ใครว่าธงทักษิณเพิ่งติด?

Date ลำดับที่ 411 • 19 May 2008 - 16:34

เย็นวันจันทร์ กลางฝน ขออนุญาตเติมเชื้อไฟหน่อยเถิด ด้วยคำถามง่ายๆ กรณีธงชาติที่มีข้อความ “THAKSIN” (อ่านว่า “เหลี่ยม” ) ใครว่าเพิ่งมีเฉพาะเมื่อมาเป็นข่าว? ลองดูภาพนี้ ๑ รอบ

ลองสังเกตธงที่ด้านซ้ายดีๆ สิครับ ตรงโค้งของอัฒจัน เพียงแต่มันเล็กมากจนมองแทบไม่ออก (คลิกที่รูปจะช่วยขยายได้หน่อนนึง) รูปนี้เอามาจาก thaksincomeback.org โพสต์ขึ้นเว็บตั้งแต่ วันที่ ๒๖ เดือน ๙ ปี ๕๐ ถ้าใช่ผืนเดียวกันก็แสดงว่าอยู่ตรงนั้นมานานแล้ว



9 ความเห็น ใน “ใครว่าธงทักษิณเพิ่งติด?”

  1. ตอดอง ว่า:

    ภาพเล็กจังนะครับ แต่เอ๊ะ ! หรือว่าคำว่า “เหลี่ยม” มันเพิ่งมาเติมเอาทีหลังหรือเปล่า พอดีมองไม่ค่อยชัดอ่ะครับ สงสัยเฉย ๆนะครับ
    เท่าที่ผมดูบอลมา “แมนฯซิตี้” นี่คงเป็นทีมที่คลั่งประธานสโมสรเอามาก ๆ ขนาด “เชลซี” ที่ได้”โรมัน อับราโมวิช” มาเป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ซึ่งมีผลทำให้ทีมยิ่งใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด(แม้จะไม่ใช่ประธานสโมสรแต่ก็มีผลโดยตรงต่อผลงานของทีม) ยังไม่ได้บูชาคลั่งไคล้อะไรมากมายเลย หรือว่าคนอังกฤษเขาไม่ชอบคนรัสเซีย อืมมมม.. แต่ถ้าอย่างนั้นพวกผู้ดีอย่างอังกฤษที่เที่ยวล่าอาณานิคมเขาไปทั่วในสมัยก่อน ๆ นี่เขาจะยอมสรรเสริญเทิดทูนคนจากประเทศเล็ก ๆ ในเอเชียที่เคยเกือบตกเป็นเมืองขึ้นของตัวอังกฤษเอง หรือครับ? สร้างภาพได้ไร้สติจริง ๆ :ม่ายๆ:

  2. ตอดอง ว่า:

    ขอด่าอีกทีเหอะครับ เห็นภาพมันยิ้มระรื่นแล้วขัดตา ถึงแม้นี่จะเป็น “โมหาคติ” หรือ “โทสาคติ” ก็ตามแต่ ผมยอมรับว่าผมมี”อคติ” แต่คนที่มี”อคติ”หรือพวกคนที่”คิดลบ”(Negative Attitude) แค่ไหนก็ตาม แต่ท้ายที่สุดแล้วก็คงไม่แย่ไปกว่าพวก”คิดเลว”นะผมว่า เลวแล้วเลวหล่าว เห็นกันจะจะ ยังมีหน้ามาปฏิเสธ
    ยิ่งได้โหลดคลิปของ”อีเพ็ญ”มาฟัง(ที่เป็นเวอร์ชั่นไทย 100 กว่า MB) แม่เอ๊ย !! กระเทยหนักแผ่นดิน ที่”นิคกี้”ว่า น่าจะตรงคอนเซปต์กว่า “นที” อีกนะผมว่า หน้าด้านหน้าทน
    พวกนี้”สันดาน”เหมือนอักษรตัวที่ 4 ของภาษาอังกฤษ ไม่พอ “ปัญญา”ยังเหมือนอักษรตัวที่ 4 ของภาษาไทยอีก

  3. n/e ว่า:

