ใบเสร็จเขาพระวิหาร

Date 24 May 2008 - 15:29

หากย้อนกลับไปเมื่อครั้งปลายรัฐบาล “ยุทธ์ เขายายเที่ยง” ที่ประชุมสภากลาโหมทะลุกลางปล้องขึ้นมาเรื่องการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก และกลับท่าที่ในวันพรุ่ง แม้มีการกลับท่าทีก็ตามแต่เป็นการ “ปลุก” สายตาของหลายคนให้หันไปจับจ้อง ประเด็นอยู่พ้นคำถามที่ว่า “เขาพระวิหารเป็นของใคร” เพราะเรื่องนี้จบในแง่กฏหมายระหว่างประเทศมาหลายสิบปี และผมไม่ชวนถกเถียง ปัญหาอยู่ที่อาณาบริเวณรายรอบ ๔-๑๐ ตารางกิโลเมตร ที่เป็นเขตอุตยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ที่จะถูกผนวกรวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการขึ้นทะเบียน โดยฝ่ายทหารและหลายภาคส่วนแสดงความกังวลว่านี่จะเป็นการนำไปสู่ “การเสียดินแดน” ครั้งที่ ๑๕

ขณะที่หลายฝ่ายทุกทักท้วง ทางถามแต่รัฐบาลพรรคพลังประชาชนไม่แสดงความกระตือรื้อร้นใดที่จะตอบคำถาม เคลื่อนไหวใดที่จะคลายความสงสัยของสังคม ซ้ำทำตัวประหนึ่ง “หรี่ตาให้เขมร” จนถูกตั้งถามในทำนองว่ามีการแปลกเปลี่ยนผลประโยชน์อะไรกันอย่างไร ชี้เป้าไปที่การเดินทางไปเล่นกอล์ฟที่เขมรของผู้ต้องหาคดีอาญาแผ่นดินเชื่อมโยงไปที่ผลประโยชน์ในการขุดเจาะน้ำมัน คำถามที่ว่ามีบางคนกำลัง “เอาแผ่นดินไปแลกน้ำมัน” จึงมีสุ้มเสียงดังขึ้นตามลำดับ

กระทั่งมีใบเสร็จสองใบจากผู้นำรัฐบาลกัมพูชา ใบเสร็จแรกออกมาจากรัฐมนตรีพาณิชย์เขมร ว่าฝ่ายไทยโดยใครบางคน เริ่มก่อน พยายามโยงเรื่องเขาพระวิหาเข้ากับแหล่งน้ำมันบนพื้นที่ทับซ้อนเขตเขมร “โยง” ในความหมาย เอานี่ไป-เอานั่นมา

ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่อุทยานฯ และอีกหลายส่วนเปิดเผยผ่านหลายรายการในเอเอสทีวี ระบุว่าเขมรมีการ “วาดแผนที่ใหม่”เพื่อเสนอขอขึ้นทะเบียนฯ แผนที่ใหม่รุกล้ำเข้ามาในเขตไทย ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลพลังประชาชนที่ถูก “จับได้” ว่าไม่ได้ยื่น “คู่ขนาน” เข้าไปตามข้อตกลงเดิม ยืนกระต่ายขาเดียวว่า “เขมรขอขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท” ทั้งจาก “ไอ้จมูกถอก” สมัคร สุนทรเวช และ “หมาเหล่ทุนหลวง” นพดล ปัทมะ ที่ยืนยันซ้ำหลายครั้งที่ถูกสัมภาษณ์

prasat-preah-vihear

กระทั่งร้อนจนหมาเหล่ต้องโร่ไปยูเนสโก้ เพื่อประชุมร่วมกับกัมพูชาและเจ้าหน้าที่ยูเนสโก้ที่กรุงปารีส เมื่อวันที่ ๒๒ ที่ผ่านมาพร้อมคณะผู้แทนไทย เมื่อกลับมาแถลงว่าพูดกันฉันมิตร “ร่วม ๑๐ ชั่วโมง”? อ้างอิงข่าวจาก ท่อนหนึ่งกล่าวว่า

นายนพดล กล่าวว่า กัมพูชายอมรับการเปลี่ยนแปลงการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร โดยจะขอขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทเป็นมรดกโลก และในวันที่ ๖ มิ.ย.นี้ กัมพูชาจะส่งแผนที่ใหม่ ที่แสดงขอบเขตตัวปราสาทให้ฝ่ายไทยและยูเนสโกพิจารณาอีกครั้ง …

‘เรื่องนี้ถือเป็นความสำเร็จ โดยเฉพาะเรื่องการอ้างสิทธิพื้นที่ทับซ้อน และไทยสามารถรักษาสิทธิทางเขตแดนไว้ได้อย่างสมบูรณ์  โดยจะไม่ส่งกระทบต่อสิทธิของแต่ละฝ่าย ในการจัดทำหลักเขตแดนในบริเวณดังกล่าวร่วมกันในอนาคต’

นายนพดล กล่าวต่อว่า ข้อตกลงดังกล่าวได้บันทึกไว้เป็นร่างคำแถลงการณ์ร่วม (Joint Communiqué) ซึ่งได้ตกลงกันอย่างชัดเจนว่า แต่ละฝ่ายต้องนำผลการหารือครั้งนี้ ขอความเห็นชอบจากรัฐบาลของตัวเองก่อน และจะต้องพิจารณาว่า แผนที่ที่ได้รับการแก้ไขแทนแผนที่เดิม ที่กัมพูชาเคยใช้ประกอบในการขอขึ้นทะเบียน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๐ มีความเหมาะสมหรือไม่ ส่วนพื้นที่ทับซ้อน ทั้ง ๒ ฝ่ายจะพิจารณาร่วมกันอีกครั้งเมื่อถามว่า เหตุใดกัมพูชาจึงเปลี่ยนแปลงท่าทีดังกล่าว …

