เพลง ‘รัฐบวยหัวคาน’ เวอร์ชั่น ๒

Date May 27, 2008

มันพะยะค่ะ เย็นวันวานนี้สำหรับเพลง เพลง ‘รัฐบวยหัวคาน’ ที่แต่งโดย วสันต์ สิทธิเขตต์ มี “เชษฐ์ สไมล์บัฟฟาโล่” เป็นมือกลองอย่างมัน (ก่อนนี้เดี่ยวกลองและร้องเองไปรอบนึง) เวอร์ชั่นนี้มีดนตรีน้อยชิ้น แค่กลอง ขลุ่ยกับกีต้าร์สายขาด แต่เป็นแร็พของนักร้องเพื่อชีวิตที่ถึงใจจริงๆ โปรดรับชมเพื่อความบันเทิง  เนื้อเพลงที่พอจะแกะได้ครับ

ใบเสร็จเขาพระวิหาร

Date May 24, 2008

หากย้อนกลับไปเมื่อครั้งปลายรัฐบาล “ยุทธ์ เขายายเที่ยง” ที่ประชุมสภากลาโหมทะลุกลางปล้องขึ้นมาเรื่องการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก และกลับท่าที่ในวันพรุ่ง แม้มีการกลับท่าทีก็ตามแต่เป็นการ “ปลุก” สายตาของหลายคนให้หันไปจับจ้อง ประเด็นอยู่พ้นคำถามที่ว่า “เขาพระวิหารเป็นของใคร” เพราะเรื่องนี้จบในแง่กฏหมายระหว่างประเทศมาหลายสิบปี และผมไม่ชวนถกเถียง ปัญหาอยู่ที่อาณาบริเวณรายรอบ ๔-๑๐ ตารางกิโลเมตร ที่เป็นเขตอุตยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ที่จะถูกผนวกรวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการขึ้นทะเบียน โดยฝ่ายทหารและหลายภาคส่วนแสดงความกังวลว่านี่จะเป็นการนำไปสู่ “การเสียดินแดน” ครั้งที่ ๑๕ ขณะที่หลายฝ่ายทุกทักท้วง ทางถามแต่รัฐบาลพรรคพลังประชาชนไม่แสดงความกระตือรื้อร้นใดที่จะตอบคำถาม เคลื่อนไหวใดที่จะคลายความสงสัยของสังคม ซ้ำทำตัวประหนึ่ง “หรี่ตาให้เขมร” จนถูกตั้งถามในทำนองว่ามีการแปลกเปลี่ยนผลประโยชน์อะไรกันอย่างไร ชี้เป้าไปที่การเดินทางไปเล่นกอล์ฟที่เขมรของผู้ต้องหาคดีอาญาแผ่นดินเชื่อมโยงไปที่ผลประโยชน์ในการขุดเจาะน้ำมัน คำถามที่ว่ามีบางคนกำลัง “เอาแผ่นดินไปแลกน้ำมัน” จึงมีสุ้มเสียงดังขึ้นตามลำดับ กระทั่งมีใบเสร็จสองใบจากผู้นำรัฐบาลกัมพูชา ใบเสร็จแรกออกมาจากรัฐมนตรีพาณิชย์เขมร ว่าฝ่ายไทยโดยใครบางคน เริ่มก่อน พยายามโยงเรื่องเขาพระวิหาเข้ากับแหล่งน้ำมันบนพื้นที่ทับซ้อนเขตเขมร “โยง” ในความหมาย เอานี่ไป-เอานั่นมา

