ทุจริตกล้ายางคือบรมชั่ว

ผมขึ้นจั่วหัวแบบนี้ท่านอาจจะรู้สึกว่าแรงไปนะครับ อาจรู้สึกเพียงว่าเป็นแค่การทุจริตกล้าไม้ธรรมดา และวงเงินไม่ได้มากมายอย่างการทุจริตในสนามบินหนองงูเห่า หรือการขายสมบัติชาติล็อตใหญ่ให้สิงคโปร์ ผมเป็นหนึ่งในคนใต้จำนวนมากที่พูดได้ว่าเป็นลูกสวนยางตัวจริง อยู่กับการประกอบอาชีพ”ตัดยาง” (ภาษาทางการเรียก กรีดยาง) ทุกกระบวนการมาตั้งแต่เด็ก ทั้งการปลูก กรีด ทำแผ่น ขาย ไปจนถึงโค่นปลูกใหม่ เรื่องที่เขียนผมจะไม่พูดถึงกระบวนการการทุจริตนะครับ (ข้อมูลส่วนนี้หาอ่านข้อมูลเบื้องต้นใน เมนูที่ ๑๘ รวมถึงเอกสารอื่นของ คตส.) ผมจะชี้ประเด็นว่าทำไมผมเรียกว่า “บรมชั่ว”

ก่อนจะเข้าเรื่องผมขอทำความเข้าร่วมกันก่อนนะครับว่า คำว่า”ยางพารา” นั้นเป็นภาษาของทางราชการ คนใต้เรียกแค่ว่า “ยาง” ตลอดทั้งหัวข้อและเนื้อหาผมจะใช้คำว่า “ยาง” นะครับ ส่วน “ยางพารา” ในความหมายของคนใต้หมายถึงเฉพาะ “ยางพันธุ์พื้นเมือง” (ภาษาเรียกของราชการ) ซึ่งหมายถึงยางพันธุ์แรกๆ ที่นำเข้ามาปลูกในภาคใต้ ตั้งแต่สมัยหลายสิบปีก่อนโน้น

ส่วนใหญ่ของยางที่นำมาปลูกในสมัยยี่สิบปีที่ผ่านมาเป็นยางปรับปรุงสายพันธฺุ์ ชาวบ้านไม่ค่อยนิยมเพราะกล้ายางและต่อตาเองแต่จะนิยมซื้อจากแปลงเพาะที่เชื่อถือและไว้ใจได้มากกว่า

ขั้นตอนการเพาะกล้ายางคือเริ่มจากการนำเอาลูก”ยางพารา” มาเพาะนานหลายเดือนจนได้ขนาดลำต้นที่แข็งแรงสมบูรณ์พอเหมาะ เหตุที่นิยมใช้เม็ดของยางพาราเพาะเป็นพันธุ์พื้นเมืองเดิม หากินเก่ง รากเจริญเร็ว เป็นฐานที่ดีสำหรับต้นที่งอกจากตาสายพันธุ์ดี  ระยะหลังเมล็ดยางพาราหาได้ยากเพราะมีพื้นที่ปลูกยางพาราเหลือน้อยลงมาก จึงมักเอาเมล็ดยางสายพันธุ์อื่นมาใช้แทน ปีที่ผ่านมามีปัญหาว่าเมล็ดยางที่มีในท้องถิ่นหาได้น้อย ต้องซื้อและขนมาจากภาคอื่น ส่วนของการเพาะเมล็ดนี้อาจปลูกทิ้งไว้ในสวนยางหรือแปลงแยกต่างหาก

หลังจากได้ต้นยางที่ขนาดเหมาะแล้วก็จะทำการติดตา ขั้นตอนนี้แหละครับสำคัญสุด ตายางต้องนำมาจากต้นพันธุ์ที่เพราะไว้เป็นพิเศษสำหรับติดตาเท่านั้น เพาะไว้เป็นแปลงแยกต่างหาก เมื่อตาต่อติดแล้วก็จะมีการตัดต้นส่วนบนทิ้ง ถอนยางมาแต่งรากและปักในถึงบรรจุดิน เลี้ยงในโรงเพาะที่มีการให้ร่มบังแดด ให้น้ำปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ จนยางแตกยอดขึ้นเป็นฉัตรแรก จึงเริ่มนำมาขาย เรียกยางพวกนี้ว่า “ยางชั้นเดียว” เป็นยางที่นำมาปลูก แต่บางทีก็นิยมเอายาง “สองชั้น” คือมีการแตกยอดชั้นที่สองขึ้นไปมาปลูก ส่วนยางสามชั้นนิยทเอามาปลูกน้อย อาจจะเอามาปลูกแทนยางทีตายก็มี –หลังจากติดตาติดแล้วอาจจะถอนมาขายเลย ยางพวกนั้นมักเรียกว่า “ยางตาเขียว” ซึ่งราคามักถูกกว่ายางชั้นเดียวราว ๕-๑๐ บาท โดยเฉพาะคนที่งบน้อย แต่การดูแลยากกว่ายางชั้นเดียวและต้องเลือกปลูกให้ถูกช่วง — ภาพด้านล่างภ่ายจากแปลงยางพันธุ์ดีในเขต อ. ทุ่งใหญ่ นครฯ ซึ่งผมไปซื้อยางสองชั้นมาซ่อมยางที่เคยปลูกและตายไปบางส่วน

ตัดแต่งรากกล้ายางที่ติดตาเตรียมใส่ถุง กล้ายางที่เพิ่งใส่ถุงตายังไม่งอก ยางตาอ่อน ยางชั้นเดียว 

เหมือนจะไม่ลึกลับซับซ้อนกว่าการติดตาผลไม้อื่นว่ามั๊ยครับ แต่ปัญหามันอยู่ตรงนี้ครับ ในแต่ละปีผู้ผลิตกล้ายางคะเนได้ว่าในปีนั้นจะมีการปลูกยางแทนยางเก่าประมาณเท่าไหร่ ข้อมูลพวกนี้มักจะมาจากสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (ผมจะเรียกสั้นๆ ตามชาวบ้านว่า “กองทุนฯ” นะครับ) ดังนั้น ผู้เพาะกล้ายางแต่ละรายสามารถเตรียมยางไว้พอเหมาะสำหรับใช้ในแต่ละปี (แม้ว่าโดยปกติจะมีการเพาะกล้ายางต่อเนื่องทั้งปี)

ทีนี้ มติ ครม. ออกเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๖ เพื่อยกเลิกมติ ครม. ชุดก่อนที่เกี่ยวข้องซึ่งออกเพื่อคุมพื้นที่การปลูกยาง (เพื่อใช้คุมราคายาง) โครงการยาง ๙๐ ล้านต้นเริ่ม ณ จุดนี้ การประมูลที่เกิดหลังจากนั้นก็ว่ากันว่าซีพีซึ่งไม่เคยปลูกยางเลยแม้แต่ซีกต้นก็ได้ไป — ธุรกิจหลักของซีพีในภาคใต้ก่อนหน้านี้คือการทำบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำ (อย่างที่เคยเช่าพื้นที่ มอ.ปัตตานี เลี้ยงกุ้ง เป็นต้น) และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง การประมูลครั้งนั้นจะสุมหัวกันฮั้วกันโกงยังไงผมจะไม่เข้าไปแตะนะครับ ไว้เป็นเรื่องของ คตส.

ขั้นตอนการประมูลเข้าใจว่าเกิดในช่วงของฤดูของการเริ่มปลูกยาง และซีพีเองถ้ามีการสมคบกันตรียมล่วงหน้ามาก่อนอย่างไรเสียคงมียางไม่พอ เพราะที่ทราบ คือ มีการกว้านซื้อยางไปจากผู้ซื้อรายย่อย การซื้อทีละล็อตใหญ่แล้วได้ราคาถูกกว่าราคาตลาดแล้วเอาไปขายแพงนั่นก็อีกเรื่องหนึ่งนะครับ –ที่ทราบราคาในตลาดปีนั้นอยู่ที่ ๑๒-๑๔ บาท (ตอนนี้ราคาอยู่ที่ราวๆ ๑๙ บาท)–แต่ผลสะเทือนคือการต้องแย่งลูกยางกัน เพราะไม่พอความต้องการ ประเด็นมันอยู่ตรงนี้แหละครับ มันนำมาซึ่งอะไรได้บ้าง

  • การเร่งเพาะทำให้ได้ต้นยางในขั้นตอนแรกที่ผมบอกไว้มีขนาดเล็กและไม่สมบูรณ์พอ หรือเอายางที่ยังไม่ได้ขนาดมาติดตา
  • ตายางจากต้นพันธุ์ที่เพราะไว้เฉพาะมีไม่พอกับความต้องการ ทางออกของผู้เพาะ คือ ไปตัดกิ่งมาจากยางที่ปลูกอยู่ตามสวนต่างๆ มาใช้เป็นตาที่จะติด ถ้าเป็นยางที่เพิ่งปลูกอายุไม่เกิน ๓ ปีก็แล้วไป แต่ถ้าเป็นยางที่เกิน ๓ ปี เขานับเป็นยาง “ตาขอย” ผลคือได้ยางที่ไม่สมบูรณ์และคุณภาพต่ำ

เมื่อเอากล้ายางคุณภาพต่ำไม่สมบูรณ์ผมคงไม่ต้องบอกนะครับว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ข้อมูลเท่าที่เราทราบๆ กันอยู่คือยางที่นำไปปลูกตายเยอะมาก นั่นก็มาจากต้นที่นำมาติดตาไม่สมบูรณ์พอประกอบกับตายางคุณภาพต่ำอีกจึงได้ต้นกล้าคุณภาพต่ำ ไม่แข็งแรง การส่งช้าก็เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้การปลูกไปติดช่วงหน้าแล้ง ซึ่งคนใต้น้อยคนนักที่จะปลูกยางช่วงแล้ง (บางท่านอาจคิดว่ารดน้ำช่วยเอาก็ได้ รดน้ำช่วยช่วงสามสี่ปีแรกทำได้ครับ ในช่วงหน้าแล้งต้องรดน้ำให้ถึงและรดทุกวัน ไม่ใช่รดอาทิตย์ละครั้ง ไม่งั้นตายหนักกว่าเก่า — แบบนี้ทำได้มั๊ยครับ?)

และที่เรียกกันว่ายางตาสอย (คนใต้เรียก “ตาขอย” — คำว่า”ขอย” คือ “สอย” ในภาษาภาคกลาง) คือการตัดเอากิ่งยางที่ปลูกในส่วนยาง (ไม่ใช่ที่เพาะไว้เฉพาะ) ที่อายุเกิน ๓-๔ ปีไปแล้ว กล้ายางจากยางตาขอยนี่ต้องระวังให้มาก เพราะมักมีการลักทำอยู่เนืองๆ แม้จากแปลงเพาะที่ผ่านใบรับรองแล้วก็เถอะ — ภาพด้านล่างบนสุดเป็นภาพยางที่เขาเพาะไว้สำหรับตัดกิ่งไปติดตา ภาพซ้ายล่างยางอายุปีกว่า ยางแบบนี้ตัดกิ่งไปติดตาได้ ภาพขวาล่างเป็นยางอายุสี่ปี ตัดกิ่งแบบนี้มาติดตาจะถูกเรียกเป็นยางตาขอย

ต้นพันธุ์สำหรับตัดกิ่งติดตา ยางที่ปลูกแล้วอายุปีกว่าต้นสมบูรณ์ ยางอายุสี่ปี

กล้ายางจากยางตาสอยนั้นถ้าไม่ตายแต่ยังเล็กก็ส่งผลระยะยาวครับ คือ โตช้า ต้นไม่สมบูรณ์และให้น้ำยางไม่ดี ยางที่ตัด (กรีด) ได้ที่สมบูรณ์ซัก ๑ ไร่ให้ยางแผ่นประมาณ ๓-๔ แผ่น ต่อวัน (ประมาณ ๓-๕ กิโลกรัม น้ำหนักแห้ง) มีซัก ๕-๑๐ ไร่ ถ้าตัดเองก็พออยู่ได้ครับ (หมายเหตุตรงนี้นะครับว่าขึ้นกับสายพันธุ์และวิธีการตัด เช่น ตัดสามวันเว้นหนึ่งวัน หรือสองเว้นหนึ่ง หรือวันเว้นวันแล้วแต่พันธุ์ยาง) แต่ถ้าเป็นยางที่ไม่สมบูรณ์ให้น้ำยางน้อยผมคงไม่ต้องบอกนะครับว่าเกิดอะไร

แบบนี้มันเหมือนฆ่าคนทั้งเป็นนั่นแหละครับ เอาอาชีพไปให้ หลอกให้กู้เงิน หลอกเลี้ยงยาง ๖-๗ ปี (ไม่รวมที่ต้องซ่อมอีกไม่รู้เท่าไหร่ — ซ่อมยางค่าใช้จ่ายแพงนะครับ แพงกว่าเลี้ยงยางดีตั้งแต่ต้นมาก) กว่าจะตัดได้แล้วได้ผลผลิตต่ำ คนที่จนอยู่ก็วนอยู่กับวังวนความจนไม่รู้จบ ไม่พออยู่พอกินแถมยังมีหนี้ให้ต้องแบก

เลือดเย็นแบบนี้ไม่เรียกว่า “บรมชั่ว” ให้เรียกอย่างไร? จะทำโครงการมันไม่แปลกหรอกครับถ้าเตรียมโครงการล่วงหน้าก่อนหนึ่งปีนั่นยังพอรับได้ครับ — ยางที่ส่งไปขายผมเคยเห็นแล้วล่ะครับแต่ไม่เคยได้ถ่ายรูปไว้ ถ้าให้บอกตรงๆ ให้เอาไปทำปุ๋ยผมก็ไม่เอาหรอกครับ

ลางคนอาจจะบอกว่า ถ้ากรีดไม่ได้ก็โค่นขายไม้สิ ใครถามแบบนั้นผมจะถามกลับว่าบิดาคนนั้นจะรับซื้อหรือเปล่า? ยางอายุ ๖-๗ ปี เอาไปทำพระแสงของ้าวอะไรไม่ได้ครับ ใครก็ไม่รับซื้อ มันไม่ใช่ยูคาลิปตัสนะครับ และถึงขายได้มันก็ไม่คุ้มกับทุนที่ลงไป — พอนะครับ เขียนยาวไปแล้วล่ะ

ผมขอตบท้ายอีกหน่อยครับ การมีมติ ครม. ให้กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางเอาเงินเข้าไปช่วยโครงการยาง ๙๐ ล้านต้นสำหรับสายตาคนใต้อย่างผมมันอุบาทว์ครับ มันขัดเงื่อนไขของกองทุนฯ เพราะแปลงที่จะปลูกยางที่จะขอรับทุนได้ต้องเป็นแปลงที่มียางปลูกอยู่เดิมแล้วเท่านั้น ก่อนขอรับทุนต้องให้เขามาตรวจสวนก่อน หรือสวนยางเดิมที่รับทุนอยู่แล้วจะขอทุนปลูกใหม่เขายังกำหนดเลยว่ายางเดิมโค่นได้เมื่อไหร่ แล้วไอ้ลักลั่นให้ทุนกับแปลงที่ไม่เคยปลูกยางมาก่อนเลย คนเขาจะรู้สึกยังไง

(หมายเหตุสำหรับท่านที่ไม่ทราบ เงินกองทุนมาจากเงินที่ตัดออกจากราคายางที่ขายในตลาด คือ ถ้าราคาที่จะส่งออกขายราคา ๔๗ บาท ชาวบ้านจะขายได้จริงที่ราคา ๔๕ บาท อีก ๒ บาท ถูกชักหัวคิวเข้ากองทุนฯ)

Posted in ทัศนะ and tagged , . Bookmark the permalink. Print

About n/e

ชายไทยไม่ระบุชื่อ สิ่งมีชีวิตเขตร้อน เกิดและเติบโตเหนือเส้นศูนย์สูตรเล็กน้อย รักในกาแฟรสขมเข้ม นิยมความเงียบ กินอยู่หลับนอนกับแมว ๑๖ ชีวิต
Use Coupon Code: boringdays for $9.94 discount

One Response to ทุจริตกล้ายางคือบรมชั่ว

  1. Pingback: คนใต้ก็กินหญ้าเป็นนะเฟ่ย | Boring Days