เป็นคำตอบในตัวต่อข้อสงสัยที่ว่า “เขมรไม่ได้เสนอแต่ตัวปราสาท”อย่างที่นายสมัครและนพดลพยายามกล่าวอ้างและยืนยันเป็นกระต่ายขาเดียวมาตลอด เหตุใดเขมรถึงต้องจะเปลี่ยนแปลงการขอขึ้นทะเบียนและแผนที่ใหม่ ถ้าเดิมไม่รวมเอาเขตของไทยเข้าไปด้วย

ถ้าอย่างนั้น นายสมัคร สุนทรเวช รวมถึงนายนพดล ปัทมะ เอาที่ไหนมาพูดยืนยันเป็นมั่นเหมาะ ว่าแต่เดิมเขมรไม่ได้รวมเอาเขตไทยเข้าไปด้วย!?

ต่อมา นี่คือใบเสร็จและหลักฐานว่า ก่อนนี้มีการหลับตาข้างเดียว ยอมๆ ให้เขมรงุบเขตไทยเพื่อแลกประโยชน์

ใครจะไปรู้ การไปครั้งนี้ของหมาเหล่อาจไม่ใช่เพราะแรงกดดันจากสังคมก็ได้ แต่ไปตาม “คำสั่งนาย” เพื่อกดดันต่อรองจะเอาแหล่งน้ำมัน “ถ้าไม่ให้โน่น อันนี้ก็อย่าเอา” ทำนองนั้น ลองแว่วฟังต่อให้สิ้นกระแสนะครับ เพราะเรื่องยังไม่จบ เป็นแค่ขั้นตอนการชักแผนที่กลับ ไม่แน่ว่าถ้าการต่อรองเรื่องแหล่งน้ำมันลงตัว เขมรอาจได้ “ใบผ่าน” ให้เอาพื้นที่รอบเขาพระวิหารไปก็ได้



ความเดิมประเด็นใกล้เคียงกัน

(บางทีระบบก็มั่ว ..แต่คลิกอ่านเถอะ)
Use Coupon Code: boringdays for $9.94 discount


11 ความเห็น ใน “ใบเสร็จเขาพระวิหาร”

  1. Sittingbull

    ผมเข้าใจว่า เหลี่ยมติดใจในรสน้ำมัน แต่ผมไม่แน่ใจว่าจะไปสืบหาจากไหน แต่พูดๆกันว่า บริษ้ท เพิรล ออย ( Perl oil) ที่อยู่ในอ่าวไทยเป็นของเหลี่ยมในนาม สิงคโปร์ ก็คงอยากได้ส่วนที่ติดกับเวียดนาม :หื่นๆ:

  2. n/e

    ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่จะได้ไปคุ้ยหาต่อ

    - http://www.positioningmag.com/.....x?id=25845
    - http://www.pearlenergy.com/

    ข้อมูลจาก
    http://www.pearlenergy.com/ind.....f58f6c4c50

    Pearl Energy is an upstream oil and gas company with exploration, development and production activities in Southeast Asia. Pearl is a wholly owned subsidiary of Mubadala Development Company, the investment and development firm of the Abu Dhabi Government in the United Arab Emirates.

  3. FooLsHanG

    น้ำมันกินอร่อยหรือไงถึงกับยองเอาที่ดินของประเทศไปแลก :แม่มๆ:

  4. นายทอมสัน

    เห็นด้วยกับใจความของกระทู้ว่า รัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวชโดยการร่วมรู้เห็นเป็นใจของรัฐมนตรีต่างประเทศนายนพดล ปัทมะ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยเจตนามิชอบที่อาจทำให้ประเทศชาติเสียประโยชน์และอธิปไตยแห่งดินแดนโดยรอบเขตเขาพระวิหาร ทั้งนี้ ความเป็นไปโดยแนวทางของเรื่องนี้ส่อเป็นการเอื้อประโยชน์โดยมิชอบต่อกลุ่มทุนทางธุรกิจพลังงานที่ยังส่อพฤติกรรมเชื่อมโยงไปถึงอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ซึ่งกำลังต้องข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการว่าทุจริตต่อประเทศชาติโดยอาศัยอำนาจหน้าที่โดยตำแหน่งเพื่อประโยชน์ส่วนตัว

    โดยความเห็นส่วนตัวแล้ว รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวชไม่น่าไว้วางใจให้บริหารราชการแผ่นดินอีกต่อไปแล้ว พรรคฝ่ายค้านในรัฐสภาและบรรดาสมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหา ควรดำเนินการตั้งกระทู้ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้แล้ว ผมขอเสนอประเด็นในการตรวจสอบ

    1. อธิบดีกรมสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ถูกสั่งย้ายโยอ้างความเหมาะสมนั้น ใช่หรือเปล่าที่อธิบดีคนนี้เป็นผู้รับผิดชอบการติดตามกรณีเขาพระวิหารกับยูเนสโก และเป็นทั้งผู้ที่แปลเอกสารจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯกรณีบริษัทอเมริกันให้สินบนเจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทยในการประมูลเครื่อง CTX ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

    2. จริงหรือไม่ที่รัฐมนตรีต่างประเทศได้รับการเตือนตามเอกสารสายงานภายในกระทรวงต่างประเทศเกี่ยวกับเขาพระวิหารนี้ตั้งแต่สัปดาห์แรกของการเข้ารับหน้าที่ แล้วเพิกเฉยจนกระทั่งถูก เอ.เอส.ทีวี โดยคุณสนธิขุดคุ้ยเรื่องนี้ขึ้นมา ถึงได้ลุกลี๊ลุกลนบินไปเจรจากับกัมพูชา

    3. เรื่องที่นายกรัฐมนตรีประกาศยอมให้ขึ้นราคาน้ำตาลในสต๊อคของฤดูกาลผลิตที่แล้ว ซึ่งยังไม่ถูกกระทบโดยปัจจัยการผลิตด้านราคาน้ำมันและสาธรณูปโภคพื้นฐาน แทนที่จะรอให้ขึ้นราคาในฤดูกาลผลิตหน้าซึ่งจะสะท้อนต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นจริง โดยให้ราคขึ้นมาถึง 40% ส่อเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อโรงงานน้ำตาลบนความเดือดร้อนของประชาชนทั้งประเทศ เรื่องนี้สมควรตั้งกระทู้ตรวจสอบได้แล้ว ทำไมสภาฯผู้แทนและวุฒิสภาไม่ทำงานตรงจุดนี้????

    4. การที่ ป.ต.ท. กำไรกว่าแสนล้านปีที่แล้ว และทำกำไรไตรมาสแรกปีนี้เกินกว่า 5 หมื่นล้านแล้ว เป็นเรื่องจริงหรือไม่? หากจริงแล้วการทำกำไรของ ป.ต.ท. มีประโยชน์อะไรต่อประชาชนและประเทศชาติโดยรวม????? ในเมื่อเป็นการคงการทำกำไรบนหายนะทางเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน สัญญาของรัฐบาลที่แล้วในการชี้ชวนสนับสนุนให้นำหุ้น ป.ต.ท. ออกขายเพื่อแปรรูปเป็นบริษัทอ้างความคล่องตัวและประสิทธิที่ภาพในการบริหารต้นทุนพลังงานของประเทศเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติโดยรวม ทุกวันนี้ก็เท่ากับเป็นคำโกหก เป็นเรื่องไม่จริง แต่กลับเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มธุรกินพลังงานและกลุ่มทุนของรัฐบาลสิงค์โปร์เป็นหลัก จนทุกวันนี้แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินให้แยกทรัพย์สินออกมา ก็ยังแยกไม่หมด ทั้งส่วนที่แยกออกมาให้เห็นก็ยังขาดอยู่อีกมากที่อุบไว้ไม่ยอมคายออกมา (อ้างการแสดงหลักฐานการติดตามของคุณรสนา โตสิตระกูล)

    4. กระทรวงสาธารณสุข เรื่องการย้อนศรประวิงการดำเนินงานด้าน CL หรือ การบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา ที่ทางอาจารย์นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน์ได้ทำๆไว้จนแล้วเสร็จ จนกระทั่งล่าสุด ร.ม.ต. ไชยา สะสมทรัพย์ทำเรื่องเข้าสู่ ค.ร.ม. เปลี่ยนคณะกรรมการ อ.ย. ทั้งคณะแบบฟ้าผ่า อ้างความเหมาะสมอีก ขณะที่กรรมการชุดใหม่ที่แต่งตั้งเข้าไปกลับเป็นทั้งกลุ่มข้าราชการที่ต้องข้อครหาในความเป็นกลางต่อการปฏิบัติหน้าที่ กลุ่มคนนอกวงการยา และที่สะดุดความสนใจคือ ตั้งประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์เข้าเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งๆที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงต่อธุรกิจด้านอาหาร ซึ่งอาจขัดต่อการดำเนินงานรักษาประโยชน์สาธารณะด้านอาหารตามหน้าที่ของ อ.ย. โดยตรง การแต่งตั้งครั้งนี้โดยนาย ไชยา สะสมทรัพย์ กลับอ้างว่าไม่ทราบในวันรุ่งขึ้นที่ข่าวออกหน้า น.ส.พ. (ตามข่าวให้สัมภาษณ์ผ่าน มติชน) การกล่าวอ้างของ ร.ม.ต. ไชยาเท่ากับเป็นการโกหกประชาชนในตำแหน่งหน้าที่ เช่นเดียวกับกรณีของอดีตรัฐมนตรีพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ทุจริตปลอมเอกสารการศึกษา แล้วยังลอยนวลอยู่แม้ว่าจะลาออกไป

    ทั้งหมดนี้ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา สมควรเห็นได้จะแจ้งและเริ่มทำงานตรวจสอบตามหน้าที่ได้แล้ว อย่ามัวเสียเวลาปั่นเรื่องแก้รัฐธรรมนูญอีกต่อไป เสียข้าวสุก เสียดายเงินภาษีของแผ่นดินที่จ่ายมาให้ทำหน้าที่ เสียเกียรติ เสียความไว้เนื้อเชื่อใจที่ประชาชนมอบมาให้ เสียหน้าตาของประเทศในสายตานานาชาติที่จะเห็นว่า นักการเมืองไทยขี้ฉ้อเป็นนิสัย และทำงานตามหน้าที่ “ไม่เป็น” เอาเสียเลย

  5. n/e

    เป็นประเด็นคำถาม-ข้อสงสัยที่เราทุกคนต้องจี้ถามหาคำตอบและเค้นความจริงรัฐบาลชุดนี้

    ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นขนาดยาว ที่เรียบเรียงประเด็นมาอย่างดีนะครับ

  6. เดียเองนะ

    [...] “ประชาธิปไตย” ทั้ง “ไอ้เหลี่ยม-ไอ้เหล่” มันเป็นใคร [...]

    เดียว่ามันเป็นพ่อค้าแพศยา มีก๊วนทั้งในและนอกสภาอ้างประชาธิปไตย(เผด็จการรับสภา) มีอุดมการณ์ขายทุกอย่างที่ขวางหน้า….แต่ที่น่าเป็นห่วง 55 มันซื้อแฟนคลับไว้เยอะ :ม่ายๆ: แม้กระนั้น…มันคงจะสำลักบาปที่มันทำในเร็ววันนี้

  7. pcman_cnp

    ถ้าใครเคยร้องเพลงเราสู้ จะเห็นว่ามีความหมายมาก เพราะบรรพบุรุษของไทย ปกป้องอธิปไตยให้พวกเรา และให้พวกเรารักษาอธิปไตยให้ลูกหลานคุณต่อไป ไม่ได้ให้ใครนำไปให้คนอื่น และในเพลงยังบอกว่าเราสู้ไม่ถอยจนก้าวเดียว แต่ถ้าเราบอกว่ายกให้เขาไปเถอะมันจะหมายถึงหลายสิบหลายร้อยตารางกิโลเมตรทีเดียว และถ้าใครยังเห็นว่าให้เขาไปเถอะเพราะอะไรก็ตาม กรุณาอย่าร้องเพลงเราสู้ต่อไปอีกเลยในชีวิตนี้ คดีปราสาทพระวิหารผู้ที่ร่วมสู้และคัดค้านเรื่องนี้ไม่ได้พูดลอยๆ มีเหตุผลทางวิชาการสนับสนุนเต็มไปหมด และในอดีตเราก็เคยแพ้คดีปราสาทพระวิหารเพราะเรื่องกฎหมายปิดปาก (อยากรู้รายละเอียดก็อ่านบทความนี้ต่อไป) ลองอ่านเรื่องนี้แล้วอาจทำให้คุณขนลุกเพราะรักชาติขึ้นมาบ้างก็ได้ (ไม่ได้คลั่งชาตินะ แต่คลั่งชาติก็ยังดีกว่าขายชาติ)

    ประเด็นหลักของเรื่องเขาพระวิหารที่พันธมิตรเรียกร้องคือการต้องไม่ยอมให้รัฐบาลปล่อยให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร เพราะอะไรหรือครับ ลองดูเหตุผลและหลักฐานเหล่านี้แล้วกัน

    จากรายการบนเวทีพันธมิตร เรื่องข้อเท็จจริงและคำพิพากษาของศาลโลกในคดีปราสาทพระวิหาร 18 มิ.ย. 2551 โดยคุณเติมศักดิ์ จารุปราณ กล่าวว่ามีบทความชิ้นหนึ่ง เป็นบทความของศาสตราจารย์ ดร. สมปอง สุจริตกุล เป็นหนึ่งในทีมทนายความร่วมกับ มรว. เสนีย์ ปราโมทย์ ได้เขียนบทความเมื่อประมาณต้นเดือน มิ.ย. 51 นี้ ทราบมาว่าคุณอานันท์ ปันยารชุน ได้ขอร้องให้เขียนบทความชิ้นนี้ เนื้อหาเรียกร้องให้[b]ไทยต้องคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก เพราะเมื่อดูอายุความของข้อพิพาทแล้วพบว่าเรายังมีอายุความที่จะโต้แย้งสิทธิเหนือปราสาทพระวิหาร แต่ถ้าคณะรัฐมนตรีหรือรัฐบาลไทยไปยินยอมให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก เท่ากับเราตัดสิทธิการรื้อฟื้นคดีนี้ขึ้นมาอีกครั้ง และตัดสิทธิในการโต้แย้งการเป็นเจ้าของปราสาทพระวิหาร[/b]

    ในบทความ [b]เนื่องจากไทยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา จึงไม่ยอมรับอำนาจอธิปไตยของกัมพูชาและยื่นประท้วงคัดค้านคำพิพากษาดังกล่าว และตั้งข้อสงวนไว้ โดยไทยถือว่าปราสาทพระวิหารยังอยู่ในอำนาจอธิปไตยของไทย และจะกลับไปครอบครองปราสาทพระวิหารอีกครั้งเมื่อคำพิพากษาได้รับการพิจารณาทบทวนแก้ไขอีกครั้ง ด้วยเหตุผลดังกล่าว ไทยจึงไม่ควรเปลี่ยนท่าที หรือยอมรับอำนาจอธิปไตยของกัมพูชาเหนือปราสาทพระวิหาร ซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบในระดับรัฐบาล และประชามติ (แต่มติครม. เมื่อวันที่ 17/6/51 เท่ากับยอมรับแล้ว)[/b]

    เมื่อพิจารณาในภาพรวมจะเห็นได้ว่า ศาลโลกเชื่อในหลักการว่า เส้นสันปันน้ำยังคงเป็นเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาในบริเวณเทือกเขาดงรัก ซึ่งเส้นสันปันน้ำที่เขาพระวิหารตั้งอยู่ที่ขอบหน้าผา เพราะฉะนั้นถ้าจะมีการสำรวจใหม่ เส้นแบ่งเขตน่าจะเป็นเช่นเดิมโดยใช้เส้นสันปันน้ำเป็นหลัก และถ้าใช้หลักเส้นสันปันน้ำ ปราสาทพระวิหารยังอยู่ในเขตแดนไทย

    คำพิพากษา 146 หน้าของศาลโลก จะมีคำพิพากษาโดยรวม และคำพิพากษาแย้งของผู้พิพากษาเสียงข้างน้อย ศ. ดร. สมปองบอกว่าต้องอ่านโดยตลอดจึงจะเห็นภาพรวมที่สมบูรณ์ และเมื่ออ่านโดยสรุป และอ่านความเห็นแย้งของผู้พิพากษาเสียงข้างน้อย 3 ท่าน มีประเด็นดังนี้

