรื่นที่สุดที่จะเป็นได้ แต่ความพยายามของข้าพเจ้าไร้ผลโดยเหตุที่ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองหาได้กระทำให้บังเกิดมีความเสรีภาพในการเมืองอย่างบริบูรณ์ขึ้นไม่ และมิได้ฟังความคิดเห็นของราษฎรโดยแท้จริง และ
จากรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ฉบับ จะพึงเห็นได้ว่าอำนาจที่จะดำเนินนโยบายต่างๆ นั้น จะตกอยู่แก่คณะผู้ก่อการ และผู้ที่สนับสนุนเป็นพวกพ้องเท่านั้น มิได้ตกอยู่แก่ผู้แทนราษฎรได้เป็นผู้เลือก เช่น ในฉบับชั่วคราว แสดงให้เห็นว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้รับความเห็นชอบของผู้ก่อการจะไม่ให้เป็นผู้แทนราษฎรเลยฉบับถาวรได้มีการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น ตามคำร้องขอ ของข้าพเจ้า แต่ก็ยังให้มีสมาชิกซึ่งตนเลือกเองเข้ากำกับอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรถึงครึ่ง ๑ การที่ข้าพเจ้าได้ยินยอมให้มีสมาชิก ๒ ประเภท ก็โดยหวังว่า สมาชิกประเภทที่ ๒ ซึ่งข้าพเจ้าตั้งนั้น จะเลือกจากบุคคลที่รอบรู้การงาน และชำนาญในวิธีดำเนินการปกครองประเทศโดยทั่วๆไปไม่จำกัดว่าเป็นพวกใดคณะใดเพื่อจะได้ช่วยเหลือนำทางให้แก่สมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งขึ้นมาแต่ครั้งเมื่อถึงเวลาที่จะตั้งสมาชิกประเภทที่ ๒ ขึ้นข้าพเจ้าหาได้มีโอกาสแนะนำในการเลือกเลย และคณะรัฐบาลก็เลือกเอาแต่เฉพาะผู้ที่เป็นพวกของตนเกือบทั้งนั้น มิได้คำนึงถึงความชำนาญ นอกจากนี้คณะผู้ก่อการบางส่วนได้มีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงโครงการเศรษฐกิจของประเทศอย่างใหญ่หลวง จึงเกิดแตกร้าวกันข้นเองในคณะผู้ก่อการและพวกพ้องจนต้องมีการปิดสภา และงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา โดยคำแนะนำของคณะรัฐบาล ซึ่งถือตำแหน่งอยู่ในเวลานั้น ทั้งนี้เป็นสาเหตุให้มีการปั่นป่วน ในการเมืองต่อมาพระยาพหลฯ กับพวกก็กลับเข้ายึดอำนาจโดยกำลังทหาร เป็นครั้งที่ ๒ และแต่นั้นมา ความหวังที่จะให้การเปลี่ยนแปลงต่างๆเป็นไปโดยราบรื่นก็ลดน้อยลง เนื่องจากเหตุที่คณะผู้ก่อการ มิได้กระทำให้มีเสรีภาพในการเมืองอันแท้จริง และประชาชนไม่ได้มีโอกาสออกเสียงก่อนที่จะดำเนินนโยบายอันสำคัญต่างๆ จึงเป็นเหตุให้มีการกบฏขึ้น ถึงกับต้องสู้ฆ่าฟันกันเองระหว่างคนไทยเมื่อข้าพเจ้าได้ร้องขอให้เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเสียให้เข้ารูปประชาธิปไตยอันแท้จริง เพื่อให้เป็นที่พอใจแก่ประชาชน คณะรัฐบาลและพวกซึ่งกุมอำนาจอยู่บริบูรณ์ในเวลานี้ก็ไม่ยินยอม ข้าพเจ้าได้ร้องขอให่ราษฎรได้มีโอกาสออกเสียงก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงหลักการ และนโยบายอันสำคัญ มีผลได้เสียแก่พลเมือง รัฐบาลก็ไม่ยินยอม และแม้แต่การประชุมในสภาผู้แทนราษฎรในเรื่องสำคัญ เช่น เรื่องคำร้องขอต่างๆของข้าพเจ้า สมาชิกก็ไม่ได้มีโอกาสพิจารณาเรื่องโดยถ่องแท้และละเอียดลออเสียก่อน เพราะถูกเร่งรัดให้ลงมติอย่างรีบด่วนภายในวาระการประชุมเดียว นอกจากนี้รัฐบาลได้ออกกฎหมายใช้วิธีปราบปรามบุคคล ซึ่งถูกหาว่าทำความผิดทางการเมืองในทางที่ผิดยุติธรรมโลก คือไม่ให้โอกาสต่อสู้คดีในศาล มีการชำระโดยคณะกรรมการอย่างลับไม่เปิดเผยซึ่งเป็นวิธีการที่ข้าพเจ้าไม่เคยใช้ในเมื่ออำนาจอันสิทธิขาดยังอยู่ในมือของข้าพเจ้าเอง และข้าพเจ้าได้ร้องขอให้เลิกวิธีนี้รัฐบาลก็ไม่ยอม ข้าพเจ้าเห็นว่า คณะรัฐบาลและพวกพ้องใช้วิธีการปกครองซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักการของเสรีภาพในตัวบุคคล และหลักความยุติธรรม ตามความเข้าใจและยึดถือของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่สามารถที่จะยินยอมให้ผู้ใด คณะใด ใช้วิธีการปกครองอย่างนั้นในนามของข้าพเจ้าต่อไปได้ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร บัดนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่า ความประสงค์ของข้าพเจ้าที่จะให้ราษฎรมีสิทธิออกเสียงในนโยบายของประเทศโดยแท้จริงไม่เป็นผลสำเร็จ และเมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่า บัดนี้เป็นอันหมดหนทางที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือ หรือให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนได้ต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอสละราชสมบัติและลาออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์แต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าขอสละสิทธิของข้าพเจ้าทั้งปวง ซึ่งเป็นของข้าพเจ้าอยู่ในฐานะพระมหากษัตริย์ แต่ข้าพเจ้าสงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งปวงอันเป็นของข้าพเจ้าแต่เดิม มาก่อนที่ข้าพเจ้าได้รับราชสมบัติสืบสันตติวงศ์
อำนาจอธิปไตยไม่ได้เป็นของเรามาแต่เก่าก่อน แต่พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานให้ ..พิจารณาให้ถี่ก้วนเถอะครับ
ป้าย:
หมวด: 








ชายไทยไม่ระบุชื่อ อายุอานามสามสิบกว่า เด็กบ้านนอกมาอยู่กรุง นิยมความเงียบ กาแฟรสขมเข้ม ชอบอ่าน(หนังสือ)มากกว่าดู(ทีวี) n/e เป็นสิ่งมีชีวิตเขตร้อน ไม่นิยมอากาศหนาว เป็นคนใต้อยู่ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่เอาเหลี่ยมมาตั้งแต่ ๒๕๔๓














9 January 2008 เมื่อ 09:40
กระผมเห็นด้วยขอรับตั้งแต่ประโยคที่เตือนสติ เพราะผมเห็นว่าการกระทำของคณะราษฏ์เป็นการข้ออ้างเพื่อหาความชอบธรรม ทั้งที่ไปลอกเลียนแบบการปฏิวัติอุสาหกรรมของยุโรป
ซึ่งไม่เห็นถึงความแท้จริงในความพร้อมของคนทั้งประเทศ(ในปี2475)ยังไม่มีความพร้อมเลย
ด้วยพระเมตตาพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 7 ย่อมต้องทรงหาทางออกให้แก่ประชนทั้งประเทศและ
ข้าราชการที่เป็นบรมวงศานุวงศ์ ได้อย่างงดงามเยี่ยงเดียวกับที่พระเจ้าอยู่หัวรัชการที่5 ทรงประกาศเลิกทาส กระผมต้องยอมรับสนับสนุนกะทู้ที่ว่า คณะราษฎ์ทำให้การเมืองการปกครองของไทยล้มเหลว ด้วยไพร่สามัญชนในขณะนั้นปฎิวัติโดยหมายจะยึดเอาอำนาจอธิปไตยของประชาชนทั้งประเทศมาปกครอง เพื่อกอบโกยเอาประโยชน์ให้แก่คณะฯ จวบจนวันนี้นักการเมืองก็เข้าใจว่าการปฏิบัติตนเช่นทุกวันนี้เป็นความถูกต้อง ชอบธรรม ตามธรรมนูญการปกครอง
สาเหตในวันนี้ที่ประชาชนต้องแตกความสามัคคีกันเพราะวัฒนธรรมทางการเมือง การปกครอง
ที่ผิดพลาดมาแต่ครั้งที่ยึดอำนาจครั้งนั้น (จะเป็นเวรกรรมหรือถูกคำสาปแช่งในการปฏิวัติครั้งนั้นจึงมีการยึดอำนาจกันอยู่เสมอ) หากมีกฤษฎาภินิหารใดๆที่สร้างสรรค์ให้ประชาชนได้เข้าใจ
ร่วมกันสามัคคีและขับไล่นักการเมืองทั้งหมดที่มีในวันนี้ แล้วสรรค์สร้างขึ้นมาใหม่
เยี่ยงเดี่ยวกับพระราชประสงค์ที่ทรงปารถนาในรัชการที่ 7 จะคืนอำนาจอธิปไตยให้กับประชาชาอย่างแท้จริง
กลุ่มคนที่ปฏิวัติปลายทางชีวิตหลายตนล้วนได้รับกรรมตามสภาพ
9 January 2008 เมื่อ 11:35
ถ้าจะว่าเป็นกลางๆ จุดเริ่มต้นของคนริเริ่มเป็นความปรารถนาดี ประกอบกับแรงบีบทางสังคมและการซับเอาวัฒนธรรมวิธีคิดแบบตะวันตกมา และมาสอดรับกับอีกกลุ่มที่ต้องการเปลี่ยนถ่ายอำนาจจึงเกิดปรากฏการณ์ที่ว่าขึ้น ผมเห็นว่าการหักหาญครั้งนั้นทำให้เราได้ประชาธิปไตยในเชิงรูปแบบมา ได้ศาสนาใหม่ที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญ และลากทหารเข้ามาสู่ระบบการปกครองเต็มตัว ซึ่งจะเห็นได้ชัดหลังจากนั้นเมื่อมีเหตุการณ์ใดเกิดทหารจะเข้ามายึดอำนาจ เจ็ดสิบกว่าปีผ่านมาก็ยังเหมือนเดิม
อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ปัญหาใหญ่จึงอยู่ที่รสหวานของอำนาจ ที่ใครก็อยากผลัดกันมาชิม การหาประโยชน์ใส่ตัวอย่างที่คุณสกุณาว่าไว้จึงเกิดขึ้นต่อมาเรื่อยๆ
2 April 2008 เมื่อ 11:22
[...] ซึ่งผมเคยยกมาให้อ่านเกือบเต็มครั้งหนึ่งแล้… ฉบับนี้เป็นฉบับเต็ม [...]