    ผมทราบความมาจากคนไทยในอังกฤษแล้วล่ะครับ ว่า คนอังกฤษเขาไม่ได้บ้าเหลี่ยม แต่คนที่คลั่งเหลี่ยมจริงๆ คือ คนไทยในอังกฤษ พวกนี้เป็นชนกลุ่มใหญ่ ขณะที่คนไม่เอาเหลี่ยมเป็นชนกลุ่มน้อย ตรงข้ามกับคนไทยในเมกา

  4. FooLsHanG ว่า:

    ยิ้นระรื่นเห็นแล้วอยากเอาบาทาไปทาบหน้าจริงๆ โกงชาติ หลอกประชาชนตาดำๆ ยังเสือกยิ้มได้อีกนะมึง ถ้าวันหนึ่งศาลตัดสินว่ามันผิดอยากรู้นักไอ้พวกลูกหมาที่มันเลี้ยงไว้จะมีอาการอย่างไง จะทำตัวอย่างไง แล้วไอ้คนไทยที่สนับสนุนมันเป็นพวกมีเงินหรือประเพศเดียวกัน

  5. FooLsHanG ว่า:

    หลายปีที่ผ่านมา..
    รัฐบาลของ พตท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร มิได้ต่อสู้กับคนธรรมดา

    ในกรอบคิดของมนุษย์ปกติ เป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถปักใจเชื่อว่า ยังมีการ
    รัฐประหารในศตวรรษที่ 21 ในประเทศที่กำลังโดดเด่นและก้าวกระโดดสู่
    ความเป็นผู้นำบนเวทีโลก ในยามที่เศรษฐกิจรุ่งเรือง แล้วถ่ายเทความมั่นคง
    มั่งคั่งไปสู่ประชาชนรากหญ้า อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์
    ชาติไทย เป็นการยากที่ท่านนายกฯทักษิณ ในฐานะคนที่ยังมีสติสมประกอบ
    จะเชื่อได้ว่าชนชั้นที่น่าจะมีปัญญาความรู้ สามารถเป็นชนชั้นที่ทรยศหักหลัง
    กลับกลอก ขี้อิจฉาริษยาอย่างไร้เหตุผล ไร้เกียรติยศ ไร้ศักดิ์ศรีโดยสิ้นเชิง
    และเป็นการยากที่จะเชื่อได้ว่า ชนชั้นซึ่งมีส่วนได้เสียกับเศรษฐกิจมากที่สุด
    กลับเลือกที่จะฆ่าตัวตายด้วยการสนับสนุนรัฐประหารบ้านเมืองตนเอง

    แต่สิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นเมื่อ 19 กันยายน 2549
    และแน่นอนว่า รัฐบาลของดร.ทักษิณ ไม่ได้สู้กับคนธรรมดา

    แต่สู้กับคนบ้า..ทั้งบ้า ทั้งโง่อย่างเหนือสามัญสำนึก

    สงครามกับคนบ้าและโง่ ยากที่จะประมาณการณ์อะไรได้
    เพราะคนบ้าไม่มีเหตุผล ยิ่งบ้าแล้วโง่ด้วยยิ่งไปกันใหญ่ การมองคนบ้าและโง่
    ให้ทะลุนั้นก็ยากพอกัน เพราะคนแบบนี้อาจเป็นคนเรียนเก่ง คิดเลขเก่ง อาจ
    แสดงตนเป็นคนเคร่งศีลธรรม ซึ่งในระบบการศึกษาของไทย เน้นการท่องจำ
    คนที่ได้ชื่อว่า “เรียนเก่ง” ในสังคมอมาตยา จึงเป็นคนที่ “ท่องจำเก่ง” แต่ไม่ได้
    หมายความว่าเป็นคนมี “ความคิด”