ทุกข์จากร้านน้ำชา

Date May 22, 2008

เพิ่งจะเตร่ๆ ไปหาข้าวเช้ากินเมื่อตอนใกล้บ่ายสาม หวังในใจว่าคงจะมีซักร้านที่ยังขายอยู่ ปรากฏว่าร้านตามสั่งร้านประจำทั้งสองปิดหมด ปิดต่อเนื่องมาหลายวัน เหตุผลคงไม่ต้องอธิบายนะครับ ตอนนี้เป็นวิถีใหม่ไปแล้วสำหรับพ่อค้าแม่ขาย คือ หยุดขายเป็นช่วงๆ ตลาดนัดแถวบ้านผมก็เป็นแบบนี้ครับ เลือกเอาว่าที่ไหนขายได้มากหน่อยพ่อค้าแม่ค้าจะไปขาย ที่ไหนไกลก็ไม่ไปเพราะค่าน้ำมันแพง ส่วนแม่ค่าข้าวแกงตามสั่งรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแทบทุกอย่างทางเลือกที่มีคือขายบ้างหยุดบ้าง เอาแค่ให้พอมีกินไปก่อน ผมหันซ้ายหันขวาไม่รู้จะหาไรกินดี เห็นร้านขายซาลาเปา-ขนมหนมจีบก็เอาเสียสักหน่อย ร้านน้ำชาอยู่ข้างๆ สั่งน้ำชากินด้วยเลยแล้วกัน ไหนๆ ก็ไม่ซื้อกินมานานมากแล้ว สั่งชาร้อนถุงนึงแล้วก็ถามราคา “ขึ้นหรือยัง” เสียงตอบปนรอยยิ้ม “๑๒ ยังไม่ได้ขึ้น แต่ไม่ได้ขายมาหลายวันแล้ว” “นี่ น้ำตาลขึ้นเกือบ ๖ บาท นมเพิ่งขึ้นเมื่อเช้าอีก ๕ บาท” ตามด้วย “เฮลบลูบอยด์ขึ้นทีเดียวตั้ง ๔๐ บาท ขึ้นไม่ใช่น้อยๆ” เป็นเสียงปนรอยยิ้มปลงๆ “พี่ไม่ได้ขายมาหลายวัน ขายก็ไม่ได้อะไร น้องเขาไปซื้อหน้าสวนมาบ่นให้ฟังว่าเขาขึ้นเป็น ๑๕ พี่ไม่รู้ ไม่ได้ขึ้น” “ไม่ไหว ไม่รู้จะทำยังไง ขายบ้างหยุดบ้าง” แม่ค้าผัดไทยเดินมายิ้มทัก ผมก็ถามออกไป “จะไปไหน” เสียงตอบแจ้วๆ “มาซื้อน้ำที่พี่ ไม่เห็นขายมาหลายวัน” .. [...]

เศรษฐศาสตร์ตลาดนัด ๔: ตายดาบนี้

Date May 2, 2008

วันที่ผ่านมาไม่ได้เขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่ เพราะพ่อมาทำธุระที่กรุงเทพ วานนี้ตื่นตั้งแต่ก่อนตีสี่เพื่อไปรับ ไปนั่งให้ยุงรับประทานตั้งแต่ยังไม่เช้า ผมแปลกใจเรื่องยุง “หัวรุ่ง” แต่เอาไว้คุยกันคราวหลัง วานนี้หลับๆ ตื่นๆ เพราะนอนน้อย อาศัยหลับบนพื้นหน้าคอมพ์ไปงีบนึงตอนที่ข่าวบ่ายสาม ก่อนนั้นนั่งคุยกับพ่อเกี่ยวกับบรรยากาศในตลาดนัด ที่เคยบอกไปตั้งแต่บทแรกว่า ผมมองเศรษฐกิจจากพื้นฐานที่สะท้อนภาพจากของจริง ไม่ใช่ข้อมูลธนาคารชาติ สถาบันเศรษฐกิจ แหล่งแทงหวยคนรวย หรืออย่างอื่น ตลาดนัดชุมชนสะท้อนภาพจริงของความเป็นอยู่ สภาวะตลาดระดับชาวบ้านแท้ๆ ไม่ต้องพึ่งปัญญาจากตำราของนักวิชาการก็ได้ พ่อเล่าให้ฟังว่า ช่วงนี้ราคายางดี อยู่ที่ ๘๐ กว่าบาทต่อกิโล แต่ปัญหาคือตัดยางไม่ค่อยได้เพราะฝนตก และยังอยู่ในช่วงหน้าร้อนซึ่งส่วนหนึ่งเป็นช่วงปิดกรีด ส่วนใครที่ตัดยางผ่าแล้งได้น้ำยางไม่มากเท่าช่วงหน้าฝนและหนาว สรุปความให้สั้นคือ ถึงยางจะแพงขึ้นแต่เอาราคาของที่ขึ้นไม่อยู่ แบกราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ขึ้นพรวดๆ ไม่ไหว คนยังคงเดินตลาดนัดมากเหมือนเดิม แต่มีกำลังในการซื้อน้อยลง ซื้อของได้น้อยและไม่ค่อยซื้อยกเว้นของที่ต้องกินต้องใช้ที่จำเป็นจริงๆ ข้าวที่จากราคาไม่เท่าไหร่ ขึ้นพรวดเดียวเท่าตัว ข้าวหมาถังละห้าร้อย ข้าวคนขึ้นกับชนิดและคุณภาพ ยืนพื้นที่ห้าร้อยกว่า บางชนิดเจ็ดร้อยแปดร้อย หรือเฉียดๆ พันก็มี หมูแพง น้ำมันพืชแพง ผักแพง ล่าสุดน้ำตาลยังขึ้นพรวดเดียว ๕ บาท เป็นอย่างต่ำ นายสมัคร สุนทรเวช เคยพูดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่าน้ำตาลเป็นของที่กินทีละน้อย ไม่มีผลกระทบ [...]

