สังคมส้นตีน แดกซากและการหยุดเดินรถไฟ
24 June 2009 - 23:49
ความที่เป็นเด็กบ้านนอกริมทางรถไฟ ได้เห็นวิถีชีวิตของคนบ้านนอกที่พึ่งพาและผูกพันกับรถไฟ-เวลาเดินรถอย่างลึกซึ้ง สมัยก่อนโน้นรถไฟดูเหมือนจะเป็นทางเลือกหลักทางเลือกเดียวในการสัญจรของคนชนบทเสียด้วยซ้ำ รถขบวนท้องถิ่นที่เรียกกันว่า “รถเช้า” (ขบวนทุ่งสง-สุราษฎร์) วิ่งผ่าหมอกตอนหกโมงครึ่งกว่า ๆ มารับคนไปตลาดใหญ่ห่างสถานีบ้านผมไป ๖ กิโล รถเช้าที่ว่าก่อให้เกิดสภาพ “ตลาดเช้า” ที่คึกคักช่วงสั้น ๆ บนชานชลา ใครอยากได้ของสด ผักสด ผลไม้ ปลา กบ ข้าวหลาม ขนมกวน ของกินอื่น ๆ ตามฤดูหรืออะไรก็แล้วแต่ที่คนแถบนั้นจะเอาขึ้นรถไฟไปขายที่ตลาดใหญ่ ก็ไปซื้อได้บนชานชลาก่อนเวลารถออก เป็นอย่างนี้ทุกเช้า
ตลาดเช้าบนชานชลาค่อย ๆ ฝ่อไปตามสภาพบ้านเมืองที่เปลี่ยนไป เป็นไปตามเวลาและการพัฒนา ถนนหลายสายถูกตัดเพิ่ม เปลี่ยนจากถนนลูกรังเป็นถนนลาดยางมะตอย รถมอเตอร์ไซต์เป็นอะไรที่ซื้อได้ง่ายขึ้นจนมีทุกบ้าน บ้านละหลายคัน รถยนต์มีให้เห็นจนเกร่อผิดไปจากเมื่อก่อนที่ทั้งหมู่บ้านมีไม่กี่คัน
การสัญจรของผู้คนเปลี่ยนไป รถไฟท้องถิ่นบางขบวนถูกยกเลิก รวมถึงรถเช้าที่ว่านั้น โดยเฉพาะเมื่อมีการปรับปรุงระบบรางครั้งใหญ่เมื่อสิบปีก่อน (แต่ทำให้รถไฟวิ่งได้ตรงเวลามากขึ้น) ผู้คนจำนวนไม่น้อยยังเพิ่งพาการเดินทางด้วยรถไฟ เนื่องจากค่าใช้จ่ายไม่แพงมากนัก ถ้าเป็นการเดินทางระยะไกลด้วยรถชั้นสาม ของกินอร่อย ๆ สามารถซื้อหาได้แทบตลอดทาง แต่ละสถานีจะมีของกินของขายที่เป็นเอกลักษณ์
สมัยผมขึ้นมากรุงเทพใหม่ ๆ ก็ได้อาศัยรถไฟในการขึ้นล่อง จนระยะหลังที่หันไปเพิ่งพารถทัวร์เนื่องจากไม่อยากนั่งรถไฟนาน ๆ ..ชีวิตของเด็กริมทางรถไฟมีหลายภาพ-ผูกพันที่อยากเล่า (ในโอกาสอันควร)
วันสองวันก่อนเห็นข่าวสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทยประกาศผละงาน หยุดเดินรถทั่วประเทศเพื่อต่อต้านการ “แปรรูป” – “แผนฟื้นฟู” การรถไฟฯ ตามมาด้วยข่าวรายงานความโกลาหล ผลกระทบต่าง ๆ นานา และที่จะขาดไม่ได้เอาเสียเลย คือ ผลโพลล์สำรวจความคิดเห็นของประชาชน
อาจจะถูกต้องส่วนหนึ่งที่สหภาพฯ ไม่บอกกันก่อนให้เตรียมตัว แต่นั่นไม่ใช่สาระหลัก เสียงก่นด่าของคนทั้งสังคม สะท้อนความสาหัสของอาการเจ็บป่วยด้วยโรค “เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว” และโรคทางระบบคิด “ผิวเผิน” — ทั้งสองโรคเป็นโรคติดต่อร้ายแรง
โรคบ้านี่ระบาดหนักและซึมลึกในแทบทุกชีวิตพร้อม ๆ กับการพัฒนาด้านวัตถุและเศรษฐกิจฯ ที่ยึดประโยชน์-สุขส่วนตัวระยะสั้นเป็นกิจหนึ่ง!
ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจ ไม่ใช่ว่าไม่เห็นใจผู้ได้รับผลกระทบ เดือดร้อน คนจำนวนมากต้องพึ่งพารถไฟในการสัญจรแต่ละวัน ทั้งไปเรียน ทำงานหรือธุระปะปัง การขนส่งจำนวนหนึ่ง และเข้าใจอย่างที่สุดว่าใครโดนกับตัวก็ต้องโมโหเป็นธรรมดา
หลายประเทศที่คนไทยจำนวนไม่น้อยกราบไหว้บูชา มีการประท้วงผละงานกันเป็นนิจ ไตรมาสแรกของปีนี้ก็ล่อไปสองครั้ง อังกฤษหนึ่ง ฝรั่งเศสหนึ่ง แห่งหลังเป็นการผละงานทั้งระบบรวมไปถึงเครื่องบิน ทั้งสองประเทศเป็นไปเพื่อเรียกร้องประโยชน์ของพนักงานล้วน ๆ ไม่มีประโยชน์ส่วนรวมใดเจือปนอยู่เลย คนประเทศเขาก็บ่น ๆ กัน รับสภาพ ทำใจและเข้าใจ
แต่กับประเทศเราก็อย่างที่รู้ ๆ เห็น ๆ ตั้งข้อหาฉกรรจ์ว่า “จับประชาชนเป็นตัวประกัน” — ซึ่งก็ไม่รู้เมื่อไหร่เราจะไปพ้น-หลุดพ้นจากตรรกะสิ้นคิดนี้เสียที –
ก็ไม่ทราบว่าคำพูดเท่ ๆ คำนี้ใครเป็นต้นคิด ระบาดหนักในสื่อมวลชน ทั้งคนเขียนคอลัมน์หนังสือพิมพ์ คนอ่านข่าวทางโทรทัศน์ คนพล่ามผ่านคลื่นวิทยุ ฯลฯ เห็นล่าสุดก็ “ซูม” เหะ หะ พาที บนกระดาษเช็ดอึแมว “ไทยรัฐ”
สังคมเขลา ส่วนหนึ่งก็มาจาก สื่อเขลา (หรือหมกอยู่กับอคติ มายาคติ ตัณหา ผลประโยชน์) — ฉะนั้นเราจงหมกมุ่นอยู่กับแพนด้าและเคอิโงะ — นับรวมความเห็นจากสื่อเกือบทั้งหมด เกือบร้อยละร้อยรุมกินโต๊ะสหภาพฯ เรียบ ซ้ำคำถามบางคำถามของนักข่าวสนามยังชวนให้ถามไล่ไปถึงบุพการี-ครูบาอาจารย์-บรรณาธิการ ว่าเขาสอนให้ถามด้วยทัศนคติ-คำถามอย่างนั้นหรือ?
ไม่เว้นแม้แต่ “ทีวีของประชาชน” ที่ข่าวเฮดไลน์บ่ายแก่ ๆ วานนี้ ตีข่าวความเสียหายประหนึ่งจะยำสหภาพฯ ให้เละเสียตรงนั้น ฟังแล้วก็อดจะรู้สึกอย่างนั้นไม่ได้ และอดตั้งคำถามกับรรณาธิการ-โปรดิวเซอร์ หรือทีมโต๊ะข่าวนั่นไม่ได้ว่า คิดเห็นอย่างไร? จะถามหนักหน่อยก็..เอาซ่งตีงหรือไขสันหลังคิด!?
ประเทศไทย.. แพนด้าคลอดก็บ้าแพนด้าไม่จบไม่สิ้น เด็กตามหาพ่อก็ลงทุนทำสกู๊ป รายงานข่าวเป็นวรรคเป็นเวร หวัดบ้า ๆ ระบาดก็เฮโลตื่นเต้นในยอดประโคมข่าวทำลายประเทศ ประท้วง-ผละงานก็สรรหา “ความเสียหาย” เวอร์ ๆ มาประโคม ประเด็นที่ควรเป็นประเด็นกลับไม่เป็นประเด็น ..ตื้นเขิน โหลยโท่ย และส้นตีน!!