    ความโง่..ที่กล่าวถึงนี้มิใช่อาการของสมองทึบ แต่เป็นความโง่ที่เกิดจากอคติ
    ความอิจฉาริษยา ดื้อรั้นดันทุรัง หลงตัวเอง และขาดพัฒนาการทางปัญญา
    คือไม่สามารถรับรู้ความเป็นไปของโลกได้ แต่เมื่อเห็นคนอื่นสามารถก้าวไป
    ข้างหน้า และดูว่ามีอนาคตที่ดีกว่า คนโง่ด้วยอคติเหล่านี้จะเกิดอาการทนไม่ได้
    กลายเป็นความโกรธแค้นชิงชัง เพราะตัวเองก็ไม่รู้ว่าทำไมคนอื่นจึงมีความสุข
    และเจริญก้าวหน้าได้ อยากเป็นอย่างเขาบ้างก็ทำไม่ได้ เพราะเกินปัญญาตน
    แล้วที่น่าเวทนาก็คือ พวกขี้อิจฉาเหล่านี้มิใช่คนยากไร้ แต่เป็นคนมีฐานะ ทั้ง
    ฐานะทางสังคม ฐานะทางเศรษฐกิจ แต่กลับขาดธรรมะในจิตใจอย่างรุนแรง

    ดังที่ท่านนายกฯสมัคร สุนทรเวชเคยกล่าวไว้บนเวทีปราศรัยพรรคพลังประชาชน
    ว่า “ความอิจฉาทำให้เสื่อม” ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในหมู่ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย
    ว่าปัญหาบ้านเมือง ที่เรื้อรังบานปลายมาตั้งแต่ปี 2548 – 49 ..เรื่อยมามิรู้จบสิ้น
    ถึงปัจจุบันนั้น เริ่มจาก..ความอิจฉาริษยาเป็นส่วนตัวของคนกลุ่มเล็กกลุ่มเดียว

    ความอิจฉานำสู่ความโกรธ เมื่อโกรธแล้วก็พาลพะโลพะเลโทษคนอื่น
    เที่ยวให้ร้ายผู้อื่น.. แต่การโกหกใส่ร้ายผู้อื่นนั้น จำต้องแต่งเรื่องจากจินตนาการ

    แล้วจินตนาการของคนเรามาจากไหน จินตนาการก็มาจากประสบการณ์ของ
    คนคนนั้น นี่เป็นหลักทั่วไปในงานศิลปะ ดังนั้นเรื่องโกหกที่อมาตยาขี้อิจฉาเที่ยว
    ป้ายสีผู้อื่น นั่นก็คือสิ่งที่พวกเขาคิด คือสิ่งที่พวกเขาทำอยู่นั่นเอง ดังนั้นจึงมิต้อง
    แปลกใจเลยว่า ข้อกล่าวหาทุกอย่างที่ฝ่ายพันธมิตรฯ โยนให้ ดร.ทักษิณนั้น
    ก็คือสิ่งที่พวกพันธมิตรฯปฏิบัติอยู่เป็นเวลานาน เช่นไม่จงรักภักดีต่อสถาบันสูงสุด
    ซึ่งถ้าใครรู้จักนักเขียน ศิลปิน นักวิชาการในฟากพันธมิตรฯ ก็จะรู้ว่าโดยส่วนตัว
    แล้วคนเหล่านี้มีความคิดต่อสถาบันเบื้องสูงอย่างไร เมื่อครั้งฝ่ายอมาตยาประนาม
    สิ่งที่เรียกว่า”ทุนสามานย์” เราก็ยังงุนงงว่ามันคืออะไร แต่เมื่ออมายาอธิบายถึง
    ทุนสามานย์ พวกเราก็ยิ่งสงสัยว่า พวกเขาด่าตัวเองทำไม ?? แต่เมื่อย้อนกลับมา
    คิดได้ว่า”จินตนาการก็มาจากประสบการณ์ของตัวเอง”

    นี่สามารถอธิบายตัวตนพวกอมาตยาได้ดี

    ศักดินาแท้ๆในเมืองไทยนั้นเหลือน้อยคน และลูกหลานศักดินามากกว่าครึ่ง
    ก็ได้ยืนอยู่ข้างประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยมานานแล้ว..ตั้งแต่ต้น ที่เหลืออยู่
    ยิ่งไม่มากและใกล้สูญพันธุ์ไปเอง

    แต่ที่อันตรายทุกวันนี้ คือพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลาง

    พวกนี้เป็นไพร่ ประเภทไพร่ตะกายฟ้า..
    และพวกนี้คือผู้สถาปนาระบอบอมาตยาธิปไตยขึ้นมา จะเรียกว่าเป็นระบอบ
    อมาตยาธิปไตยใหม่ก็ได้ เหมือนเศรษฐีใหม่ ผู้ดีใหม่(ไฮซ้อ) พวกปฏิกิริยา
    ชนชั้นกลางที่สามารถตะกายขึ้นไปสู่ลำดับชั้นทางสังคม แล้วก็อุปโลกน์ตนเองเป็น
    ชนชั้นสูง แบ่งปันผลประโยชน์กับกลุ่มข้าราชการ รวมกันเป็นอมาตยาสามานย์ดัง
    ที่พวกเรารู้จักกันดีในปัจจุบัน ส่วนพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางที่ยังแป้กอยู่ที่เดิม ใน
    ระหว่างความพยายามตะกายฟ้า ก็เป็นแนวร่วมอมาตยาไปพลางๆ และคนพวกนี้
    เมื่อสมสู่กันเองในที่แคบๆเป็นเวลานาน ก็จะมีสภาพจิตเหมือนๆกัน

    หลายครั้งที่แยกไม่ออก จนกว่าจะแสดงความโง่และความบ้าให้ประจักษ์

    คนโง่แล้วบ้าไม่ได้มีแค่เมืองไทยวันนี้ แต่เป็นเชื้อโรคร้ายทางพันธุกรรมของ
    มนุษยชาติ ..และเคยสร้างความหายนะระดับโลกมาแล้ว

    ในสงครามโลกครั้งที่สอง
    คนส่วนใหญ่คาดไม่ถึงว่าฮิตเลอร์จะเปิดสงครามกับรัสเซีย สตาลินก็คาดไม่ถึง
    แม้แต่คนในพรรคนาซีเอง..ส่วนใหญ่ก็คาดไม่ถึง เพราะมันไม่มีเหตุผลอันควร
    เป็นเรื่องสุ่มเสี่ยงและไร้ประโยชน์ ..ในเมื่อเยอรมันกับรัสเซียก็มีสัญญาร่วมมือ
    ทางทหารกันอยู่ มีสันติภาพที่เขียนไว้บนแผ่นกระดาษ

    รัสเซียไม่ใช่ที่รักของชาติตะวันตก ทั้งอังกฤษ - อเมริกาก็มองรัสเซียเป็นศัตรู
    แล้วเยอรมันจะทำสงครามกับรัสเซียเพื่ออะไร ..แม้อ้างเหตุผลได้ยาวเป็นเล่มๆ
    แต่ก็ฟังไม่ขึ้นสักข้อเดียว ..คือไม่คุ้มกับความเสียหายสักนิด เปรียบเทียบกับการ
    ที่ญี่ปุ่นต้องโดดเข้าสงครามกับสหรัฐอเมริกานั้น ก็ยังมีเหตุจำเป็นทางเศรษฐกิจ
    เป็นแรงขับเคลื่อน

    แต่ฮิตเลอร์ฟาดฟันกับสตาลิน..เป็นเรื่องส่วนตัวล้วนๆ

    สำหรับในประเทศไทย คงไม่ต้องบรรยายซํ้าว่ารัฐประหารสร้างความหายนะกับ
    บ้านเมือง หรือเศรษฐกิจอย่างไร และคนที่ต้องรับผลกระทบจากความเสียหายนี้
    โดยตรง–ก็คือชนชั้นกลางในเมือง

    แต่แน่นอนอีกเช่นกัน คนพวกนี้เป็นคนประเภทไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาว
    ขี้ขลาดตาขาว..และขี้โวยวาย เอาแต่ได้ฝ่ายเดียว สันดานก็ไม่ดี
    ชอบดูถูกคนอื่นที่ไม่เหมือนตนเอง ทั้งที่กำพืดมันก็ไม่ได้สูงส่งมาจากไหน หลาย
    คนก็ยังมีพ่อแม่ที่พูดภาษาไทยไม่ชัด คนพวกนี้เป็นประเภทเดียวกับที่กองทัพพม่า
    จับมัดแล้วลากไปเป็นทาส ปัจจุบันในยามสงบ..ก็ขี้โม้ตามวงเหล้า พอทหารขับ
    รถถังเข้าเมืองก็หดหัวหายไปเป็นปี บางคนยังเอาดอกไม้ไปให้เขาเสียอีก

