มีแก้วไม่รู้ค่าแก้ว

Date ลำดับที่ 299 • 3 February 2008 - 21:59

ถ้าผมเป็นชาวต่างชาติผมคงจะนึกดูถูกคนไทยอยู่ไม่น้อย ไม่ใช่เพราะความปัญญาเบาที่ติดหลงกับภาพมายาที่คนหน้าเหลี่ยมสร้างขึ้น หรือเลือกนายกนอมินีที่มีบุคลิกลักษณะอัปลักษณ์ แต่ดูถูกในความเป็น “ลิงได้แก้ว ไก่ได้พลอย” ไม่รู้ ไม่เห็นคุณค่าแห่งปัญญาในสิ่งที่ประเทศตนเองมี

คนไทยรับช่วงเอาปัญญาระดับยิ่งยวดของเอกบุรุษชาวชมพูทวีป แทรกผสานในวัฒนธรรม ความคิดความเชื่อ แต่คนไทยก็ทำให้ปัญญานั้นเลอะเทอะเปรอะเปื้อน งม-งาย-โง่-งั่ง พากันเข้ารกเข้าพงหมดทั้งพระทั้งฆาราวาส มี–เป็นแก๊งบัญชาการของ “ไอ้เหลือง” ชั้นผู้ใหญ่ ยศฐาบรรดาศักดิ์สูง บ้างหากินกับบุญ บ้างก็ชวนบ้า “อัตตานะจ๊ะ” ..น่าเสียดาย

คนไทยมีเอกบุรุษที่ทรงปัญญาระดับบรมครู ที่ทรงเป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ทั้งทรงทำแบบอย่าง ทั้งประพฤติในพระราชจริยวัตรให้เห็น ทรงชี้ ทรงแนะ ทรงลงมือทำ ทรงตรัสสอน แต่คนไทยไม่ได้ ไม่เห็น ไม่ยึด ไม่เอาอะไรเลย ปัญญาในทางเศรษฐกิจที่เป็นทางรอด เป็นความอยู่ได้ เป็นความตั้งมั่น เป็นความอยู่รอด เป็นความมั่นคงและความยืนยาว ที่เรียกรวบยอดว่า “พอเพียง” นั้น ส่วนใหญ่เพียงเป็นกระแส แต่น้อยนักจะเข้าถึง ยึดถือ ปฏิบัติใช้หรือเปล่า

คนเมืองนิยม “อินเทรนด์” และ “ซื้อความสุข” แบบเดียวกับ “ความสุขที่คุณดื่มได้” สมัยก่อน นั่นโทรศัพท์รุ่นใหม่ นี่ไอโฟน นั่นไอพอต ร้านโน้นดี ร้านนี้อร่อย หนังเรื่องนั้น ที่เที่ยวแห่งโน้น ฯลฯ

เราพัฒนาไปขนาดที่ว่าซื้อบัตรเพื่อดู “คำขอบคุณ” ของผู้ผลิตหนังในกระแสเรื่องหนึ่ง ..บ้าชะมัด

ชนบทเปลี่ยนจากผลิตกินผลิตใช้ผลิตขาย เป็น เน้นหาเงินเป็นหลัก เพื่อ “ซื้อ” หาเท่าไหร่ก็ไม่พอเติมทั้งความจำเป็นและความอยาก เมื่อหาเงินไม่ได้เศรษฐกิจก็เป็นง่อย กระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ปัญหาอื่นๆ ก็ตามมาเป็นกระบุง แก้อย่างไรก็แก้ยาก เมื่อเราเปลี่ยนจากสังคมพื้นฐานที่มีสมดุลมาเป็นสังคมแห่งการผลิตเชิงเดี่ยวและบริโภค

วันนี้เรารู้ตัวหรือเปล่าว่าความอ่อนแอในโครงสร้างสังคม-เศรษฐกิจของเราอยู่ระดับไหน ลองพิจารณาลึกๆ สิครับแล้วจะเห็น แค่อัตราแลกเปลี่ยนเงินเปลี่ยนแปลง น้ำมันขึ้นราคาเราก็จะเป็นจะตายกันหมดแล้ว ใช่เพราะเราทิ้งปัญญาแห่งบรมครูไว้ข้างหลัง เก็บขึ้นหิ้งบูชา สรรเสริญแต่ไม่นำมาปฏิบัติใช้

ทั้งราษฎร์ทั้งรัฐก็พอๆ กัน รัฐบาลมะเขือเผาชุดที่ผ่านมาก็ไม่มีน้ำยาอะไรที่จะผลักดันนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากผ่านลมปากและโฆษณา

วันนี้ประเทศไทยได้รัฐบาลประชานิยม “สูตรดั้งเดิม” ที่บริหารผ่านหุ่นเชิดยังไม่เห็นเป็นรูปเป็นร่างว่าเค้าโครงทิศทางเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร จะนำพาหรือยี่หระกับเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่อย่างไรไม่ปรากฎ เท่าที่เห็นจากคนคุมเศรษฐกิจสองคนคนหนึ่งก็ธุรกิจลดความอ้วนกับสปา ก็เรื่องฟุ้งเฟ้อ อีกคนก็นักโฆษณา ผมไม่รู้วิธีคิดว่าจะเห็นอย่างไร หรือจะใช้นโยบาย “หว่านลูกกำพรึก” เหมือนเดิม ถ้าเช่นนั้นก็เตรียมตัวตาย หลังอ้วกจากโฉมหน้า ครม.