สื่อ-คนไทย ก็จริตเดียวกัน
และก็ตามทำเนียมของประเทศลูกอีช่างทำโพลล์ อะไรนิดหน่อยก็ทำโพลล์ ออกมารวดเร็วกับเอแบคโพลล์ ที่พลันหยุดเดินรถก็มีผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนใน “๑๘ จัวหวัด” ออกมา และแน่นอนที่สุดความไม่เห็นด้วย-ไม่พอใจสูงลิบลิ่ว แต่ก็ไม่น่าแปลกใจเพราะเข้าถามแค่ว่าพอใจกับไม่พอใจ ที่น่าแปลกใจคือวิชาการ “สำนักเอแบค” เขาสอนตั้งคำถามกันอย่างนี้หรอกเหรอ?
ลูกหลานใครโรงเรียนให้หัดทำโพลล์ ก็สอน ๆ เตือน ๆ ว่าอย่าเอาอย่าง!!
เหตุเริ่มมาจากการที่นายโสภณ ซารัมย์ “ขี้ตีน” ของนายเนวิน ชิดชอบ ชงเรื่องจากกระทรวงคมนาคม ผสมโรงด้วยกระทรวงการคลังที่นายกรณ์ จาติกวณิช นั่งหัวโด่ ผ่านเป็นมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน “แผนปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการเพื่อฟื้นฟูฐานะทางการเงินของการรถไฟแห่งประเทศไทย” แผนคือตั้งบริษัทลูก ๒ บริษัท เป็น ๑ บริษัทเดินรถ และ ๑ บริษัทบริหารสินทรัพย์
ในเชิงวิธีคิดผ่านปากคำของนายอภิสิทธิ์ คือ แก้ปัญหาโดยเอาเงินเป็นตัวตั้ง (แบบเดียวกับทักษิณ?)
แต่สิ่งที่ซอกซ่อนผ่านการตั้งสองบริษัทลูกที่สหภาพแรงงานการรถไฟฯ เขาเห็น คือ การแยกเนื้อแยกน้ำ ที่เป็นเนื้อชิ้นปลามันก็แยกไปเป็นบริษัทลูก ซ้ำเปิดช่องให้เอกชนเข้าร่วม ที่เหลือแต่น้ำ ๆ ไว้ซดพอชื่นคอแต่ไม่อิ่มท้องทิ้งไว้ให้ตัวแม่ การรถไฟแห่งประเทศไทย
บริษัทลูกอิ่ม-โต ตัวแม่จน-เจ๊ง แล้วสุดท้ายนำไปสู่การแปรรูป รอยเดียวกับการแปรรูป ปตท. แผนฟื้นฟูที่ว่าจึงเป็นเพียงก้าวแรก-ชงลูก
แม้หลังเหตุการณ์ นายอภิสิทธิ์จะออกมายืดอกรับ และยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะราวกับว่าจะเป็นนายกฯ ไปอีกหลายสิบปี เพื่อเป็นประกันว่า การรถไฟฯ จะไม่มีวันแปรรูป
แต่บทเรียนในระยะใกล้ เราเห็นเป็นประจักษ์อย่างหนึ่งว่า หลายครั้งในรอบไม่กี่ปีมานี้ ที่ มติ ครม. ถูกแก้ หลายครั้งในรอบไม่กี่ปีมานี้ที่ พ.ร.บ ถูกแก้ในเชิงปรับเปลี่ยนสัดส่วนผู้ถือหุ้น แปลงรูปแปลงร่างกิจการของรัฐ
ขนาดแก้กฏหมายให้ขายหุ้นชินคอร์ปสะดวก เขายังผ่านกันด้วยเวลาไม่กี่วัน (จนไอ้ตัวนั้นไม่มีแผ่นดินจะอยู่) ..หรือ “เด็กชายมาร์ค” ลืม!? –ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันทั้งนั้นแหละครับ ปีสองปีก่อนก็เห็นยังมีดำริจะเปลี่ยนสัดส่วนหุ้น อสมท. หาตังค์มาโปะอาการถังแตก นั่นก็อยู่ใน พ.ร.บ. เช่นกัน
รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถ้าหากหรี่ตาจนมองไม่เห็นหน้าตานายกฯ ภาพที่ได้แทบไม่ต่างไปจาก ๒ รัฐบาลก่อนหน้า ที่จ้องแต่จะหาทางสวาปามอย่างตะกละตะกรามและอุบาทว์ โครงการ-แผนงานรับประแดกต่าง ๆ ผุดออกมาจากหน้าตาโง่ ๆ ของรัฐมนตรีแต่ละตัว ๆ เป็นระยะ ๆ
จากรถเมล์ก็มาสู่รถไฟ ท่วงทำนองก้าวย่าง เป็นการหากินกับซากแบบเดียวกัน คือ ขสมก. ก็ขาดทุนสะสม รฟท. ก็ขาดทุนสะสม ว่าแล้วก็คิดโครงการ-แผนงาน เพื่อปรับโครงสร้าง-ฟื้นฟู-ลดการขาดทุน-สร้างกำไร
การบินไทยก็เคยได้รับประสบการณ์ชนิดนี้ เปิดเส้นทางบินใหม่ ๆ ตกแต่งตัวเลขกำไรสวย ๆ ปลอม ๆ แล้วก็ซื้อเครื่องบิน ซื้อเครื่องบินกันจนบริษัทฉิบหาย — แถมโดนพิษเศรฐกิจซ้ำ พนักงาน (ลูกเรือ) เลยต้องนอนกอด “Stand by” รอ (เขาไม่) เรียกอยู่บ้าน จำนวนพนักงานต่อเที่ยวโดนลด บางเที่ยวบินยกเลิก พนักงานรับทุกข์ที่ตัวไม่ได้ก่อไปตาม ๆ กัน
กรรมของคนไทยที่รถไฟขาดทุนสะสม เป็นช่องให้ทั้งผู้บริหารและนักการเมือง รวมหัวกันทำตัวเลขปลอม ๆ สวย ๆ ไม่มีที่มาที่ไปและหลักวิชา สร้างแผนงานสร้างโครงการ กระทั่งว่าหลังแผนฟื้นฟู รฟท. จะมีรายได้เป็นเท่าตัว จากที่เคยมีรายได้ ๔,๐๐๐ ล้าน จะเพิ่มเป็น ๘,๐๐๐ ล้าน ขนาดนั้นเชียว!!
แต่เราเคยเห็นจริงสักครั้งไหมว่า แผนฟื้นฟูสวย ๆ ต่าง ๆ ในอดีตกำไรจริงอย่างที่อวดโอ้? ที่เห็นเป็นประจักษ์นับครั้งไม่ถ้วน คือ ขาดทุนกันฉิบหายวายวอด!!
ด้วยเหตุนี้ สหภาพฯ รถไฟเขาจึงเล่นไม้แรง และทันที “ขี้ตีน” เนวิน ก็ออกมาเบี่ยงประเด็นพร้อมกับการหอนรับเป็นทอด ๆ ของ “สุนัขเฝ้าบ้าน” ว่า “สงสัยพันธมิตรฯ จะอยู่เบื้องหลัง” (..อยู่เบื้องหลังแล้วจะทำไม?)
ทั้งสามประการในข้อเสนอสหภาพฯ ล้วนเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของการรถไฟ ผู้โดยสารและสาธารณะเป็นหลัก จะทิ่มแทงหน่อยก็ประเด็นที่ดินรถไฟเขากระโดง บุรีรัมย์ ที่ปักกลางอกตระกูลชิดชอบ โดยเฉพาะ “นายฮ้อยห้อยยี้”
หากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์มีความจริงใจ ตั้งยุทธศาสตร์หลักโดยไม่เอาเงินเป็นตัวตั้ง วางทิศวางทางและรูปรอยของการรถไฟ ให้ทำในทั้งฐานะสาธาระณูปโภคฟื้นฐานและบริการระดับบน อย่างเป็นตัวหลักในระบบขนส่งภาคพื้นดิน (ลอจิสติก) เป็นขนส่งมวลชลสำหรับคนมีรายได้น้อย เป็นขนส่งมวลชนหลักในเมืองหลวง และเป็นการเดินทางชั้นเลิศสำหรับการเดินทางไกลภายในประเทศ ก็เชื่อว่าพอมีทางเป็นไปได้อยู่ไม่น้อย อยู่ที่จะคิดทำให้หรือทำเอาเท่านั้นเอง!!
—–
๏ รบ – ๔ ๒ ๘ ฯ รศ ๒๒๘
ความเดิมประเด็นใกล้เคียงกัน
(บางทีระบบก็มั่ว ..แต่คลิกอ่านเถอะ)- เลือกที่จะไม่เลือก (0.500)
- คนดีใช่ว่าจะทำในสิ่งที่ถูกต้องเสมอ (0.500)
- โศกนาฏกรรมรถตู้ยะลา:คิดได้แค่นี้ (0.500)
- เผาเถอะครับ (0.500)
- เขาเรียกว่า"เนรคุณ" (0.500)
- ไอติมขนมปัง (RANDOM - 0.500)
n/e
หมวด: 























25 June 2009 เมื่อ 11:07
แนะนำสำหรับท่านที่ต้องการอ่านข้อมูลเพิ่ม แวะไปที่
http://www.oknation.net/blog/kittinunn/2009/06/22/entry-1
แต่แนะนำให้ มอง ๆ ข้ามความเห็นผู้อ่าน
25 June 2009 เมื่อ 18:26
คนส่วนใหญ่ชอบมองสั้นๆอ่ะ
อารมณ์ประมาณซื้อไมโครเวฟผ่อนส่งกับแขกบัง ผ่อนวันละ 20 บาท แต่รวมเบ็ดเสร็จแล้วแพงกว่าตัวหมอ 3-4 เท่า แทนที่จะอดทนขายของเก็บเงินซัก 4 เดือนก็ได้แล้ว ไม่เอา ยอมจ่ายนานร่วมปี
25 June 2009 เมื่อ 18:44
@wanderer:
คงประมาณเดียวกับผ่อนเครื่องกรองน้ำ วันละบาทแถวบ้านผมกระมังครับ
เพราะคนไทยเป็นอบย่างนี้เสมอ ๆ นักการเมืองจึงเปรม
สนใจแต่เรื่องตัวเอง อะไรกระทบกับความเป็นปกติของตัวเองไม่ได้
เมื่อแรกโดนแล้วโมโหด่าทอ ก็เข้าใจได้ว่าเป็นไปตามอารมณ์ แต่หลังจากนั้นล่ะ?
25 June 2009 เมื่อ 22:07
มาเพิ่มอีกหน่อย
– ผ่าแผนฟื้นฟู ร.ฟ.ท. เปิดช่อง “นายทุน” ฮุบการรถไฟ
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9520000072100
25 June 2009 เมื่อ 22:23
รับรู้ เข้าใจ เขียนคราวนี้ได้ถูกใจมั่กๆ พี่บอริ่งเน
ราคารถเมล์ขึ้นเอาๆ แต่รถไฟไม่เคยขึ้นราคาเลย ขึ้นรถไฟไปเรียน4ปี 3 บาทเท่าเดิม มิเปลี่ยนแปลง
คนเราอ่ะน๊า เดี๋ยวนี้มองแค่ปลายนิ้วเท้าตัวเอง ไม่เค๊ยไม่เคยมองไกลกว่านั้น คนเรา…อะไรสะดวก สะบาย ตัวเองได้ ต้องมาก่อนจิงๆ นักการเมืองก้ร๊วยรวยกันทุกวัน
25 June 2009 เมื่อ 23:14
@kasma:
กรณีนี้ น้อยนักจะมีคนเห็นด้วย ทั้งคนที่ไม่เดือดร้อนก็แกว่งไปเดือดร้อนกับเขาด้วย
ธรรมดาครับ สังคมชนิดนี้ก็ประกอบด้วยผู้คนประเภทนี้ และชิบหายกันในลักษณะนี้
สมัยก่อนไปโรงเรียนก็ตั๋วสามบาทนี่แหละครับ เรียนมหาลัยก็เพิ่งพารถไฟเดินทางปัตตานี-นคร
ป.ล. ขอบคุณสำหรับคำชมครับ
26 June 2009 เมื่อ 00:26
นี่เป็นบทความแรกในเว็บนี้(ไม่ได้อ่านย้อนไปเรื่องเก่าๆน่ะนะ)ที่อ่านแล้วรู้สึกว่า เอ๊ะ ทำไมสกรอลลงไปไม่จบซะที (หรือเพราะมันดึกแล้วเลยเหนื่อยไม่มีแรงอ่าน
)
แต่เมื่อวันก่อนอ่านเปลวสีเงินไปแล้ว ประเด็นคล้ายๆ กัน
ชีวืตช่วงนี้อยู่ในกะลาอย่างแท้จริง กลับมาก็ดึกแล้ว
ตามข่าวแต่จากฟรีทีวี (ที่เล่นแต่ข่าวอะไรก็ไม่รู้อย่างที่เห็นๆ)
ไม่ค่อยได้อ่านข่าวสารบ้านเมืองจากเน็ตเลย
——-
ตอนเด็กๆลงใต้ด้วยรถไฟ+รถยนต์พ่อบ่อยสุด
เอ แต่ทำไมช่วงนี้ไปแต่รถทัวร์ นึกเหตุผลไม่ออก (เรื่องเวลามั้งคะ เพราะรีบไป รีบกลับ ไปแต่คราวจำเป็นจริงๆ)
ไม่ชอบนั่งรถทัวร์เลย กลัวอุบัติเหตุ
แถมชอบบรรยากาศ วิวทิวทัศน์รถไฟมากกว่า (แต่ถ้าสะอาดกว่านี้ก็จะดี)
26 June 2009 เมื่อ 00:36
@SE7EN:
หัวข้อนี้ยาวครับ น้อยครั้งจะเขียนยาว ขนาดนี้ ระยะหลังแตกย่อหน้าถี่ขึ้น ทำให้ยาวกว่าปกติ
เรียนหนักหรือรับน้องหว่าถึงกลับดึกทุกวัน ..ถึงว่าไม่ค่อยจะเห็นไนซ์
27 June 2009 เมื่อ 00:16
ฉันไม่ค่อยได้นั่งรถไฟเท่าไร…เมื่อยตูด…แต่ก็รู้ว่ามันคลาสสิคมาก
และอย่างน้อย…วันมุ่งหน้าไปดอนเมือง…รถไฟก็เคยมีภาพสวยๆ สีเหลืองๆ ให้ชื่นชม
ฉันจำได้นะ…เธอยังนั่งรถไฟไปเลยใช่ไหม
27 June 2009 เมื่อ 00:33
@นอ หน่อย คนมีนอ:
วันนั้นจำได้ดี เจ๊บอกว่าเป็นขบวนรถไฟที่สวยมาก เหลืองทั้งขบวน
เหนื่อย เมื่อย สกปรก หนวกหู เพราะยืนยันขากับหัวรถจักร
คนรักเราก็เยอะ คนด่าตอนขึ้นรถไฟก็แยะ
มันน่าจะให้คนพวกนั้นต้องจ่ายค่ารถไฟแพง ๆ เนาะ
เปลี่ยนมาสนับสนุนโครงการดีกว่า
30 June 2009 เมื่อ 03:37
พี่ยังมีตั๋วรุ่นนี้เก็บเอาไว้อีกเหรอ
ที่บ้านก็มีเก็บเอาไว้น่ะ แต่ไม่ได้ ไกล ขนาดนี้หรอก
แค่เช้า บ้านส้อง – นาบอน เย็น นาบอน – บ้านส้อง
รถขบวน สุราษฎร์ – สุไหงโกลก แล้วก็ สุไหงโกลก – สุราษฎร์ ราคา 8 บาท
จำได้บ่อย ๆ ว่าตอนเย็นชอบไปจอดหลีก นานๆ ที่ หลักช้าง บางที เป็นชั่วโมง
ลองถ้าเป็นตอนนี้จะได้ลงไป อัดมะเร็งที่ต้นฉำฉ่า ตรงข้ามสถานี
( เด็กลงไปนั่งเล่นตรงนั้นบ่อย เพราะรู้ว่าจอดนาน นั่งในรถมัน ฮ้อน )
นั่งขบวนนี้บ่อยจนบางทีไม่ซื้อตั๋ว เก็บของเก่าเอาไว้ให้ดี ๆ อย่าให้มีรอย
วันที่น่ะ ปั้มเอาไว้ด้านหลัง การ์ดไม่ค่อยมองหรอก
ชอบที่สุดคือ ไก่ทอด แม่ค้าขึ้นที่ นาสาร ไปลงแถว ๆ ชะอวดแล้ว ขึ้นรถเที่ยง หาดใหญ่ – ชุมพร กลับ
เที่ยวเย็น ก็มีพวกปลาหมึกแห้งบ้างไม่แห้งบ้าง มีไม้บ้างไม่มีบ้าง
พร้อมถังใส่น้ำต่างๆ มาขาย
นึกแล้วนึกถึงชีวิต ชนบท เนอะ
30 June 2009 เมื่อ 03:40
ลืมไปนอกจากชีวิต ชนบทแล้ว
อยากไปสมัครเรียน ม. 4 ใหม่ รร. ไหน เข้าจะรับบ้างไม่นี่