    แต่จะปล่อยให้บ้านเมืองล่มจมไปตามประสงค์คณะรัฐประหาร ??
    จะปล่อยให้กลุ่มคนบ้าคนโง่ยํ่ายีแผ่นดินเกิดของเรา..?? ก็ไม่ได้อีก

    ในที่สุดภาระกอบกู้บ้านเมือง จึงต้องตกเป็นของประชาชนธรรมดา

    อันนำสู่เหตุการณ์ปัจจุบัน
    สงครามระหว่างประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยกับระบอบอมาตยาธิปไตย
    สู้กันมาตั้งแต่ 19 กันยายน 2549 จนทุกวันนี้ ผ่าเข้าพฤษภาคม 2551 แล้ว
    สงครามก็ยังดำเนินต่อไป..ดุเดือดขึ้นทุกวัน ชนชั้นกลางในกรุงเทพก็สันดาน
    เสียเหมือนเดิม..คือมือไม่พายเอาตีนรานํ้า เป็นกลุ่มคนที่ไร้ประโยชน์ที่สุดใน
    แผ่นดินไทย

    วันนี้อมาตยาเล่นแรง..คิดถึงขนาดจะรัฐประหารซํ้าอีกครั้ง ถึงขนาดฝึกซ้อมการ
    จับกุม ล่าสังหาร เข่นฆ่าประชาชน วางแผนสร้างสถานการณ์เลวร้ายเพื่อปูทาง
    ไปสู่การรัฐประหาร ซึ่งถ้าเป็นไปตามแผน..หรือที่หลายคนเรียกว่าโมเดล 2519
    คือเอาเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 เป็นต้นแบบ — ถ้าเป็นไปตามนั้น
    อมาตยาก็ต้องปิดประเทศ..เพราะไม่มีใครคบ ถึงมีคนคบด้วย..เขาก็จะคบอย่าง
    เอาเปรียบสุดๆ เหมือนที่พลเอกสุรยุทธ์เคยเจอมื่อปี 2549-50

    แล้วถ้าปิดประเทศจริงๆ พวกนายทุนฝ่ายอมาตยา..หรือกลุ่มทุนสามานย์ตัวจริง
    เขาคิดว่าพวกเขาไม่เดือดร้อน เพราะทำธุรกิจผูกขาด ผูกขาดกันอยู่ไม่กี่ตระกูล
    พวกนี้เชื่อว่าคนไทย 60 ล้านคนนั้น เพียงพอให้พวกเขาขูดรีดต่อไปได้อีกนาน

    ก็ว่ากันไป..ทีนี้ ดูหน้าแนวร่วมอมาตยาแต่ละตัว

    ชนชั้นกลางในเมือง..ถามจริงๆเถอะว่าคนพวกนี้จะทนอยู่กับสภาพชีวิตของการ
    ปิดประเทศได้หรือไม่ จะมีไหมงานโฆษณาต่างๆ ..จะมีให้ทำได้อีกกี่เดือน ..จะมี
    อะไรให้ช้อปปิ้งกันอีกหรือไม่ จะมีโอกาสใส่เสื้อผ้าแฟชั่นกันอีกหรือเปล่า ..??
    ถึงวันนั้นจำลอง ศรีเมือง กับ ประเวศ วะสี เขาคงอนุญาตพวกเธอหรอกนะ..
    วิถีชีวิตชนชั้นกลางในเมืองจะเปลี่ยนไปอย่างหักมุม..และรุนแรงที่สุด นับถอย
    หลังไปได้เลยสำหรับคนกรุงเทพ หากอมาตยาได้ชัยชนะ

    ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยไม่เดือดร้อนเรื่องนี้ เพราะปกติก็ลากรองเท้าแตะ
    กันอยู่แล้ว และถึงตอนนั้น..ถ้าไม่ตาย-ก็คงกลายเป็นกองโจรกู้ชาติ เผ่นหนี
    รักษาชีวิตกันไปวันๆ คงไม่มีโอกาสเดินช้อปปิ้งที่ไหน