ที่เห็นพอจะจับต้องได้ก็นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีหุ่นเชิดที่ประกาศผ่านจานอาหารฝีมือตัว ว่าจะสร้างรถไฟฟ้า ๙ สาย คนกรุงเทพได้เฮได้ใจกระมังครับ แต่มองว่าถูกจังหวะก็ไม่ผิดเพี้ยนเพราะซื้อของได้ถูก แต่เงินไม่กระจาย แต่พอฟังผมก็นึกหวั่นครับ

นายสมัคร คำนวณเสร็จสรรพแล้วว่าแม่น้ำสากลสายนี้เราสูบใช้ได้ ๓,๕๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ทำท่อใต้ดินผ่านถนนมิตรภาพแบบอิสราเอล ฟังเข้าท่านะครับ ตอนนี้หน้าแล้งมีปัญหาน้ำขอด ทางเหนือจีนก็กั้นไว้ใช้ ผมรับฟังวิธีการจัดการปัญหาน้ำแบบนี้แล้วค่อนข้างกังวล เพราะมองเห็นว่านายกฯ ท่านนี้ความคิดความอ่านไม่ไกลเกินกว่าชั้นไขมันที่ยื่นตรงพุง

อย่างเดียวกันกับที่แนะให้คนใช้กระทงโฟมนั่นแหละครับ คิดเอาง่ายๆ แค่ว่ากวาดเก็บง่าย ถ้าความคิดยาวไกลกว่าพุงที่ยื่นออกมาสักหน่อยจะเห็นแจ้งเห็นจริงว่า จะทำจากต้นกล้วยหรือโฟมก็ต้องกวาดต้องเก็บเหมือนกัน โฟมถ้าไม่เอาไปทำภูเขาโฟมก็ต้องเผา (วิธีฆ่าตัวตายชนิดหนึ่ง) ขณะที่วัสดุจากกล้วยเอาไปทำปุ๋ยได้ กทม. จะขายหรือจะใช้เองก็ไม่ผิดกติกา ใช้เองก็ประหยัดค่าปุ๋ยเคมีไปตั้งเยอะ แถมลดการใช้ปุ๋ยเคมีด้วย

แล้วอย่างไร? ผมเล่านิทานให้ฟังนะครับ อบต. แถวบ้านผมคิดหาตังค์เข้ากระเป๋า เลยคิดจะขุดคลองขึ้นมาสายหนึ่งซึ่งเป็น “สายน้ำ” ที่โบราณมากหายไปหลายสิบปีแล้ว โดยเอาข้ออ้างเรื่องเป็นทางระบายน้ำมาอ้าง แล้วก็ขุดลึกสามสี่เมตรผ่ากลางความขัดแย้ง (ลูกปืนและคมพร้าชาวบ้าน) ขุดเสร็จปีนั้น อบต. กับพวกก็อิ่มไป แต่ชาวบ้านระยะ ๒ กิโลเมตรจากแนวคลอง “ฉิบหาย” ไปตามกัน เรื่องอะไรน่ะเหรอครับ บ่อของทุกบ้านแห้งสนิท จะถามต่อว่าทำไมใช่มั๊ยครับ คำตอบอยู่ที่ “น้ำใต้ดิน” ครับ น้ำใต้ดินถูกดึงลงไปในคลองสายใหม่หมด บ่อแห้งขอดตั้งแต่ยังไม่ทันถึงหน้าแล้ง

ผมยกนิทานเรื่องนี้มาเล่า เพราะจะให้ข้อคิดว่า ถ้าเมื่อไหร่สูบน้ำออกจากแม่โขง ก็ขอให้ได้เฮกับโครงการนะครับ แล้วคนรอบแม่โขงก็เตรียมรับความ “ฉิบหาย” ไว้ด้วย เพราะแม่โขงถูกสูบน้ำไป ก็จะดึงเอาน้ำใต้ดินนั่นแหละมาแทน เพื่อรักษาระดับ ที่แห้งแล้งกันอยู่แล้วจะได้ตายสนิทไวๆ อย่าคิดว่าผมมองโลกในแง่ร้ายเลยครับ ของจริงมันจะเป็นไปแบบนั้นแหละ

ฟังวิธีคิดเรื่องน้ำมาตั้งแต่รัฐบาลหน้าเหลี่ยมมาจนรัฐบาลหน้าหมู เรื่องแปลกมีอยู่ว่า พอขาดน้ำ น้ำใช้ไม่พอก็คิดเป็นกันแต่ว่าจะสูบน้ำตรงโน้นตรงนี้มาใช้ แต่ไม่เห็นใครเข้าถึงรากของปัญหาและแก้ไขให้ตรงจุด การแก้ปัญหามันไม่ใช่แค่ “สูบน้ำ” กับ “สร้างเขื่อน” ถ้าคิดได้แค่สองอย่างนี้ ประเทศนี่ก็น่าเวทนานักครับ