30 October 2008 เมื่อ 10:25
“แสงทองผ่องอำไพประชาชนต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” ในประวัติศาสตร์การปกครองโลก ไม่ว่าชนชาติเผ่าใด มีความจริงอยู่เพียง 2 ระบบเท่านั้น คื่อ 1.การพยามอย่างสุดชีวิตให้ตัวตนของระบอบการปกครองแบบ ศักดินา อำมาตยา คงอยู่ให้ได้ 2.การต่อสู้เพื่อให้ใด้มาซึ่งเสรีภาพและความเสมอภาคของความเป็นมนุษย์./ ทั้ง 2 แนวทางนี้ถือว่าเดินสวนทางันโดยสิ้นเชิง ถาเรามองว่าโลกใบนี้ มีวิวัฒนาการมายาวนาน ในระบอบการปกครองเช่นกันมีรพัฒนามายาวนาน จากระบบชนเผ่า สู่ระบบกษัตริย์ศักดินา ปัจจุบันระบบมหาชน มีเพียงกี่ประเทศในโลกนี้ที่ยังคงระบบศักดินาปครองประเทศ และความจริงวันนี้ ระบบนี้ได้เสื่อลงและตกตำที่สุด ล่าสุดประเทศ เนปาล ระบบราชวงศ์ ศักดินา ก็ล่มสลาย
ดังนั้นไม่แปลกเลยที่ประชาชนจะแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายที่ 1. อยู่บนศักดินา ปากว่าเอาใจใส่ประชาชนแต่ความเป็นจริงแล้วประชาชนทราบดีว่าเขาถูกขูดรีดทุกรูปแบบ ทุกยาก ขัดสน ยากจน จนแทบไม่เหลือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ฝ่ายศักดินาขยายสาของตนเองทุกรูปแบบ จนหน่วยงานและข้าราชการเต็มบ้านเต็มเมือง ทำให้ประชาชนต้องส่งส่วย(ภาษี)มากขึ้นทุกรูปแบบ เพื่อให้ระบอบศักดินาได้อยู่ดีมีสุข 2.ฝ่ายประชาธิปไตย เป็นฝ่ายที่ต้องต่อสู้ทุกรูปแบบ เพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพ ความเท่าเทียมกันในสังคมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
เห็นได้ชัดเจนว่าทั้งสองฝ่าย มีแนวคิดอุดมการณ์ ที่แตกต่างและสวนทางกันโดยสิ้นเชิง และต่างมีสัญลักษ์เป็นของตนเอง ระบอบศักดินามีสัญลัษ์เป็น “กษัตริย์” ประชาธิปไตย มีสัญาลักษ์เป็น “ประชาชน” ทั้ง 2 ระบอบนี้ต่อสู้กันมายาวนาน แล้วฝ่ายไหนละจะเป็นผ้ชนะ คำตอบ คือ ประวติศาสตร์ เนปาล จีน เขมร ลาว โรมัน มีคำตอบให้เราศึกษา
30 October 2008 เมื่อ 10:33
@konlanna
แนะนำว่ารีบไปปรึกษาจิตแพทย์และเข้ารับการบำบัดโดยด่วน
หลอนมากไปแล้ว จินตนาการที่ไม่ตั้งอยู่บนความเป็นจริงแห่งโลกอันตรายนะครับ
การยกตัวอย่างของเนปาลขึ้นมาโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงเชิงละเอียดแล้วมาเทียบเคียงหลอนกันเองในกลุ่ม แล้วขยายไปยังคนอื่นนั้นไม่เข้าท่า
ส่วยภาษีคนที่เบียดบังไปเป็นของส่วนตัวมากสุดคือนักการเมือง โดยเฉพาะไอ้หน้าเหลี่ยม
ศักดินาปัญญาอ่อน อำมาตยละเมอเพ้อพกอะไรกันนักหนาครับ ตื่นมาดูประเทศนี้ตามที่มันเป็นอยู่จริงบ้าง
ฝ่ายประชาธิปไตยที่ละเมอกันนั้น รู้หรือไม่รู้ก็ตามแต่ มันคือประชาธิปไตยหน้าเหลี่ยม ที่แท้จริงเป็นส่วนผสมของเผด็จการพลเรือนและทุนนิยมสามานย์ ที่เห็นและเป็นอยู่ไม่ใช่การปะทะเชิงอุดมการณ์กับอุดมการณ์ แต่เป็นอุดมการณ์ (พธม.) กับจินตนาการหลอน (เครือข่ายหน้าเหลี่ยมและขบวนการล้มเจ้า)
ไม่อยากเสียเวลาด้วย เอาพอสังเขปแค่นี้