ขึ้นหัวข้อแบบนี้อย่างเพิ่งสงสัยหรือตั้งคำถามว่าผมจะชวนคุยชวนวิเคราะห์อะไรออกไปไกลนะครับ ไม่ได้ชวนคุยเรื่องระบบการศึกษานะครับ เขียนเรื่องนี้เพียงแค่เพราะช่วงหลังนี่สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง ที่ออกไปในทิศทางคล้ายๆ กัน
มีเสียงบ่นแว่วๆ บ่อยครั้งเกี่ยวกับนักข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล (ขอเว้นไม่พูดถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนจาก “ขี้ข้า” มาเป็น “หมาดอใหญ่” ในช่วงหลังๆ นี้นะครับ) ในระยะหลังที่เป็นสภาพจากต่างคนต่างทำต่างเขียนข่าวส่งต้นสังกัด มาเป็นถ่ายเอกสารแจก ..คุ้นๆ มั๊ยครับ?
บทสำคัญสุดของนักข่าวภาคสนามอย่างหนึ่ง คือ เป็นคนกำหนดหัวข้อข่าว หรือ news maker แล้วเป็นคนกำหนดหัวข่าวที่มีบทบาทสุดเนื่องจากเป็นคนที่อยู่ชิดกับแหล่งข่าว และเป็นคนยิงคำถาม และกำหนดตำถาม! การยิงคำถาม คือ การกำหนดประเด็นนั่นแหละ และกำหนดหัวข้อข่าวที่จะนำมาพาดในหนังสือพิมพ์ หรือออกอากาศ
![]()
การตั้งคำถามที่ต่างกัน หรือกำหนดคำถามที่ต่างกัน ทำให้โทรทัศน์หนังสือพิมพ์ได้มุมมอง ประเด็น หรือรายละเอียดที่ต่างกันออกไป นั่นคือความหลากหลายในแง่มุมของแต่ละเรื่อง คนรับสารจะได้ข้อมูลจากหลายๆ ด้าน หลายมุมมอง การถามเรื่องเดียวกันแต่ต่างกันที่คำถามและวิธีถาม สะท้อนผลหรือข้อมูลออกมาแตกต่างกัน
แล้วทำไมระยะหลังถึงมี “ตัวเอ้” ถ่ายเอกสารข่าวแจกจ่าย
ในมหาวิทยาลัย (ผมไม่แน่ใจว่ามีแบบนี้ในระดับมัธยมหรือไม่ในยุคปัจจุบัน) อาจารย์ฯ ตั้งแต่ระดับจบใหม่ๆ จนไปถึงรองศาสตราจารย์ หรือศาสตราจารย์ โดยรวมมีวิธีการอย่างหนึ่งที่คล้ายกัน คือ ถ่ายเอกสารเนื้อหาที่จะเรียนในวันนั้นๆ หรือบทนั้นๆ แจก หรือไม่ก็บรรยาด้วยแผ่นใส แล้วก็จะมีใครซักคนในห้องเรียน เป็น “ตัวเอ้” ขอแผ่นใสจากอาจารย์ไปถ่ายเอกสารแจกกัน ภาพเหล่านี้ผมเห็นมาสิบกว่าปี ตั้งแต่ระดับปริญญาตรี โท และรวมกระทั่งปริญญาเอก
มันบอกอะไรครับ?
ผมทิ้งสองภาพและจุดเชื่อมแต่ไว้แค่ตรงนี้นะครับ ที่เหลือคุณคิดต่อเอง.. ผมเพียงอยากสรุปที่ส่วนปลายสุดว่า นี่คือภาพสะท้อนความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงของระบบคิดของคนในสังคมไทย
ทิ้งท้ายและนอกเรื่อง สาวสวยรูปร่างดีแต่งตัวดีนางหนึ่งเดินผ่านถนนหน้าตึก ในมือถือแก้วพลาสติกใส่น้ำอัดลม เดินดูดมาสองสามอึกแล้วก็โยนแก้วไปข้างทาง วันก่อนหน้าเธอบ่นกับเพื่อนว่าแถวตึกเราสกปรกจัง ขยะทั้งนั้น คนแถวนี้นิสัยมักง่าย

ก็อย่างว่า คนรุ่นใหม่ มักง่ายมากขึ้น
ผ่อนปรนกับตนเองแต่เข้มงวดกับผู้อื่น
ผมถึงแปลกใจ และติดตาม Boring Days
เพราะคุณคิดแปลกดี เหมือนจะโบราณแต่ทันสมัยและมีวัฒนธรรม
วันนี้เลยย้อนกลับไปอ่านงานทั้งหมดของคุณ :
ขอบคุณครับพี่ ส่วนใหญ่เขาก็ว่าผม “บ้า”
ผมชอบคำนี้แงะ “ผ่อนปรนกับตนเองแต่เข้มงวดกับผู้อื่น” เหมือนว่าเราเป็นกันทุกคน
แต่อีกมุมก็ต่างไปอีก กับคนไทยเหมือนกันทำยังกะจะกินเลือดกินเนื้อ กับฝรั่งละพินอบพิเทา พี่เจอคนแบบนี้เยอะมั๊ย?
จบช่างกลมาผมก็ทำงานกับฝรั่งเอาเป็นว่า 100 คนดีซะ10 คน
:555+:
แต่สิ่งที่ได้คือ ความรู้ อย่างเจอเลวที่สุดแล้วก็ได้ภาษา
ตอนแรกก็เจอ กับคนไทยเหมือนกันทำยังกะจะกินเลือดกินเนื้อ กับฝรั่งละพินอบพิเทา
แต่หลังจากผมมีปัญญาประดุจดังอาวุธ คือพูดได้ คนพวกนี้จะพินอบพิเทา
และในเวลาต่อมา ผมก็กลายเป็น
กับคนไทยเหมือนกันทำยังกะจะกินเลือดกินเนื้อ กับฝรั่งถ้าเถียงไม่ทันหรือฟังไม่รู้เรื่องให้ตบโต๊ะไว้ก่อน
ผมจะเน้นฟังความมันให้จบ นิ่งๆ แล้วค่อยหักคอ
หลักๆ คือ ผมไม่เชื่อว่า สมองมันดีกว่าเรา ผมไม่เชื่อว่าวัฒนธรรมมันดีกว่า ทั้งหมดเป็นแค่ความแตกต่างหลากหลาย
ถ้าดูถูกกันก็เลิกคุย
ผมก็ไม่เชื่อว่า สมองมันดีกว่าเรา
:ยิ่มแฉ่ง
ผมเจอ โง่ ถึงโง่บัดซบ
แต่ก็พอมีสิ่งดีๆให้เลือกได้บ้าง
บ้างเรื่องแกล้งโง่หรือไม่รู้เสียบ้าง
ชีวิตจะได้ไม่วุ่นวายมาก
คิดแบบเดียวกับพ่อผมเลย ไม่รู้เสียบ้าง
วันนี้ลาก่อน ตามเก็บ อ่าน อันที่พลาดไปยังไม่หมดเลย
จันเกอ = เจอกัน