    มิ.ย. 2505 (ครบ 46 ปีพอดี) ศาลโลกตัดสินให้ไทยแพ้คดีด้วยคะแนนเสียง 9:3 ในประเด็นปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตอธิปไตยของกัมพูชา และคะแนนเสียง 7:5 บอกให้ไทยต้องคืนเขาพระวิหาร คนไทยเจ็บปวดทั่วประเทศ แต่รัฐบาลไทยได้ประท้วงคำตัดสินของศาลโลกที่องค์การสหประชาชาติ สงวนสิทธิที่จะทวงคืนเขาพระวิหารคืนจากกัมพูชาในอนาคต ดร. ถนัด คอร์มันต์ รมต. ต่างประเทศขณะนั้นพูดไว้ว่า ไม่เคยเห็นการวินิจฉัยกฎหมายระหว่างประเทศที่หละหลวม เฉกเช่นการพิพากษานี้ของศาลโลก ส่วน ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมทย์ ทนายฝ่ายไทยให้ความเห็นว่า คำพิพากษาของศาลโลกผิดพลาดอย่างยิ่ง แม้อีก 100-200 ปี คำพิพากษาของศาลโลกครั้งนี้ จะไม่ทำให้นักกฎหมายคนใดในอนาคตเห็นด้วยเลย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์นายกขณะนั้นกล่าวไว้ในขณะนั้นกล่าวไว้ว่า ด้วยเลือดและน้ำตา สักวันหนึ่งเราจะต้องเอาเขาพระวิหารคืนกลับมาให้จงได้

    ข้อสังเกตที่ไทยแพ้อย่างไม่สมเหตุสมผล

    1. เรื่องแผนที่ กัมพูชาอ้างว่าแผนที่บริเวณที่เกิดเหตุคือแผนที่ภาคผนวก 1 (แผนที่ที่กัมพูชาอ้าง โดยเป็นแผนที่ที่ฝรั่งเศสทำขึ้นโดยฝ่ายไทยไม่ได้รับรู้เลย) ระบุว่าปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในเขตกัมพูชา ส่วนไทยอ้างว่าแผนที่ภาคผนวก 1 ฝรั่งเศสเป็นคนทำขึ้นเอง ไม่ได้ลงวันที่ ไม่มีผู้เชี่ยวชาญรับรอง ฝรั่งเศสทำขึ้นเองเพื่อประโยชน์ของประเทศฝรั่งเศสและประเทศกัมพูชาอาณานิคม โดยไม่ได้รับรองความถูกต้องด้วย ไทยจึงพยายามโต้แย้งว่าแผนที่ภาคผนวก 1 มีข้อผิดพลาดมาก เพราะไม่ได้เป็นไปตามเส้นแบ่งเขตสันปันน้ำตามที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาคู่สัญญาไทยฝรั่งเศส ที่เจตนาแบ่งเขตตามเส้นสันปันน้ำ ซึ่งถ้าแบ่งเขตตามเส้นสันปันน้ำ ปราสาทพระวิหารจะอยู่ในเขตไทย แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญฝั่งไทยและกัมพูชาก็ยังยืนยันตรงกันว่า เส้นเขตแดนตามแผนที่ทีฝรั่งเศสทำ ไม่ใช่เส้นสันปันน้ำในปัจจุบัน และถ้าแบ่งตามสันปันน้ำแล้ว เขาพระวิหารจะอยู่ในเขตแดนไทยอย่างแน่นอน

    [b]นี่จึงเป็นสาเหตุที่เราต้องคัดค้าน และไม่หลงประเด็น เพราะแม้ว่าการขึ้นทะเบียนของกัมพูชาจะรุกล้ำเขตแดนของไทยหรือไม่ก็ตาม เราก็ยังต้องคัดค้าน เพราะถ้าแบ่งตามเส้นสันปันน้ำ ปราสาทพระวิหารจะเป็นของไทย และไทยยังมีโอกาสมีอายุความที่จะโต้แย้งได้[/b]

  8. pcman_cnp

    [b]ขยายความเส้นสันปันน้ำ[/b]

    ตามสนธิสัญญาทุกฉบับ แม้แต่สนธิสัญญาปีพ.ศ. 2447 ก็ระบุว่า คู่สัญญาตกลงแบ่งเขตแดนตามเส้นสันปันน้ำ เส้นสันปันน้ำตามเจตนาของคู่สัญญา ย่อมสำคัญกว่าแผนที่ที่ฝรั่งเศสทำขึ้นเอง สันปันน้ำระหว่างลุ่มแม่น้ำโขงกับแม่น้ำมูลของไทยอยู่บริเวณทิวเขาดงรัก อยู่บนหน้าผาทางใต้ เลยเขตปราสาทพระวิหารไปอีก เมื่อฝนตกหน้าผา ฝนจะไหลผ่านพระวิหารมาทางเรา ถ้าแบ่งตามสันปันน้ำแล้ว เขาพระวิหารจะอยู่ในเขตไทย แม้ศาลโลกในขณะนั้นก็ยังยอมรับว่า ตามหลักการแบ่งเขตตามสันปันน้ำ ปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตไทย

    แต่ศาลโลกกลับเอากฎหมายปิดปาก ที่มีหลักว่า เมื่อคุณไม่โต้แย้ง เท่ากับยอมรับ ไทยไม่โต้แย้งแผนที่ของฝรั่งเศส และไม่ได้โต้แย้งมาเป็นเวลานานด้วย ซึ่งผู้พิพากษาเสียงข้างน้อยระบุว่าไม่ควรใช้กฎหมายปิดปาก มีประเด็นแผนที่กับเจตนาของคู่สัญญา คู่สัญญาไทยกัมพูชาได้ทำสนธิสัญญาโดยถือเส้นสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งเขตแดน ตามหลักกฎหมายแล้วจะต้องถือหลักเจตนาของคู่สัญญาเป็นใหญ่ ซึ่งถ้าพิจารณาตามหลักการแบ่งเขตสันปันน้ำแล้ว ปราสาทพระวิหารจะอยู่ในเขตไทย แต่ศาลโลกกับพิจารณาแผนที่ของฝรั่งเศสโดยไม่สนใจว่าเจตนาของคู่สัญญาเป็นอย่างไร ศาลโลกถือเอากฎหมายปิดปากมาพิจารณาคดี

    เมื่อ 13 ก.ค. 2505 หลังจากศาลโลกตัดสินแล้ว 20 กว่าวัน รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยโดย ดร. ถนัด คอร์มันต์ ได้มีหนังสือไปยังนายอู ถั่น เลขาธิการสหประชาชาติเพื่อประท้วงคำพิพากษาของศาลโลก โดยอ้างว่าคำพิพากษานี้ขัดต่อกฎหมายและขัดต่อหลักความยุติธรรม นอกจากนี้ยังสงวนสิทธิที่ประเทศไทยจะเอาปราสาทเขาพระวิหารกลับคืนมาในอนาคตด้วย

    ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติที่จะอ้างถึงคดีเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร ซึ่งได้นำขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ โดยคำร้องเริ่มคดีฝ่ายเดียวของกัมพูชา เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2502 ซึ่งศาลได้พิพากษาเมื่อ 15 มิ.ย. 2505 ยอมรับนับถืออธิปไตยของกัมพูชาเหนือซากของปราสาทพระวิหาร [b]ในแถลงการณ์อย่างเป็นทางการลงวันที่ 3 ก.ค. 2505[/b] รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ประกาศต่อประชาชน แสดงความไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลที่กล่าวข้างต้น โดยมีเหตุผลว่า ตามความเห็นของรัฐบาล คำพิพากษาของศาลโลกขัดต่อข้อกำหนดอันชัดแจ้งของบทที่เกี่ยวเนื่องของสนธิสัญญา พ.ศ. 2447 และพ.ศ. 2450 และขัดต่อหลักกฎหมายและความยุติธรรม แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลก็ยังแถลงว่า ในฐานะที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติ รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะปฏิบัติตามพันธะกรณีที่ตนมีอยู่ตามคำพิพากษาดังกล่าวเพื่อปฏิบัติหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ตามข้อ 94 ของกฏบัตรสหประชาชาติ ข้าพเจ้าใคร่จะแจ้งให้ท่านทราบว่า ในการตัดสินใจที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารนั้น [b]รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรารถนาที่จะตั้งข้อสงวนอันชัดแจ้งเกี่ยวกับสิทธิใดๆ ที่ประเทศไทยมีหรืออาจมีในอนาคต เพื่อเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมา โดยอาศัยกระบวนการทางกฎหมายที่มีอยู่ หรือที่จะพึงนำมาใช้ได้ในภายหลัง และตั้งข้อประท้วงต่อคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศที่ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา[/b] ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติที่จะแจ้งข้อความข้างต้นให้ท่านทราบ พร้อมกับขอให้ท่านแจ้งข้อความทั้งปวงในหนังสือฉบับนี้ให้สมาชิกทั้งปวงในองค์การนี้ทราบทั่วกันด้วย

    [b]นั่นหมายถึงว่า เราเคยแสดงเจตจำนงค์ไว้แล้วว่าเราจะเอาปราสาทพระวิหารคืนมา แล้วทำไมวันนี้เราถึงยอมให้เขาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก[/b]

  9. pcman_cnp

    ความเห็นของ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมทย์ สัมภาษณ์เมื่อ 19 มิ.ย. 2505 หลังจากศาลตัดสินแล้วนั้น ท่านกล่าวว่า ในฐานะที่เป็นประชาชนคนไทยและในฐานะนักกฎหมายเห็นว่า คำพิพากษาของศาลโลกเป็นไปโดยไม่ถูกต้อง เพราะข้อกล่าวหาของกัมพูชาในเรื่องกฎหมายปิดปากนั้น กัมพูชาไม่ได้กล่าวไว้ในคำฟ้อง แต่มาเพิ่มเติมทีหลังเป็นการผิดประการหนึ่ง ข้อบังคับของศาลโลกมีว่า คำฟ้องจะต้องเขียนให้ชัดเจน เพราะฉะนั้นเมื่อกัมพูชามาเพิ่มเติมเรื่องหลักกฎหมายปิดปากในภายหลัง จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลโลกไม่ควรจะพิจารณากรณีกฎหมายปิดปาก อีกตอนหนึ่งกล่าวว่า ตามคำพิพากษาของศาลโลกนั้นกล่าวว่า ตามหลักของสันปันน้ำเขาพระวิหารจะต้องเป็นของไทยอย่างไม่มีปัญหา แต่ศาลโลกได้หยิบยกเรื่องกฎหมายปิดปากขึ้นมากล่าวว่า ตามสนธิสัญญาที่ไทยได้ทำไว้กับฝรั่งเศส ฝรั่งเศสได้เขียนแผนที่ต่อท้ายสัญญาผิดพลาด โดยได้เขียนไว้ว่าเขาพระวิหารอยู่ในแดนกัมพูชา ซึ่งเป็นการผิดต่อข้อเท็จจริงอย่างยิ่ง สมเด็จกรมดำรงราชานุภาพ ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในสมัยนั้น ได้แสดงการยอมรับสนธิสัญญาและแผนที่ฉบับนั้น จึงเป็นอันว่าไทยในสมัยนั้น ได้ยอมรับแผนที่ที่ผิดพลาดว่าเป็นความจริง ไทยจึงไม่มีสิทธิที่จะโต้แย้งในความผิดพลาดของแผนที่ฉบับนั้น (อันนี้เป็นการอ้างจากกัมพูชา) แต่ ม.ร.ว. เสนีย์ได้กล่าวว่า [b]การที่ศาลโลกได้ตัดสินโดยถือหลักกฎหมายปิดปากมาบังคับไทยเช่นนี้ ย่อมจะทำให้กัมพูชาอยู่ในฐานะเป็นโจร เพราะศาลโลกได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า เขาพระวิหารเป็นของไทย แต่กัมพูชาได้ไปโดยกฎหมายปิดปาก ไม่ให้ไทยได้โต้แย้งในความเป็นเจ้าของ อีกตอนหนึ่ง ตามที่ศาลโลกกล่าวว่าตามหลักของสันปันน้ำ เขาพระวิหารจะต้องเป็นของไทย ซึ่งได้หยิบยกหลักกฎหมายขึ้นมาพิจารณา ย่อมจะทำให้เห็นได้ว่า สิทธิที่กัมพูชาได้ไปนั้น ตั้งอยู่บนหลักฐานเท็จทั้งสิ้น เพราะถ้าตั้งอยู่บนหลักฐานจริงตามหลักสันปันน้ำ ศาลโลกยังยอมรับว่าถ้าใช้หลักสันปันน้ำนั้นปราสาทพระวิหารจะเป็นของไทย เพียงแต่เขาใช้กฎหมายปิดปาก ซึ่งกฎหมายปิดปากนั้นได้มาเพิ่มเติมทีหลัง ไม่ได้อยู่ในคำฟ้องตั้งแต่ตอนแรกด้วยซ้ำไป และกล่าวว่า คำพิพากษาของศาลโลกผิดพลาดอย่างยิ่ง แม้อีก 100-200 ปี คำพิพากษาของศาลโลกครั้งนี้ จะไม่ทำให้นักกฎหมายคนใดในอนาคตเห็นด้วยเลย และเป็นเครื่องชี้ชัดให้เห็นว่า ไทยจะต้องเสียดินแดนไปโดยปราศจากความเป็นธรรม ได้เสียดินแดนไปเพราะความเท็จ (เพราะฉะนั้นถ้าเรามีความจริง เราควรจะต้องได้รับสิทธิเหนือดินแดนปราสาทพระวิหารนี้กลับมา)

    หลังฟังคำพิพากษา ท่านกล่าวว่า คำพิพากษานั้นมีช่องโหว่อยู่ คือศาลโลกได้พิพากษาให้ไทยปฏิบัติตามสนธิสัญญาที่ได้ทำไว้กับฝรั่งเศส คือให้ไทยยกเขาพระวิหารให้กัมพูชา ตามอาณาเขตของแผนที่ที่ต่อท้ายสัญญา แต่แผนที่ฉบับนั้นได้กล่าวแล้วว่า เป็นแผนที่ที่ทำขึ้นโดยความผิดพลาด ซึ่งแม้แต่ผู้ที่เขียนแผนที่ฉบับนั้นเอง ก็ได้เขียนระบุไว้ในแผนที่ว่า เขียนขึ้นโดยไม่ได้สำรวจเลย ถ้าจะยึดแผนที่ฉบับนั้นก็ย่อมจะไม่สามารถกำหนดได้ว่า เขาพระวิหารตามแผนที่นั้นอยู่ ณ ที่ใด เพราะภูมิประเทศต่างๆ ไม่ได้เป็นไปดังที่เขียนไว้ในแผนที่ คำพิพากษาของศาลโลกกล่าวว่ากัมพูชามีอำนาจเหนือเขาพระวิหารและบริเวณใกล้เคียง ในข้อนี้ก็เช่นเดียวกันไม่มีใครสามารถกำหนดได้ว่า คำว่าใกล้เคียงนั้นจะอยู่แค่ไหน เพราะฉะนั้นถ้ากัมพูชาจะร้องเรียนต่อคณะมนตรีความมั่นคงเพื่อบังคับให้ไทยปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลก ไทยก็อาจจะส่งคำร้องเรียนขอความเห็นจากศาลโลกว่า ไม่สามารถที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ถูกต้อง

    ต่อคำถามทีว่าคำพิพากษาของศาลโลกจะมีผลบังคับเมื่อไร ท่านกล่าวว่า ไม่มีกำหนดเวลาที่จะบังคับ เพราะกัมพูชาหรือศาลโลกไม่สามารถจะกำหนดอะไรอันเป็นการเปลี่ยนแปลงอธิปไตยในดินแดนของไทยได้ กัมพูชาไม่สามารถที่จะสร้างกฎหมายมาเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของไทยได้ จะมีแต่ก็โดยที่ไทยออกกฎหมายสละการครอบครองแล้วเท่านั้น ด้วยเหตุฉะนี้ ตราบใดที่ไทยยังเป็นเจ้าของครอบครองเขาพระวิหาร กัมพูชาไม่มีสิทธิใดๆ เหนือปราสาทพระวิหาร

    16 ก.ค. 2505 ท่านให้สัมภาษณ์ว่า วิธีพิจารณาของศาลโลกได้บัญญัติไว้ว่า ถ้าชาติใดซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจศาลโลกถูกเขาฟ้องแล้วไม่ไปต่อสู้คดีศาลอาจพิจารณาไปฝ่ายเดียวแล้วตัดสิทธิให้แพ้ได้ คงจะยังจำกันได้ เมื่อเขมรยื่นฟ้องต่อศาลโลก ในขั้นแรกเราก็ได้ต่อสู้ตัดฟ้องว่าศาลโลกไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้ แต่ศาลโลกได้พิจารณาชี้ขาดมาว่าไทยยังคงอยู่ใต้อำนาจศาลโลก เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่เข้าไปต่อสู้คดีและนำหลักฐานพยานต่างๆ ไปแสดงว่าปราสาทพระวิหารเป็นของไทย ตามสนธิสัญญาและอาณาเขตสันปันน้ำ ศาลก็จะพิจารณาฝ่ายเดียว แล้วรัฐบาลของเราก็จะไม่อยู่ในฐานะที่จะกล่าวได้ว่า เขาพระวิหารเป็นของเราตามความจริงและตามสนธิสัญญา เมื่อเราต้องสูญเสียไป เราจะผูกใจเจ็บไว้ทั้งชาตินี้และชาติหน้า ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เราจะเอาคืนมาให้จงได้ แต่นี่เพราะเราทำงานค้นคว้าหาหลักฐานกันมาถึง 3 ปี และเอาไปเสนอให้ปรากฏต่อโลกว่า เขาพระวิหารเป็นของเราตามความจริงและตามสนธิสัญญาและตามหลักการแบ่งเขตตามสันปันน้ำ รัฐบาลจึงอยู่ในฐานะที่จะแถลงได้ดังนั้น และก็นี่แหละ งานที่เราทำมา ซึ่งจะเป็นหลักฐานแย้งคำพิพากษาของศาลโลก ตลอดไปจนชั่วฟ้าดินสลาย

    เพราะฉะนั้น คนไทยต้องไม่ยอมให้เขาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก แม้ว่าการขึ้นทะเบียนจะล่วงล้ำหรือไม่ล่วงล้ำก็ตาม ก็ต้องไม่ยอม เพราะปราสาทเขาพระวิหารตามที่คุณชายเสนีย์ ปราโมทย์ไปต่อสู้โต้แย้งมา ยังมีหลักฐานที่สามารถโต้แย้งคำพิพากษาของศาลโลกตลอดไป

    ตค. 2502 (ยังไม่ตัดสิน) ก่อนศาลโลกตัดสิน 2 ปีเศษ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ได้แต่งกลอนว่าเขมรอย่างรุนแรงในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ (ผู้ดำเนินรายการขออภัยว่าไม่ได้ต้องการให้เกิดความขัดแย้งทางเชื้อชาติ แต่กำลังพูดถึงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์) ดังนี้

    สัปดาห์นี้มีเรื่องความเมืองใหญ่ ไทยถูกฟ้องขับไล่ขึ้นโรงศาล
    เคยเป็นเรื่องโต้เถียงเกี่ยงมานาน ที่ยอดเขาพระวิหารรู้ทั่วกัน

    กะลาครอบมานานโบราณว่า พอแลเห็นท้องฟ้าก็หุนหัน
    คิดว่าตนนั้นใหญ่ใครไม่ทัน ทำกำเริบเสิบสันทุกอย่างไป

    อันคนไทยนั้นสุภาพไม่หยาบหยาม เห็นใครหย่อนอ่อนความก็ยกให้
    ถึงล่วงเกินพลาดพลั้งยังอภัย ด้วยเห็นใจว่ายังเยาว์เบาความคิด

    เขียนบทความด่าตะบึงถึงหัวหู ไทยก็ยังนิ่งอยู่ไม่ถือผิด
    สั่งถอนทูตเอิกเกริกเลิกเป็นมิตร แล้วกลับติดตามต่อขอคืนดี
    ไทยก็ยอมตามใจไม่ดึงดื้อ เพราะไทยถือเขมรผองเหมือนน้องพี่
    คิดตกลงปลงกันได้ด้วยไมตรี ถึงคราวนี้ใจเขมรแลเห็นกัน

    หากไทยจะลำเลิกบ้างอ้างขอบเขต เมืองเขมรทั้งประเทศของใครนั่น
    ใครเล่าตั้งวงศ์กษัตริย์ปัจจุบัน องค์ด้วงนั้นคือใครที่ไหนมา
    เป็นเพียงเจ้าไม่มีศาลซมซานวิ่ง ได้แอบอิงอำนาจไทยจึงใหญ่กล้า
    ทัพไทยช่วยปราบศัตรูกู้พารา สถาปนาจัดระบอบให้ครอบครอง

    ได้เดชไทยไปคุ้มกะลาหัว จึงตั้งตัวขึ้นมาอย่างจองหอง
    เป็นข้าขันธสีมาฝ่าละออง ส่งดอกไม้เงินทองตลอดมา
    ไม่เหลียวดูโภคัย ไอศวรรย์ ทั้งเครื่องราชกกุภัณฑ์ เป็นนักหนา
    ฝีมือไทยแน่นักประจักษ์ตา เพราะทรงพระกรุณาประทานไป

    มีพระคุณจุนเจือเหลือประมาณ ถึงลูกหลานกลับเณรคุณได้
    สมกับคำโบราณท่านว่าไว้ อย่าไว้ใจเขมร เห็นจริงเอย

    ข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งแผนที่และคำสัมภาษณ์อื่นๆ

    ดูชัดๆ ไทยยกแผ่นดินพระวิหารให้เขมร!!
    http://www.manager.co.th/IndoC.....s.aspx?New

    โอกาสไทยทวงคืน “ประสาทพระวิหาร” ย้อนดูคำประท้วงคำตัดสินของศาลโลก
    http://www.manager.co.th/Polit.....0000072311

Trackbacks

  1. พระวิหารกับการแหกตา | Boring Days
  2. พระวิหาร วาทกรรม ศิลปกรรม ชนชาติ คลั่งชาติ ขายชาติ | Boring Days