    คนที่ต้องเดือดร้อนแสนสาหัส..ก็พวกลูกหลานชนชั้นกลางทั้งนั้น

    สูตรสำเร็จง่ายๆ
    รัฐประหาร/อมาตยาชนะ = ปิดประเทศ = เศรษฐกิจล่ม = ไม่มีวิถีชีวิตสุขสบาย
    รัฐประหาร/อมาตยาชนะ = ปิดประเทศ = อมายากลุ่มเล็กๆเสพสุขผู้เดียว
    รัฐประหาร/อมาตยาชนะ = ปิดประเทศ = ไม่มีความบันเทิงสำหรับชนชั้นกลาง
    รัฐประหาร/อมาตยาชนะ = สงครามกลางเมือง..ยืดเยื้อ คนตายนับล้าน

    ถามจริงๆเถอะว่า พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางจะยอมรับหรือทนกับสภาพเช่นนี้
    ได้หรือไม่ ..แต่อย่างว่า พูดไปก็เปล่าประโยชน์ เพราะคนเราไม่เปลี่ยนสันดานกัน
    ง่ายๆ สมัยคมช. คนพวกนี้ก็เงียบเป็นสาก พอทหารกลับเข้ากรมกอง..ที่นี้บ่นกัน
    ใหญ่ เรียกร้องกันใหญ่ ทำตัวเป็นส่วนเกินของสังคมตลอดเวลา

    พูดกันตรงๆ ฝ่ายอมาตยาไม่ได้มีพลังมวลชนอะไรนักหนา
    แต่ที่ยังมีฤทธิ์เดชอยู่ได้ ก็เพราะพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางที่โฉบไปโฉบมา ก่อให้เกิด
    ภาพลวงในใจอมาตยา..ว่าตนยังมีมวลชนอยู่ ซึ่งก็มองข้ามไปอีกว่ามวลชนที่เดินอยู่
    สยามพารากอน มันจะเอามาทำอะไรได้ ขณะที่มวลชนของฝ่ายประชาธิปไตยเคยมี
    คนอย่างนวมทอง ไพรวัลย์ และยังคงมีคนประเภทที่คิดโยนส้มใส่รถถัง ขอให้ลองคิด
    ดูว่า..เวลาเด็กผู้หญิงโยนส้มใส่รถถัง แล้วโดนทหารยิงตายกลางถนน..??

    อะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนั้น ภาพข่าวที่ออกไปจะเป็นอย่างไร คือถ้ามีการรัฐประหาร
    ในเร็ววัน รับรองว่าจะมีภาพเช่นนี้เกิดขึ้นแน่นอน รัฐประหารอีกครั้ง.. รับรองว่าจะได้
    เห็นภาพ — เด็กผู้หญิงโยนส้มใส่รถถัง แล้วโดนทหารยิงตายกลางถนน – แน่นอน

    และทุกครั้งที่มีการบีบคั้นกดดันจากต่างประเทศ คนที่เดือดร้อนอันดับต้นๆ ก็คือ
    พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในเมืองนี่เอง เพราะวิถีชีวิตคนพวกนี้ผูกติดอยู่กับระบบทุน
    นิยมสมัยใหม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ..

    และตรงนี้เองที่เป็นเรื่องตลกหักมุม

    คือคนที่มีส่วนได้เสีย มีชีวิตผูกพันกับระบบเสรีทุนนิยมและระบอบประชาธิปไตย
    มากที่สุด กลับไม่เคยคิดต่อสู้เพื่อปกป้องระบอบที่เอื้อความสุขให้ตนเอง ซํ้าร้าย
    ยังหันไปยินดีกับระบอบเผด็จการอมาตยาธิปไตย..ร่วมสร้างระบอบซึ่งบั่นทอนและ
    ทำลายวิถีชีวิตอันมีความสุขของตนเอง ร่วมสร้างและสนับสนุนระบอบที่คิดร้ายต่อ
    ครอบครัวตนเอง ..แล้วยังตั้งตัวเป็นศัตรูกับประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งเป็น
    ระบอบเดียวที่สามารถเอื้อความสุขสบายให้ตนและครอบครัว

    จะหาเหตุผลอะไรมาอธิบายพฤติกรรมเช่นนี้ ?

    นอกเสียจากว่ามันเป็นคนโง่ ทั้งโง่และบ้า..เหนือสามัญสำนึกมนุษย์ธรรมดา
    พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในเมือง คือคนบ้าโง่เง่าที่ไร้ประโยชน์อย่างที่สุด ??
    นี่แหละ เขาถึงเรียกพวกมันว่า”ชนชั้นปรสิต”

    มาถึงวันนี้ (พฤษภาคม 2551) คนพวกนี้ก็ยังไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น

    เขาจะแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้พรรคการเมืองมีเสถียรภาพในการบริหารบ้านเมือง
    และเพื่อกำจัดศัตรูของระบอบประชาธิปไตย ก็เพื่อให้พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางมัน
    ได้มีชีวิตและเศรษฐกิจที่ดีขึ้นกว่านี้ พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในเมืองก็ไม่เอาอีก!!

    ตรงนี้ต้องขออนุญาตทับศัพท์ภาษาฝรั่งเศสสักหน่อย
    “คือคนส้นตีนพวกนี้ โคตรพ่อโคตรแม่มึงจะเอาอะไร เห็นแก่ได้ฝ่ายเดียวจริงๆ”
    ครับ ขอโทษที่ต้องทับศัพท์ฝรั่งเศส..แต่ความหมายมันเป็นเช่นนั้น

    เวลาที่กล่าวถึงพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในเมือง ย่อมหมายรวมถึง
    สื่อมวลชนด้วย เพราะสื่อมวลชนไทยก็คือพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลาง
    คนพวกนี้..เวลาทหารถือปืนคุมอยู่ในห้องทำงาน ก็บอกว่าสื่อมีเสรีภาพมากขึ้น
    แต่เวลาที่มันอยู่ลำพัง จะเขียนโกหกพกลมอย่างไรก็ได้ มันบอกว่าถูกแทรกแซง

    โอย..ตรรกะแบบนี้ คนบ้าชัดๆ

    อีกกรณีหนึ่ง พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในเมืองชอบท่องคาถาว่า
    “คนชนบทเลือกรัฐบาล คนกรุงเทพล้มรัฐบาล” ..นี่ก็ความคิดชั่วช้าเห็นแก่ตัว
    คนที่คิดแบบนี้ได้ มันไม่ใช่คนไทยอีกแล้ว แต่เป็นศัตรูของประชาชนไทยทั้งหมด
    หากพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในเมืองมีความคิดเช่นนี้ ก็ไม่ควรมองว่าคนเหล่านี้
    เป็นคนไทยอีกต่อไป ดังนั้นหากจะเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในอนาคต ก็ไม่ใช่
    คนไทยรบกับคนไทย เพราะพวกนี้ไม่ใช่ประชาชนไทย

    มีเพื่อนคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า..
    บางที การที่เราไม่เข้าใจตรรกะของพวกมัน มันอาจไม่ได้โง่และบ้าอย่างที่เราคิด
    แต่เป็นเพราะมันไม่ใช่มนุษย์ อาจเป็นเอเลี่ยนจากต่างดาว จึงมีตรรกะที่ต่างออกไป
    ก็ฟังไว้เล่นๆ ขำๆนะครับ อย่าไปจดจำข้อความนี้..เพราะมันเป็นกระบวนคิดที่เรียก
    ว่า dehumanization ซึ่งเขาใช้กันในยามศึกสงคราม ประเภทสงครามกลางเมือง
    ไม่ดีครับ ไม่ดี ..เพราะเวลาที่เราคิดว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คน เราสามารถกระทำต่อเขา
    อย่างไร้ความเมตตา ..คือจริงๆพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลาง มันก็มองพวกเราแบบนี้
    คือมันคิดว่าใครที่อยู่ฝ่ายประชาธิปไตย รวมทั้งคนเหนือคนอีสานไม่ใช่มนุษย์อยู่แล้ว
    ไม่เชื่อลองย้อนกลับไปฟังคำพูดของพวกอมาตยา อย่างอานันท์ ประเวศ ธีรยุทธ์
    หรือพวกคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ไทยทั้งหลาย สื่อกระแสหลักเขามองประชาชนเป็น
    วัวเป็นควาย และไม่ช่คนมานานแล้ว

    แต่เราไม่ลงไปเล่นในระดับนั้น เพราะเราอยู่ฝ่ายธรรมะ..เราอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย
    วินาทีนี้ยังไม่ถึงเวลาที่เราจะใช้กระบวนคิดเช่นนี้..

    ก็ให้สรุปง่ายๆสั้นๆว่าศัตรูของเราเป็นคน แต่เป็นคนที่ทั้งโง่และบ้า (สุดขีด)
    ดังนั้น อย่าประมาท อย่าเอาตรรกะมนุษย์แบบเราท่านเป็นมาตรฐานอย่างเดียว
    ต้องมองความเป็นไปได้แบบสุดขั้วไว้ด้วย นายกฯทักษิณเป็นตัวอย่างของคนที่ไม่เชื่อ
    ทฤษฎีมองโลกอย่างสุดขั้ว แล้วเป็นอย่างไรครับ..โดนรัฐประหารทันที

    ดังนั้น เมื่อพลโทประยุทธ์ จันโอชาพูดไว้ว่า “อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด”
    เชื่อเขาเถอะครับ เขาหมายความเช่นนั้นจริงๆ แล้วเขาจะทำจริงๆด้วย

    ฝ่ายนั้นเขาอยู่เหนือเหตุผล เหนือสามัญสำนึกของมนุษย์ปกติ

    “เอามาให้อ่านนะครับผมอยากรู้จริงที่มันว่า มั่งคั่งไปสู่ประชาชนรากหญ้า มันมีด้วยหรอครับในรัฐบาลทักสินนะ”

  6. n/e ว่า:

    ตอบเฉพาะประโลคท้ายสุดก่อนนะครับ กำลังง่วง ..ที่ว่านั้น เป็นเรื่อง “ขำๆ” ไม่มีอยู่จริงหรอกครับ นอกจากทำให้อ่อนแอลงเป็นทาสการพึ่งพามากขึ้น

    หลายต่อหลายเสียง ที่เคยได้คุยด้วยเมื่อสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา เขาเห็นตรงกันว่า “ทางออกของประเทศ” คือ “ความตายของทักษิณ” ..อันนี้ไม่ใช่ความคิดผมนะครับ

  7. SE7EN ว่า:

    ลองซูม 400% ดูแล้ว เห็นแต่ธง ไม่มีชื่อ หรือเราดูผิด? :ฮือ:

  8. SE7EN ว่า:

    ตอนแรกว่าจะไม่อ่านความเห้นข้างบน เพราะยาว ขี้เกียจอ่าน แต่ก็อ่านไปแล้ว :555+:
    ด้วยความงง ที่แท้ quote มานี่เอง ก็ว่าทำไมมันขัดแย้งกับความเห็นก่อนๆ

  9. n/e ว่า:

    @SE7EN
    มันไกลมาก เวลาถ่ายจะเก็บรายละเอียดมาไม่ได้ ซูฒก็อาจจะไม่เห็น แต่อยากให้ดูตำแหน่งที่ตั้ง คล้ายๆ กับว่ามันอยู่ตรงนั้นมานานแล้ว ไม่ได้เพิ่งมีในตอนแข่งขันครั้งที่เป็นข่าว

ร่วมคิดร่วมคุย

คิดอย่างไรว่าไปเถอะครับ แต่ขอร้องอย่าเกรียน อย่าตะแบง อย่านอกประเด็น รังเกียจนักแล.. ภาษาสัตว์เลื้อยคลานไม่ชอบ ไม่พ่นแถวนี้เป็นดีที่สุด
ความเห็นใดไม่ขึ้นในบัดดล ขอโปรดได้อดทน จะมาตรวจสอบให้

XHTML: คุณสามารถใช้ tags: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

ใส่อารมณ์: :แว่นดำ: :ดำๆ: :ดอก: :เหล่: :เบี้ยว: :กล้วย: :ยิ่มแฉ่ง :ฉงน: :ฮือ: :หื่นๆ: :555+: :แง่: :อ๋าย: :แลบ: :ม่ายๆ: :Oo: :แม่มๆ: :ขยิบ: