พระวิหารกับนิทานข่มขืน

ฟัง ๆ ไป คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของไทย เป็นนักการเมืองที่มีความสามารถมากคนหนึ่ง ไม่นับรวมหน้าตา การศึกษา ชาติตระกูล เป็นนักพูดฝีปากเอก วาทะศิลป์เป็นเลิศ แพรวพราวอย่างยิ่ง ชนิดที่เรียกได้ว่าเหนือกว่าปรมาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทอย่างคุณชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีและเจ้าสำนักประชาธิปัตย์

ลูกไม้ คารม ของคุณอภิสิทธินั้นกินขาดในทุกรณี แม้ถูกจับได้ไล่ทันในหลาย ๆ เรื่อง คุณอภิสิทธิ์ยังสามารถ “ปลิ้น” ไปได้โดยไม่ติดขัด ตะขิดตะขวงแม้แต่น้อย ไม่เสียชื่อชั้นลูกไม้ใต้ต้นประชาธิปัตย์

อันนี้แหละคุณสมบัติของ “คนดี” อันนี้แหละคุณสมบัติของ “สุภาพบุรุษ” ที่พึงมี คือ เมื่อคนเห็นสีด่างดำก็สามารถ “ตระบัต” มิให้คนเห็น รักษาภาพได้อย่างคงเส้นคงวา ด้วยสีหน้าสีตาดุจเดิม

ความสามารถอันเป็นเฉพาะนี้ ผมนับถือว่าคุณอภิสิทธิ์ เป็นเลิศ

โดยเฉพาะกับกรณีพิพาทไทย-เขมร เรื่องที่ดิน ปราสาทและการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารนั้น คุณอภิสิทธิ์อธิบายได้ตั้งแต่เรื่อง แม็ปมีเอส ไปจนถึงสุดยอดประโยชน์ของเอ็มโอยู ๔๓ แล้วตบด้วยสุดยอดวาทะว่า “ไม่อยากให้คนไทยทะเลาะกันเอง” และ “ผมไม่ได้มีผลประโยชน์อะไร”

หรือ อ้างสุดยอดคุณูปการว่า MOU43 นั้น สามารถทำให้การพิจารณาแผนการจัดการพื้นที่ของเขมรถูกเลื่อนออกไป ..เครือบคลุมจนคนที่ไม่รู้ข้อมูลหรือรู้ไม่ละเอียดก้มหน้าก้มตา ร้อง..อือ อือ แล้ว..นายกสู้ สู้!!

อันที่จริง ถ้าได้ย้อนดูคลิปการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลสมัคร ซึ่งไม่กี่ปีมานี้เอง (ค้นหาได้ในบอริ่งฯ) หยิบ MOU43 จริง ๆ จัง แล้วติดตามดูคำอธิบายในหลาย ๆ โอกาสของสุภาพบุรุษผู้นี้มาเรียง ๆ ก็จะรู้สึกเหมือนจับคุณอภิสิทธิ์มาแก้ผ้าดีดไข่ ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ศุกร์ที่ผ่านมา กระนั้น คุณอภิสิทธิ์ยังไปได้โดยหน้าไม่ “ม้าน” แม้แต่น้อย

สุดท้าย คุณอภิสิทธิ์เสนอว่าทางออกของปัญหาความขัดแย้งนี้ คือ เห็นข่าวเรื่องนี้แล้วอยากเล่านิทานสมมุติสักเรื่องหนึ่ง..

นิทานสมมุติมีอยู่ว่า คุณอภิสิทธิ์และภรรยาไปที่เปลี่ยวแห่งหนึ่ง มีชายฉกรรจ์จำนวนสามสี่ห้าคนเข้ารุมฉุดกระชากภรรยาคุณอภิสิทธิ์ไปข่มขืน คุณอภิสิทธิ์นั่งมองใกล้ ๆ แล้วพึมพำกับตัวเองว่าการใช้กำลังเข้าช่วยเหลือเป็นวิธีสุดท้าย เดี๋ยวจะกลายเป็นเหตุวิวาทไป แล้วก็ก้มหน้าก้มตาจดอะไรยึก ๆ ลงในกระดาษแผ่นเล็ก เดินไปยื่นให้ชายฉรรจ์คนที่กำลังชำเราภรรยา แล้วกลับมานั่งมอง

เป็นเช่นนี้กระทั่งคนแล้วคนเล่าสำเร็จกิจ สองรอบสามรอบ หยิบกระดาษผืนเล็กนั้นกับกางเกงในภรรยาคุณอภิสิทธิ์ไปเช็ดอวัยวะ ผิวปากแล้วพากันหัวเราะร่า ..เมียกู เมียกู แล้วก็เดินจากไป

คุณอภิสิทธิ์เข้าไปปลอบภรรยาว่าไม่เป็นไร แม้เสียหายไปแล้วแต่ประเทศเรามีกฎหมายอาญาเรื่องการข่มขืนอยู่ แล้วพาภรรยาไปโรงพยาบาลตรวจร่างกาย จากนั้นไปแจ้งความ

เวลาล่วงไประยะหนึ่งตำรวจก็ตามสืบและจับตัวชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นได้ เรียกตัวคุณอภิสิทธิ์ไปชี้ตัวผู้ต้องหา ชายเหล่านั้นแย้งว่าก่อนนี้อาจเป็นภรรยาคุณอภิสิทธิ์แต่หลังเหตุการณ์วันนั้นแล้วก็เป็นเมียพวกมันด้วยเช่นกัน เช่นนั้น คุณอภิสิทธิ์ก็เสนอว่า ..งั้นจดทะเบียนเป็น “สามีร่วม”

…นิทานสมมุติเรื่องนี้ดำเนินต่อไปอย่างไรผมไม่ทราบครับ!!

Posted in ทัศนะ and tagged , . Bookmark the permalink. Print

About n/e

ชายไทยไม่ระบุชื่อ สิ่งมีชีวิตเขตร้อน เกิดและเติบโตเหนือเส้นศูนย์สูตรเล็กน้อย รักในกาแฟรสขมเข้ม นิยมความเงียบ กินอยู่หลับนอนกับแมว ๑๖ ชีวิต
Click the image below for Shared Hosting ONLY $2.48/month

3 Responses to พระวิหารกับนิทานข่มขืน

  1. อาม่า says:

    แหม ช่างเปรียบเทียบจริงๆ
    แต่ก็นึกภาพออกเลยนะ ท่านอำมาตย์

  2. wannaphen says:

    ตอนนี้ชักไม่แน่ใจแล้วคารมใครจะคมกว่ากัน 555
    แต่อารมณ์รักชาติน่ะอำมาตย์เนไม่เป็นสองรองใครเนาะๆๆ :ขยิบ:

  3. n/e says:

    @wannaphen:
    อย่างแรกผมเห็นจะไม่สู้ :อ๋าย: