นา หนู งู และนักการเมือง
ลำดับที่ 348 • 22 March 2008 - 14:28
เพิ่งจะอิ่มแปร้กับแกงส้มราดข้าวสวยร้อนๆ ตามด้วยซดน้ำแกงเลียงใบตำลึง อร่อยสดชื่น เหมาะกับอากาศร้อนๆ อย่างนี้ กินของมันๆ ตอนหน้าร้อนมันพาลจะเหนื่อยและหมดแรง นึกถึงสมัยทำงานกับชาวบ้าน ออกหาปลากลางเที่ยงช่วงแดดเปรี้ยงๆ แบบนี้แหละ ได้ลมทะเลพัดให้คลายร้อน ขึ้นเที่ยงเอาเรือเข้าเทียบเกาะ ซดแกงส้มกับต้มส้มปลา ชื่นใจอย่าบอกใคร หลับงีบเล็กๆ แล้วไปต่อ
เสร็จจากเรื่องอิ่มท้อง เข้าเว็บไทยโพสต์ไปอ่านบทความของเฮียเปลว สีเงิน ย้อนหลัง เมื่อวานไม่ได้ อ่าน ก็เพิ่งรู้ว่าตกข่าวหนูระบาดที่กระทรวงสาธารณสุข อ่านปนสงสัย..เอ๊ะ ไม่ใช่ผีป่าหรอกหรือที่กระทรวงนั้น หลายวันก่อนมีข่าวลงยันต์ลงชื่อขับไล่กันอยู่ เรื่องหนูๆ ไพล่นึกถึงหนูนาลูกปลาไหล ที่วานซืนออกมาตีโพยตีพาย พรรคปลาไหลหนูถูกผู้ใหญ่รังแก วันรุ่งปลาไหลตัวพ่ออีกมาชักดิ้นชักงอเยี่ยวเล็ดผ้าอ้อม ไม่รู้ใบสั่งผู้ใหญ่หรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ การ “เสียสัจจ์” ครั้งนั้น “เพื่อชาติ” คนไทยควรสำนึกบุญคุณ
พูดเรื่องหนูทำให้นึกขึ้นได้ว่า ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ยางแปลงที่เพิ่งปลูกใหม่ที่บ้านมีปัญหาหนูกัดแทะรากจนยืนต้นตาย บางแปลงยางอายุสองสามปีแล้วยังโดนแทะ เป็นเรื่องเสียหายสำหรับสวนยางครับ เพราะยางอายุสามปีขึ้นไปแล้ว ปลูกซ่อมเข้าไปก็ยากที่จะไล่ทัน เร่งปุ๋ยมากโตไวก็จริง แต่เนื้อไม้อ่อน เจอลมหน้าแล้งเข้าต้นยางโค้งเคารพท่านประธานเป็นแถบๆ
สมัยเด็กเวลาเข้าหน้าแล้ง ชอบไปวิดปลาในนา ตอนนั้นยังสมบูรณ์อยู่ครับ หาปลามาแกงได้เยอะแยะ ไม่ต้องซื้อ แต่ที่ไม่ชอบสุดๆ คือ งู โดยเฉพาะงูเห่า เคยจ้องหน้ากันมาหลายครั้ง ต่างคู่ต่างไม่ถูกชะตา คนกลัวงูเป็นธรรมดา งูก็กลัวคนเป็นธรรมดาเช่นกัน ถ้าไม่แย่งกันเผ่นก็ต้องมีเหตุลงไม้ลงมือ ช่วงสิบปีที่ผ่านมา นาส่วนใหญ่ในภาคใต้ถูกเปลี่ยนเป็นสวนยาง เหตุเพราะปลูกข้าวไม่คุ้ม ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ออกไปแพงกว่าซื้อข้าวกิน ครั้นไม่ได้ทำจะทิ้งร้างก็กระไรอยู่ ส่วนใหญ่จึงเปลี่ยนจากนามาเป็นสวนยาง ที่ไหนต่ำก็ยกร่อง
มีนาต้องมีหนู มีหนูต้องมีงู เป็นวงของมันอย่างนี้เป็นธรรมชาติ หนูเป็นอาหารของงู ถ้าในนา-รอบนามีของกินอุดม หนูจะเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว มีหนูมากก็มีอาหารสำหรับงูมาก งูกินอิ่มขยายพันธุ์มากขึ้น กินหนูมากขึ้น หนูลด-งูลด เป็นธรรมชาติที่คุมกันอย่างนี้
ด้วยปัจจัยหลายอย่าง เราทำให้งูลดจำนวนลงอย่างมากเกินระดับสมดุล คนใต้เปลี่ยนนาแต่เดิมเป็นสวนยาง หนูจากที่เคยอยู่นาเป็นหนูสวนยาง ถ้าสวนยางแปลงไหนรกหน่อยมีหญ้าคลุมเยอะ หนูจะกินรากโคนของยางเป็นอาหาร และเป็นที่ลับฟัน ที่นี้เรียบร้อยกันเลย เจ้าของต้องฉีดหญ้าให้เตียนหนูจะได้ไม่อยู่ แต่ปัญหาแก้ได้ไม่หมดเพราะสมดุลเสียไปแล้ว
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าธรรมชาติมีสมดุลคอยควบคุมให้กระบวนการเดินต่อไปได้ บ้านเมืองก็เช่นกัน ถ้ามีแต่หนูก็จะกัดกินบ้านเมืองจนฉิบหาย ต้องมีกฎและมีงูมาควบคุมปริมาณหนูให้อยู่ในจุดสมดุล
ถ้าหนูมันมากนัก ก็ต้องมีงูมาหยิบหนูออกไปจากระบบ สังคมหนึ่งๆ มีเครื่องไม้เครื่องมือหลากหลาย ทั้งเครื่องมือทางด้านศิลธรรมอันเป็นเครื่องมือชั้นสูง และเครื่องมือที่เรียกว่ากฎหมายที่เป็นมาตรฐานระดับต่ำสุด กฎหมายและศีลธรรมในโลกนี้ร้อยทั้งร้อยเกิดจากเหตุ ถ้าไม่มีเหตุไม่จำเป็นต้องมีกฎถูกไหม
เหตุมีน้อยกฎกติกาย่อมมีน้อย เหตุมีมากกฏกติกาย่อมหยุมหยิ๋มตาม
ถูกอย่างที่คนอย่างสมัคร สุนทรเวชว่าไว้ครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้หยุ๋มหยิ๋มจนขยับไม่ได้ มีที่มาจากความเกลียดชังรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร แต่พูดไว้ไม่สุด ถ้าให้สุดต้องต่อด้วยว่าความเกลียดชังนั้นมาจากความระยำต่ำช้าที่ทักษิณ ชินวัตรทำไว้กับบ้านเมือง อย่างนี้ถึงจะครบถ้วนกระบวนความ
ในนา งูมีหน้าที่ต้องหยิบหนูออกจากระบบเพื่อรักษาสมดุล งูอยู่ได้ หนูอยู่ได้ และไม่เกินกำลังที่นาจะแบบกรับได้
ขณะที่กระบวนการงูจับหนูกินกำลังดำเนินไป หนูย่อมดิ้นส่งเสียงดังเป็นธรรมดา เช่นเดียวกับคนอย่างกัญจนา ศิลปะอาชา บรรหาร ศิลปะอาชา สมัคร สุนทรเวช และบรรดาหนูสกปรกในพรรคพลังประชาชนย่อมต้องออกมากรีดร้อง โวยวาย และดิ้นทุกทางเพื่อหนีตาย เป็นธรรมดาและเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง
ธรรมชาติของบ้านเมืองไทยจะแปลกแปร่งก็ตรงที่งูไม่ค่อยจะอยากกินหนู เพราะบางตัวได้รับการส่งเสียเลี้ยงดูจากหนู บางตัวมีความคิดวิปริตว่าถ้ากินหนูแล้วบ้านเมืองจะเสียหาย บางตัวคบหากับหนูแล้วสมประโยชน์กัน บางตัวบางพวกทะลึ่งสวามิภักดิ์ยอมตัวรับใช้เป็นสมุนของหนู
เป็นอย่างนี้ไงเล่ามันถึงผิดเพี้ยนกันไปหมด ครั้นเจ้าของนาทนเสียไม่ไหวลุกขึ้นมาไล่ ทั้งงูชั่วหนูเลวก็ดาหน้าออกมาฟ่อๆ
เอาเถอะครับ ขอจบนิทาน นา หนู งูและนักการเมืองแบบดื้อๆ ห้วนๆ แบบนี้แหละ แล้วรอดูกันต่อว่าทั้งหนูทั้งงูจะตายกันไปกี่ตัว เจ้าของนาจะบาดเจ็บแค่ไหนในภาวะที่ไร้สมดุล
ผมทิ้งท้ายฝากถึง พรรคปลาไหล พรรคน้องจมูกฟีบ และพรรคพลังนอมินีหน่อยว่า ถ้าจะดิ้นหนียุบพรรค ความในรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๓๗ ที่ว่า “หัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ใด มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย….ให้ถือว่า พรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ” อย่าพริ้ว อย่าลีลา อย่าแถ และอย่าทะลึ่งแก้รัฐธรรมนูญให้เสียเวลา บอกไปโต้งๆ แอ่นอกพูดเลยว่า กรรมกรรมบริหารพรรคที่ถูกใบแดงนั้น ไม่ได้มีส่วนรู้เห็น ไม่ได้ปล่อยปละละเลยให้มีการซื้อเสียง แต่ลงมือเอง ทำเอง ตบท้ายไปด้วยเลยว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุไว้เรื่องลงมือทำ! เอากันอย่างนี้เลยง่ายสุดๆ ดิ้นไปตามขอบ-ซอกตัวอักษรนั่นแหละ
ป้าย:
หมวด: 








ชายไทยไม่ระบุชื่อ อายุอานามสามสิบกว่า เด็กบ้านนอกมาอยู่กรุง นิยมความเงียบ กาแฟรสขมเข้ม ชอบอ่าน(หนังสือ)มากกว่าดู(ทีวี) n/e เป็นสิ่งมีชีวิตเขตร้อน ไม่นิยมอากาศหนาว เป็นคนใต้อยู่ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่เอาเหลี่ยมมาตั้งแต่ ๒๕๔๓














22 March 2008 เมื่อ 19:33
555 ชอบย่อหน้าสุดท้าย
24 March 2008 เมื่อ 18:12
[...] ตามมาตรา ๒๓๗ แต่ซ่องโจร-รังเอี๊ยในคราบพรรคการเมือง..ไม่เกี่ยวเฟ่ย!! [...]