ผมนึกถึงหลายคนที่สู้กับอำนาจรัฐ สู้อย่างไม่คิดจะกลัวอะไร หลายคนเหล่านี้ป็นแค่เพียง “คนบ้าๆ” หรือ บ้าระห่ำในสายตาคนทั่วไป ผมเข้าใจคนเหล่านี้ว่าเขาสู้ในหลักการและกล้ายืนหยัด แต่คำถามคือ อะไรคือสิ่งที่ทำให้คนเหล่านี้กล้าทำในสิ่งที่คนทั่วไปไม่ทำ
หลายวันก่อนอ่านข่าวครูทำร้ายเด็กนักเรียน และประโยคหนึ่งที่กระทบคำถามผมมาก คือ ทำให้เด็กอับอาย ผมมาไกลเกินวัยเด็กจนลืมไปแล้วว่าความรู้สึกอับอายในวัยเด็กนั้นเป็นอย่างไร จะว่าผ่านมานานจนลืมคิดไปก็ว่าได้ครับ
จำความได้ว่าสมัยเด็กนั้นแม้ผมจะเป็นคนขี้สงสัย และถามอะไรมากมายกับคนรอบตัว แต่ลึกๆ แล้วผมเป็นเด็กหัวอ่อนมาก เรียบร้อยมาก ไม่เกเรเลย คนที่รู้จักผมตอนโตแล้วจะไม่รู้ว่าผมเคยเป็นแบบนั้น แล้วอะไรเป็นจุดเปลี่ยน นี่คือคำถามที่ผมถามตัวเองมาตลอด จนเมื่อได้อ่านข่าวเด็กถูกลงโทษนั่นแหละครับ ความอับอายครั้งหนึ่งในห้องเรียนเปลี่ยนผม
น้อยครั้งมากตั้งแต่ประถมจนมัธยมต้นที่จะถูกลงโทษ ด้วยความที่เป็นเด็กดีและน่ารักในสายตาครูอาจารย์ จนเรื่องเกิดวันหนึ่งในคาบวิชาศิลปะ โดยปกติใครโดนลงโทษอะไรก็บ่อยมากที่จะหัวเราะกัน โดยเฉพาะโดนลงโทษในเรื่องที่น่าขัน ผมเป็นคนเส้นออกจะตื้นสักหน่อยตอนนั้น และมีเพื่อนถูกลงโทษ หลายคนก็หัวเราะกัน ผมก็ด้วย แต่ผมอยู่ใกล้มืออาจารย์คนนั้นมากไป ไม่รู้ว่าเมื่อคืนเมียไม่ให้เอาหรือเหตุผลอะไร ตบผมเปรี้ยงเข้าให้จนหน้าเป็นปื้นแดง ทุกคนในห้องเงียบสนิททันที ส่วนผมโกรธก็โกรธแต่ความอับอายมีมากกว่า ไม่รู้จะแทรกไปอยู่ตรงหลืบไหนในนาทีนั้น
ด้วยความที่อายมากกับเรื่องถูกตบ ผมไม่มีความคิดเรื่องจะตอบโต้ ทั้งที่น้าชายผมเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการเสียด้วยซ้ำ ความรู้สึกอับอายอยู่กับผมต่อเนื่องยาวนานและผมผูกใจเจ็บกับอาจารย์คนนั้นตลอดจนจบมัธยมต้น เรื่องนั้นเกิดตอน ม. ๒ ครับ (มีเหตุอื่นประกอบด้วย ครูคนนี้มีหลานเรียนอยู่ในห้องผมด้วยงานที่หลานส่งก็ครูคนนี้แหละทำให้ อย่างวาดภาพซึ่งใครก็รู้ว่าไอ้เพื่อนคนนี้วาดได้ห่วยมาก)
ผ่านเข้า ม. ๓ อาจารย์ประจำวิชาพุทธศาสน์ย้ายไปที่อื่นกลางเทอม สิ่งที่ทิ้งไว้ให้เด็กนักเรียน คือ การปล่อยตามสบาย คือ ตั้งแต่ปีก่อนหน้านั้นแล้วที่ถ้าเข้าเรียนพุทธศาสน์ซึ่งต้องนั่งพื้น ถ้าสั่งงานแล้วจะนอนทำก็ตามใจ ปล่อยตามสบาย พอครูคนใหม่มาเราก็ยังเหมือนเดิม สั่งงานแล้วก็ไป เราก็นอนทำกันเต็มห้อง (เฉพาะเด็กผู้ชายนะครับ) ครูคนใหม่กลับเข้ามาเห็นก็ด่าลั่นทันที ห้องอื่นคนนี้ไม่กล้าครับ แต่กับห้องผมซึ่งเป็นห้อง ๑ เด็กส่วนใหญ่เรียบร้อยมากและเรียนเก่ง มันเลยกล้า หลังจากคาบแรกผ่านไป ปฏิกิริยาความไม่ชอบใจก็เกิดกับเด็กห้อง ๑ ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์คาบพุทธฯ สั่งงานแล้วก็ออกไปอีก ไปดูดบุหรี่ เราก็นอนทำการบ้านเหมือนเคย มันมาโกรธใหญ่ สั่งให้นั่งให้หลังตรง ทุกคนก็ทำแหละครับ แต่เรื่องบ้าๆ มันมีอยู่ คือ คนหนึงในนั้นตอนเด็กเป็นโปลิโอ นั่งแบบปกติเหมือนคนอื่นไม่ได้ ไอ้ครูคนนี้ก็ด่าใส่ทันที เพื่อนคนหนึ่งในห้องซึ่งเงียบสุดๆ แล้ว มีอะไรไม่เคยปริปากออกมาตอบโต้และอธิบาย ผลคือมัน (ไอ้ครูคนนี้) โกรธเป็นไฟ กวาดตาประกายเพลิงดูเด็กทั้งห้อง และหันมาที่ไอ้คนหน้าตาน่าจะละอ่อนสุด ตัวขาวปากแดง (ที่ก่อนนั่ง) แล้วก็สั่งให้ลุกขึ้น เด็กคนนั้นลุกขึ้นยืน มันเดินกำมือเข้ามา เด็กตัวขาวปากแดงก็กำมือมึงเข้ามาถึงตัวกูต่อย แต่พอเด็กปากแดงกำมือ เพื่อนทั้งแผงด้านหลังยืนขึ้นหมด ไอ้ครูชะงัก แล้วถามปากสั่นๆ “จะเรียนหรือไม่เรียน” เด็กปากแดงตอบ “ไม่เรียน!” แล้วก็เดินออกจากห้องเรียนไป
คาบหลังจากนั้น คนที่ลุกขึ้นยืนทั้งหมดไม่มีใครเข้าเรียนวิชาพุทธอีกเลย ถึงคาบก็ไปเตะบอล จนอาจารย์แผนกสังคมศึกษาต้องตัดวิชาพุทธออกจากคะแนนวิชาสังคม
เด็กปากแดงคนนั้น คือ ผม และหลังจากนั้นผมไม่เคยยอมให้กับอะไรที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง

อืมม นายแน่มาก
ประสบการแบบนี้ผมก็มีนะ ถึงขั้น ประท้วง ผู้บริหาร ประท้วงผอ เลย เหอๆ
ผมก็มีครับ
จนทุกวันนี้ยังจำครูคนที่ดึงหูผมจนลั่นเปรี๊ยะ ตอน ป.3 (ผมย้ายโรงเรียนไปเรียนในเมือง)
เพราะเหตุที่ผมเองตอบครูไม่ได้ว่าเพื่อน(ใหม่)ในห้อง ใครที่อยู่บ้านใกล้กับผมบ้าง
อายและเกลียดจนจำได้แม่นเลย
อ่าาาา…
ตอนมัธยมโชคดีครับที่ไม่เคยเป็นอย่างนั้น
คงเป็นเพราะผมเป็นลูกรักสำหรับอาจารย์ทุกคน กั๊กๆ
น่าลองเหมือนกัน ครูแบบนี้มันต้องเจออย่างนี้ :กล้วย: แต่เดี๋ยวนี้คงเจอน้อยแล้วมั้งครับครูแบบนี้ แต่ผมก็ไม่รู้หรอกผมไม่ได้อยู๋ทุกจังหวัดไม่ได้เรียนทุกโรงเรียน แต่ผมก็ไม่ได้เจอเลยซะเท่าไรครุแบบนี้ ถ้เจอก็คงตอนประถมนั้นละ นักสุดละที่เจอมาแต่ละคนนึกว่า (มารร้าย) มาเป็นครูได้ เอาเถอะผมก็ไม่ได้เก่งเพราะครูที่โหดหรอก อีกอย่างผมไม่สนใจเรียนกับครูที่โหดเลยด้วยซ้ำ มันไม่เป็นอันเรียนยังไงไม่รู้
เรียนกับครูใจดีและสอนดีๆ ตอบได้ไม่มาเสร่อซอนั้นซอนี้ มันก็แย่นะ แล้วใครจะกล้าถามตอบกับมันละ
ผมละคนหนึ่งที่จะไม่พูดเลยในวิชาที่ครูคนนี้สอน
ผมไม่ค่อยประสบการร์แย่ๆกับครูมากนัก อาจจะว่าครูสมัยก่อนอาจมีจรรยาบรรณมากกว่า
เรื่องที่ทำให้ผมไม่ยอมคนอาจเป็นเพราะ ในชีวิตวัยเรียนเราต้องสร้างภูมิคุ้มกันตัวเองจาก พวก เกเร ไม่เช่นนั้นเราอาจโดนแกล้ง โดนหาเรื่อง เพราะคนหน้าตาดี มักโดนเขม่น แล้วเมื่อเราชินกับมันหน้าตาเราก็จะเหี้ยมตกม้าไปโดยอัตโนมัติ คนจะเริ่มรู้สึกถึงรังสี อำมหิตที่เรามี ทำให้เราอยู่ในสังคมได้อย่างสบายๆ
หรือเป็นกรรมพันธุ์ เพราะลูกผมก้ไม่ค่อยโดนคนกวนสักเท่าไหร่
ผมไม่ค่อยมีประสบการณืแย่กับครูมากนักอาจเป็นว่าครูสมัยก่อนมีจรรยาบรรณพอสมควร
มาเริ่มไม่ยอมคนตอนเรียนเทคนิค เพื่อป้องกันตัวเองจากพวกเกเร แกล้ง หรือไถ เพราะคนหน้าตาดีมักโดนเขม่น แล้วหน้าตาเราจะเหี้ยมตกม้า ไปโดยอ้ตโนมัติ แล้วรังสีอำมหิตจะเปล่งประกายจนกระทั่งทำงาน แล้วคนจะไม่ค่อยตอแยเราอีกเลย
โทษทีเครื่องมันงง ส่งแล้วไม่ออกแล้วไม่โชว์อะไร เลยเบิ้ลซะ