เศรษฐศาสตร์ตลาดนัด ๓: แพทย์แผนโบราณ

Date April 21, 2008

ผมเขียนเศรษฐศาสตร์ตลาดนัดไว้สองตอน คือ จตุคามฯ กับ หาตังค์มาซื้อกิน แล้วทิ้งช่วงไว้เนิ่นนาน แรกที่เดียวตั้งใจจะเขียนตอน ๓ ว่าด้วยเรื่องข้าว แต่มาสะกิดใจเรื่องวิธีคิดการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เมื่อวันอาทิตย์บังเอิญเห็นข้อความจอข้างในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ว่าให้ช่วยเร่งอัดฉีดเงิน รากหญ้ากำลังจะตายอยู่แล้ว ข้อความดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่า ๑) นี่ชาวรากหญ้า ยังยากจนอยู่หรือ ตลอดช่วงเวลาบริหารของรัฐบาลหน้าเหลี่ยม ทักษิณ ชินวัตร ปรนเปรอให้ ผมเข้าใจว่าเขามีอันจะกินกันถ้วนหน้าแล้ว ทำไมวันนี้ยังขาดเงินและร้องขอการอัดฉีดอยู่ ๒) วิธีคิดเชิงแบมือและรอคอยการช่วยเหลือลักษณะนี้แม้ดำรงอยู่มานาน แต่ทำไมระดับความรุนแรงจึงเพิ่มมากขึ้น ๓) ฐานคิดในเชิงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สองประเด็นแรกท่านหาคำตอบเองนะครับ ส่วนประเด็นที่สามผมอยากยกมาชวนคิดชวนคุย ประเทศไทยแต่ไหนแต่ไร ไม่ว่ารัฐบาลไหนยึดวิธีคิดทางเศรษศาสตร์จากตำราตะวันตก ความคิด ความเชื่อ ตลอดจนกรรมวิธีในการแก้ปัญหาในทุกวิกฤติถอดตะวันตกมาทั้งกระบิ ตั้งแต่เริ่มแรกในแผนพัฒนาเศรษฐกิจโน่นแหละครับ ผู้รู้ เทคโนแครตที่สลับเปลี่ยนหน้าตากุมบังเหียนเศรษฐกิจไทยแทบทุกคน เท่าที่พอจะรู้จักและจดจำหน้าตาได้ก็ไม่ต่างไปจากนี้ หลักกว้างสุดในการแก้ปัญหาภาวะฝืดๆ กระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่ารัฐบาลไหนใช้วิธีอัดฉีดเหมือนๆ กัน ผ่านกลไก โครงสร้างต่างๆ ของรัฐ เช่น ผ่านโครงการ ผ่านการขึ้นเงินเดือน ฯลฯ แต่ที่หนักหนาสาหัส และเข้มข้นสุดเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ด้วยสารพัดโครงการประชานิยม+เอื้ออาทร [...]