กลับไปที่รากของปัญหาแล้วแก้ที่รากของปัญหา ฟื้นฟูปรับสภาพป่า เอามาทั้งเก็บและปล่อยน้ำ ขุดลอกคลองเดิมที่ตื้นเขิน ปลูกต้นไม้ริมคลองให้กลับหนาแน่น ฟื้นฟูหนองบึงพรุที่ตื้นเขินให้กลับมาเป็นแก้มลิงแท้ สร้างแก้มลิงเทียมเพิ่มขึ้นมา ปรับระบบทางเดินน้ำให้สมดุล อย่างเช่น ขุดเจาะใส่ท่อในถนนสายที่ขวางทางน้ำให้พอกับกำลังน้ำ ฯลฯ มากกว่านี้ครับ แต่ขี้เกียจะสาทะยายยาว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงเข้าถึงและเข้าใจธรรมชาติแห่งน้ำ พระองค์ท่านจึงผสานไว้อย่างดี มีแก้มลิงที่เลียนแบบระบบพรุ หนอง บึง เดิม และพระองค์ทรงพระปรีชาสามารถ รู้วิธี “เล่นกับน้ำ” จะระบายน้ำเหนือลงทะเลตอนน้ำขึ้นนั้นทำไม่ได้ พระองค์ท่านจึงให้ “น้ำไปเที่ยว” ก่อนซักหกชั่วโมง พอถึงเวลาน้ำลงค่อยปล่อยลงทะเล

นี่แหละครับที่ผมบอกว่า ..น่าเสียดาย มีแก้วไม่รู้ค่าแก้ว มีปัญญาไม่รู้ค่าปัญญา



3 ความเห็น ใน “มีแก้วไม่รู้ค่าแก้ว”

  1. Sittingbull ว่า:

    เห็นด้วยเรื่องน้ำ เดี๋ยวเราคงได้เจอภัยแล้งอีกแน่ ลองดูคำทำนายโบราณที่ตอนเด็กๆอ่านแล้วเห็นเป็นเรื่องตลก พอมาถึงปัจจุบันชักเข้าเค้า
    “ถามว่า เมื่อโลกจะฉิบหายนั้นเป็นอย่างไร
    แก้ว่า เมื่อโลกจะฉิบหายด้วยไฟนั้น มหาเมฆตั้งขึ้น
    ให้ฝนตกทั่วแสนโกฎิ จักระวาฬ มนุษย์ทั้งหลาย ก็พากันว่าน เข้า (ข้าว) กล้า ๆ ก็ขึ้นมา
    มหาเมฆก็บรรฦา เสียงดัง เหมือนเสียงลา แล้วก็เลิกไปไม่ตกเลย สิ้นแสนปีเป็นอันมาก
    น้ำในสระห้วย บ่อ บึง หนอง ก็แห้งหมด สัตว์ แล มนุษย์ทั้งหลาย ที่อาไศรย น้ำฝน
    แลเทวดาทั้งหลาย ที่อาไศรย ดอกไม้เป็นต้น ก็พากัน จุติ ตายไป”

    คำทำนานเรื่องโลกร้อน ภูมิปัญญาไทย ก่อนไอ้กันตั้งประเทศ จากหนังสือ พระไตรย์โลกวิถาร

  2. n/e ว่า:

    โครงนั้นเก่าแก่มาก มีเมฆแต่ไม่มีฝน ชักจะเข้าเค้าเป็นไปได้

  3. เดียเองนะ ว่า:

    แปลกดี แปลกแต่ไหแต่ไรมา ผู้ปกครองในสภาของบ้านนี้เมืองนี้ ไม่เคยคิดถึงรากของปัญหา
    ทำทุกอย่างด้วยความฉาบฉวย แต่ละโครงการก็แค่เงิน งบ คอมมิชชั่น กระมัง?

    เห็นคุณพูดถึงตลาด ก็นึกถึงหน้าเหลี่ยมกับการตลาด การกระตุ้นการบริโภคอย่างไม่ต้องลังเล จนวอดวายกันไปหลายครัวเรือน

ร่วมคิดร่วมคุย

คิดอย่างไรว่าไปเถอะครับ แต่ขอร้องอย่าเกรียน อย่าตะแบง อย่านอกประเด็น รังเกียจนักแล.. ภาษาสัตว์เลื้อยคลานไม่ชอบ ไม่พ่นแถวนี้เป็นดีที่สุด
ความเห็นใดไม่ขึ้นในบัดดล ขอโปรดได้อดทน จะมาตรวจสอบให้

XHTML: คุณสามารถใช้ tags: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

ใส่อารมณ์: :แว่นดำ: :ดำๆ: :ดอก: :เหล่: :เบี้ยว: :กล้วย: :ยิ่มแฉ่ง :ฉงน: :ฮือ: :หื่นๆ: :555+: :แง่: :อ๋าย: :แลบ: :ม่ายๆ: :Oo: :แม่มๆ: :ขยิบ: