โถ..นักยุทธศาสตร์

Date ลำดับที่ 405 • 14 May 2008 - 23:54

ถ้าจะย้อนเวลาไปก่อนเลือกตั้ง พรรคพลังประชาชนภูมิใจเสนอ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ” เป็นมือวางอันดับหนึ่งด้านเศรษฐกิจ ที่เวทีปราศรัยนาสมัครเป็นคนแนะนำให้เองเลยเสียด้วยซ้ำ ช่วงเวลาเดียวกันมีเสียงดูถูกดูแคลนว่านายมิ่งขวัญ หรือ “เจ๊มิ่ง” ของใครๆ เป็นแค่เพียง “นักประชาสัมพันธ์” ที่อาศัยเกาะงบประชาสัมสัมพันธ์ภาครัฐซึ่งสนุนช่วยเต็มที่ทำให้ อสมท. โตไว

 mingkwan

เมื่อครั้งนั้น นายมิ่งขวัญ แก้ต่างและขอร้องให้เรียกตัวเองว่า “นักยุทธศาสตร์” ออกตัวว่าเป็นนักยุทธศาสตร์ไม่ใช่นักประชาสัมพันธ์

วาระนั้น พรรคพลังประชาชนเบ่งเต็มที่ว่าเป็น “นักสร้างรายได้” และถ้าเลือก “เงินเต็มกระเป๋า

แค่สามเดือนปริ่ม ถ้าถามตอนนี้ใครเงินเต็มกระเป๋าบ้าง? ถามชาวบ้านตาดำๆ ทั้งคนแรงงาน แม่ค้าพ่อขาย หาเช้ากินค่ำ คนทำงานประจำมีเงินเดือน พนักงานบริษัท ข้าราชการ ..ใครคนไหนเอาอย่างน้อยๆ แค่มีรายได้เพิ่มขึ้นไม่ต้องถึงขั้นเงินเต็มกระเป๋า ช่วยยกมือหน่อย

ที่เห็นเป็นประจักษ์ก็แต่เดินไปทางไหนเจอแต่คนหน้าเหี่ยวหน้าแห้ง คนซื้อของ-จับจ่ายเดินตลาดซื้อของน้อยลง หรือใช้เงินเท่าเดิมแต่ของน้อยลงมาก หันไปถามพ่อค้าร้านตลาด ตลาดนัด ร้านชำ หน้าหม่นหน้าหมองพูดไม่ออก ของแพงนอกจากจะขายไม่ค่อยได้แล้ว รายได้ต่อชิ้นยังลดลง เพราะของรับมาแพงแถามขึ้นราคาตามเพื่อรักษาให้พอได้กำไรต่อชิ้นเท่าเดิมไม่ได้

เดือดร้อนกันทั้งคนซื้อ-คนขาย แบบนี้เรียกว่าอยู่ในภาวะ “กอดคอกันตาย” หรือ เกิดอาการ “ตายหมู่ทางเศรษฐกิจ

จะยัดเงิน (ขออภัย) ยัดอหิวาห์ลงไปเท่าไหร่ก็เอาไม่รอด

ถามว่าสามเดือนปริ่มๆ ที่ผ่านมานายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ในฐานะขุนพลเศรษฐกิจฉบับ “เงินเต็มกระเป๋า” เจ้ากระทรวงพาณิชย์ทำอะไรนอกเหนือจากการ “ปั่นให้ป่วน“?

ปั่นอะไรให้ป่วนน่ะหรือครับ คำรบแรกเริ่มที่ปั่นหมู พอหมูขึ้นราคาปั่นหมู ๙๘ มาเอาหน้าทั้งที่รู้ว่าหาซื้อได้เฉพาะที่ตลาดมิ่งขวัญแถวรัชดาเท่านั้น (ประชดครับ) ว่าแล้วก็ไปล็อคคอไม่ให้ส่งออกหมู สองวันถัดมาบอก เอ้าๆ ส่งออกได้ๆ วันนี้คุณซื้อหมูกันราคาเท่าไหร่? เรื่องหมูแพงรัฐบาลทิ้งไปแล้วถูกไหม

ต่อมาก็ปั่นข้าวให้ป่วน วันนึงบอกชาวนาอย่าเพิ่งขายจะได้ตันละสามหมื่น สองวันไม่ทันสะเด็ดน้ำ เอ้า!..เฮ่ยๆ ขาย เรื่องวันนั้นอำเล่น!! สองสามอาทิตย์ถัดมาก็ยังเป็นแบบเดิม ขาย-ไม่ขาย ที่นี้ข้าวขึ้นราคาคนเดือดร้อนกันถ้วนหน้า ขึ้นไม่ใช่เล่นๆ เหยียบๆ สองเท่าตัว ทีนี้ทำอย่างไร “เจ๊มิ่ง” คนเดิมครั้นพอมีคนเสนอให้รัฐเอาข้าวออกขาย เจ๊บอกไม่เอาไม่ขาย หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปประกาศปาวๆ เราจะเอาสต๊อกข้าว ๒.๑ ล้านตัน มาทำข้าวถุงขายในราคาต่ำกว่าตลาด ๒๐ เปอร์เซ็นต์

ครับได้เรื่องเลย คือพูดไว้แค่นั้น ราคาข้าวตลาดโลกตกทันทีในวันเดียว ๑๑ เปอร์เซ็นต์ จากหมื่นห้าพันถึงหมื่นหกพันบาทต่อเกวียนเหลือหมื่นสองถึงหมื่นสาม!

ทั้งที่ว่ากันว่า อคส. ไม่ได้มีศักยภาพพอในการทำข้าวถุง ทั้งเครื่องมือไม่พร้อมทั้งถุงไม่พอ ทำได้อย่างเก่งเดือนละ ๓ แสนถุง ปีนึงหมื่นกว่าตัน แต่ “เจ๊มิ่ง” ไม่พูดไม่บอกให้ครบถ้วน ถามว่าเจตนาอะไร?

ผลที่ตามมาขณะนี้ คือ ข้าวตกลงไปเหลือ ๕-๖ พันบาท จนประท้วงกันทั่วเมืองจากเชียงรายเลี้ยวเข้าอีสาน โรงสีมีข้าวเหลือค้างและไม่รู้จะขายได้เมื่อไหร่ (สืบเนื่องจากเจ๊มิ่งทำราคาตก) จึงไม่อยากซื้อ ทีนี้ราคาก็ตกเอาๆ  หวานหัวอกคนเลือกพรรคพลังประชาชนไปเลย เอาข้าวมาเท ซึ่งไม่เคยมีใครเขาทำกันเพราะวัฒนธรรมไทยนั้นบูชาข้าว ปิดถนน ล้อมศาลากลางเรียกร้องให้รัฐช่วย เจ๊มิ่งออกมาขู่ฟ่อๆ อีกว่า ถ้าโรงสีไม่ซื้อจะซื้อเอง …เอากับมันสิ!

ชาวนาเดือดร้อนแทนที่จะได้ประโยชน์อย่างที่ออกมาโม้กันตอนต้น นี่เขาเดินขบวน “ตบหน้า” ว่าโกหก ข้าวราคาตกขณะที่ทุกอย่างแพงขึ้น ปุ๋ยขึ้นราคา ค่าทำนาด้วยมือถือขึ้นราคา (โทรสั่ง-ไถ-หว่าน-เกี่ยว-นวด) ค่าเช่าที่นาขึ้นราคา โดนโกงตาชั่ง โดนโกงความชื้น

ถ้ามองอย่างแง่ดีหน่อยก็พอทำเนาเอาว่า “นักยุทธศาสตร์” ของพรรคพลังประชาชนไม่ประสีประสา ไร้เดียงสาในการจัดการกับปัญหาเศรษฐกิจก็อาจจะมองได้ พอได้ตัวเลขมาก็เอาละวาถึงกาลจะได้หน้าต้องรีบพูดรีบบอก ที่ออกมาพูดแต่ละครั้งเป็นการพูดคนเดียวเด่นคนเดียวตลอด ในงานสัมมนาบ้าง ออกโทรทัศน์แบบเดี่ยวๆ บ้าง

คือ กิริยาอาการเป็นไปในทำนองกระเหี้ยนกระหือรือ (คำนี้สุภาพ - นายสมัคร ยืนยัน) จะเอาหน้า จีบปากพูดปั๊บ ป่วนทั้งเมือง ไม่ป่วนได้อย่างไรล่ะครับ เรื่องราคาข้าว ณ ขณะนี้ทุกประเทศจับตามมองเรา เราส่งข้าวออกอันดับหนึ่งและไม่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ จะพูดว่ามีข้าวในมือมากสุดก็ว่าได้

พูดถึงข้าวในมือ มีคนสองคนอาการบ้าพอๆ กัน คือ นายมิ่งขวัญ กับนายสมัคร สุนทรเวช คู่นี้จะเอาหน้าทั้งที่ไม่มีสติปัญญาพอจะรู้ตลาดข้าว กระเหี้ยนกระหือรือจะตั้งคาร์เทล หรือโอเปคข้าว ผลคือ? ทั้งโลกรุมด่าประเทศไทย! คนเขาจะอดตายไอ้นี่ดันจะหน้าเลือด

ผมว่าไอ้ประเภทปากไวพาป่วนนี่สองคนนี้ กินกันแทบจะไม่ลง นายสมัครอาจจะเหนือกว่าก็ตรงที่ทั้งปากไวและปากหมา ด่าเขาไปทั่วตัวดีอยู่คนเดียว (วันหลังจะเขียนซักเรื่องมาตบปาก)

และถ้าจะมองอย่างร้าย ว่าเกมปั่นราคาข้าวไม่ใช่ความไม่ประสาของนักประชาสัมพันธ์ แต่เป็นลูกไม้ที่ชั่วร้ายสุดล่ะ?

ถ้าจะมองในมุมนี้ ผมจะชวนดูราคาข้าวก่อน ราคาข้าวเริ่มขึ้นในช่วงปลายกุมภาพันธ์ต่อมีนาคมที่พุ่งพรวดๆ ตอนนั้นข้าวเกือบทั้งหมดหลุดจากมือชาวนาไปเรียบร้อยแล้ว เหลืออยู่ก็น้อยนิดเพราะโดยปกติเกี่ยวนวดเสร็จจะเร่งขายเนื่องจากต้องใช้ต้องจ่าย ใช้หนี้และเป็นทุนทำนารอบถัดไป ตั้งตรงนี้ไว้นะครับ และขีดเส้นใต้ไว้ว่าคนที่ได้ประโยชน์จริงจากการขึ้นราคาข้าวคือระดับขาใหญ่ ทั้งโรงสี คนส่งออกและคนทำข้าวถุง ขาใหญ่จริงๆ มีไม่กี่รายเชื่อว่าท่านจะค้นข้อมูลได้ไม่ยาก

เสร็จจากตรงนั้น ท่านจำได้ไหมว่าเจ๊มิ่งเร่งให้ชาวนารีบทำนา หยอดหวานชาวนาว่าข้าวจะราคาดีและประโลมคนกินข้าวว่าไม่ต้องกลัวข้าวขาดเพราะจะออกมาอีก ๖ ล้านตัน พอข้าวกำลังจะออกปั๊บประกาศขายข้าวธงฟ้า ลองเขียนวันที่ใส่ปฏิทินก็ได้ครับจะได้เห็นจังหวะเวลา ประกาศและขายผล คือ ข้าวตกเอาๆ

ถ้าให้เดาแบบร้ายๆ หลังข้าวราคาตกครั้งนี้กระทั่งข้าวหมดจากมือชาวนา ราคาข้าวจะขยับขึ้นอีก ถ้าเป็นตามนี้ก็ตลกไม่ออกล่ะครับ เพราะจะเป็นการ “ปั่น” ให้ “ป่วน” เพื่อประโยชน์ของขาใหญ่ เป็นการเดิมเกมระดับเหนือเมฆ และชั่วร้ายพอๆ กับน้ำตาล

น้ำตาล ๔ วันขึ้น ๕ บาท มาม่าขอกันข้ามปีขึ้นได้บาทเดียว!

เรื่องทำนองนี้แล้วแต่จะคิดครับ จะมองว่าเป็นความอ่อนหัดหรือชั่วร้ายแล้วแต่ท่านจะพิจารณา แต่ที่แน่ๆ ข้าวที่ขายอยู่ในตลาดทุกวันนี้ โดยเฉพาะข้าวถุงเป็นข้าวเก่าไม่ใช่ข้าวนาปีฤดูกาลที่แล้ว แถมบางเจ้าเอากระดาษ-สติ๊กเกอร์ปิดแปะราคาเก่าเท่านั้น (ทำเนียบแบบว่าถึงล็อตเก่าเหลือ) วันหลังถ้ามีเวลาจะเอามาให้ดูกันครับ ผมแอบไปพลิกถุงข้าวในห้างมา



16 ความเห็น ใน “โถ..นักยุทธศาสตร์”

  1. Sittingbull ว่า:

    เล่นหุ้นไม่เป็นเสียด้วยซิ ไม่รู้ว่าเหมีอนปั่นหุ้นหรีอเปล่า แต่กำไรดีเหลือหลาย เดี่ยวทีมงานก็จะหาเกมใหม่ให้พี่น้องได้กระอักกันอีก เพราะพลังเงินของประชาชนแท้ๆที่เป็น “ผู้สร้างรายได้” ให้พรรคพวกเรา และทำให้เรามี “เงินเต็มกระเป๋า” เพราะในกระเป๋าเราเดี๋ยวเศษๆก็จะกลับไปหาท่านอีกเพราะเราจะต้องใช้เงินจ้างพี่น้องเข้ามาป่วนเมืองอีกเยอะ รักพรรคเราต่อไปนานๆก็แล้วกันและอีกอย่างต้องหาเงินไว้เยอะๆเผื่อต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง
    :ม่ายๆ:

  2. k ว่า:

    ผมแค้นที่สุดคือเรื่องราคาข้าว ผมเป็นลูกชาวนาครับ ถึงแม้จะไม่ได้ดำนาเกี่ยวข้าวแล้ว แต่ผมเห็นราคาข้าวขึ้นผมไม่เดือนร้อน ผมซื้อแพงผมไม่คิดมาก เพราะว่าผมเข้าใจว่าชาวนา (พ่อแม่ญาติพี่น้องผมลำบากครับ) แต่ผมโกรธ รัฐบาลเมถุน1 มากที่สุดคือไม่อาจจะทำให้ราคาข้าวเปลือกที่ซื้อกับชาวนาขึ้นไปได้เลย ทั้งๆที่ราคาข้าวโลกขึ้น แถมมาทำราคาตกนี้มันเป็นอะไรที่รับไม่ได้จริงๆครับ วันที่มันล้มไม่น่าจะยืนขึ้นมาได้อีกเลย เซ็งครับ

  3. n/e ว่า:

    จะบอกว่าครั้งหนึ่งพี่ก็เป็นชาวนา ชาวนาในแบบ ทั้งทำนาและกรีดยาง ทำนาเพื่อเก็บไว้กิน ช่วงหนึ่งเคยเป็นคนรับซื้อข้าว ตอนนั้นซื้อกิโลละ ๒-๓ บาท (ข้าวทั้งเลียง ไม่ใช่ข้าวเปลือกอย่างเดียว) เอามานวดเองแล้วสีส่ง-ขาย ลองเทียบราคาดูว่าราคาข้าว ตอนเกือบ ๒๐ ปีก่อน กับตอนนี้สิ

  4. k ว่า:

    ผมไม่แน่ใจเท่าไหร่นะครับว่าราคาข้าวเปลี่ยนแปลงยังไงบ้าง แต่เอาที่ผมจำความได้ราคาข้าวแทบจะไม่ได้ขึ้นเลยนะครับ ตอนเด็กๆ กก.ละ 6-7 บาทถึงตอนนี้ผมว่าแทบไม่เปลี่ยน แต่ราคาข้าวสารเปลี่ยนไปเยอะเหมือนกัน

  5. flyingkd ว่า:

    สงสารชาวนามากๆ ผมยังมองไม่เห็นว่าชีวิตเขาจะดีขึ้นได้อย่างไร ตอนนี้ราคาปุ๋ยก็แพงมากๆ ครับผม

  6. เบื่อกว่า ว่า:

    เคยได้ฟังนิทาน เรื่อง คนแก่ เด็ก ม้า มั้ยครับ
    เคยได้ฟังนิทาน เรื่อง กบ เลือก นาย หรือเปล่าครับ
    เคยได้ฟังนิทาน เรื่อง พระเจ้าสร้างโลก แล้วหรือยังครับ

    แค่นี้แหละครับ

  7. k ว่า:

    เคยครับ ก็นั้นซิครับ กบเลือกนาย เดี๋ยวนายก็พาไปตาย(โดนนายหลอกใช้) :555+:

    พระเจ้าสร้างโลกก็โกหกสิ้นดี :ม่ายๆ:

    ส่วนคนแก่ เด็ก ม้า รบกวนเล่าให้ฟังหน่อยครับ แล้วจะวิจารณ์ทีหลัง :ยิ่มแฉ่ง

  8. เบื่อกว่า ว่า:

    อคติ หนอ อคติ แค่ คำๆนี้ จะฆ่าคนได้ทั้งประเทศได้เลยหรือ

    เปิดใจให้ กว้าง รักใคร เกียจใคร วางไว้ในใจ อย่าทำลายใคร แค่เพราะเราเกียจ

    อย่าเทิดทูญใคร เพียงเพราะเราชอบ เล่าปี่ ใครคิดว่าดี โจโฉ ใครคิดว่าเลว

    ทุกคนล้วน สร้างภาพ

    นิทานที่เสนอไป ไม่ใช่เพียงเพื่อเสนอ ประชดประชันใคร เพียงแต่อยากจะบอกว่า

    เรื่องคนแก่ฯ สอนว่า งานทุกอย่าง มีทั้งคน ชอบและไม่ชอบ ทำงานไป

    เรื่อง กบเลือกนาย สอนว่า จงพอใจในสิ่งที่เรามี

    เรื่อง พระเจ้าสร้างโลก สอนว่า คนไทย อย่า ขัดขาคนไทย ให้คนต่างชาติดู จงสามัคคีกันไว้

    งานทุกอย่าง จะเดินหน้า หรือ ถอยหลัง ดีกว่าไม่เดิน

    นิทาน 3 เรื่องข้างบน สอนไว้ ครบหมดแล้ว ถ้าไม่สน ก็อย่าขวาง

    สิงคโปร์ ทำใมยิ่งใหญ่ทั้งๆที่ เป็นเกาะเพียงเล็ก
    ญี่ปุ่น สร้างชาติได้อย่างไร หลังพ่ายสงคราม
    มาเลเซีย มีผู้นำยังไง ทำใมนำชาติ รุดหน้าได้เร็วเพียงนี้
    เวียดนาม ทำอย่างไรถึงตามหลังไทยมาติด เป็นเพราะเค้าก้าวหน้า หรือ เราไม่ก้าวไป

  9. k ว่า:

    คุณเองเคยเปิดใจไหมล่ะ เชื่อบ้างไหมว่าคนที่คุณชอบเขาทำสิ่งไม่ถูกต้อง ถามแค่นี้ก่อนครับ

  10. n/e ว่า:

    ผมเชื่อท่านผู้นำ เพราะผู้นำผมโกงชาติ
    ผมรักผู้นำ เพราะผู้นำผมขายชาติ
    …ฮา :555+:

    ป.ล. มุกนั้นเชิญหลับหูหลับตาเชื่อต่อไปเถอะครับ ผมไม่บ้าจี้เชื่อตามไปด้วย
    และ ประเทศเหล่านั้นที่คุณยกมาเปรียบเทียบเพราะคุณไม่เข้าใจข้อต่าง ข้อต่างที่ว่าเขามุมานะจะสร้างชาติ ไม่โกง ไม่ขายชาติ ไม่โกหกตอแหลรายวันจนกลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะ พูดจาเชื่อถืออะไรไม่ได้นอกจะโกหกตอแหลไปวันๆ ทำโครงการมักง่ายเพียงเพื่อได้คะแนนและได้โกง จุดไฟเผาบ้านจนภาคใต้หาความสงบสุขไม่ได้ แล้วแก้ปัญหาด้วยน้ำลาย แก้ผ้าอาบน้ำโชว์ พับนกปัญญาอ่อน ไม่ขำและไม่เอาด้วยล่ะครับ

  11. เบื่อกว่า ว่า:

    กำ นี่พวกคุณว่า ผมอยู่ข้างไหนเนี่ย

    การที่บอกให้ ประชาชน สามัคคีกัน กลายเป็นว่า ผมอยู่ข้างรัฐบาล

    เด๊๋ยวนี้ ใครออกมาเรียกร้องว่า ให้สามัคคีกัน เรียกร้อง ความสงบ

    ต้องอยู่ข้างรัฐบาล แล้วก็ มาเรียกร้องให้ผมเปิดใจ

    มิน่า ประเทศไทยมันถึงได้เป็นอย่างนี้ไง สมองคนเรามันรับกันได้แค่นี้เองเหรอ :แม่มๆ:

    เอาเหอะ พวกคุณเรียกร้องกันในแนวทางของพวกคุณต่อไปก็แล้วกัน

    คิดว่าดีแล้ว ก็ดี แล้วไอ้ที่ผม ยกประเทศต่างขึ้นมาอ้าง แล้วมาบอกว่า ปัจจัยต่างกัน

    ปัจจัยมันไม่ต่างกันหรอก ใช้สมองคิดดูเอาแล้วกัน ว่าประเทศที่ยกมา เค้ามีอะไรเหมือนกัน :แม่มๆ:

    ปล คนที่เรียกร้อง ความสามัคคี ไม่ได้มีแต่คนที่อยู่ข้างรัฐบาลเท่านั้น เลิกอคติกันเสียดี

    ปล2 ผมไม่เข้ามาอ่านแล้ว ไม่ต้อง โพสตอบหรอก เพราะคนไทยมันมีแต่อย่างนี้ไง เลยมีนิทานเรื่อง พระเจ้า สร้างโลกขึ้นมา

    สุดท้าย กูไม่ได้อยู่ข้าง ทักษิณ หรือ สนธิ แต่กูอยู่บนประเทศไทย

  12. n/e ว่า:

    ขออภัยจริงๆ ที่เข้าใจไปอย่างนั้น เพราะเหตุว่า “นิทาน” ที่ยกมา เป็น “มุก” ที่พวก “โน้น” มักเอามาใช้บ่อยๆ เพื่อให้เราหลงปิดหูปิดตาตามไปด้วย

    ผมก็อยากเห็นความสามัคคีในบ้านเมือง เพียงแค่ว่าถ้ายอมยืนดูเฉยๆ เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย บางทีเราอาจไม่มีอะไรเหลือ

    ขออภัยด้วยใจจริง
    —————————-

    ป.ล. ถึงท่านผู้อ่านท่านอื่นๆ ผมเขียนหัวข้อนี้วันที่ ๑๔ มติชนมีความเห็นในทางคล้ายๆ กัน ตีพิมพ์ “‘มิ่งขวัญ’ มือเศรษฐกิจ ติดกับดัก ‘การตลาด’ ” เมื่อวันที่ ๑๖ ที่ผ่านมา
    http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=31348&catid=1

  13. FooLsHanG ว่า:

    ชาวนาทำนาได้แค่ทุน ไม่มีกำไรหรอก ผมถามญาติที่ทำนาแล้ว

  14. k ว่า:

    เอออออ ขอโทษด้วยคนครับ ผมจะยอมรับตรงๆก็ได้ครับ ว่าผมอยู่กลุ่มที่ 3 ผมไม่ได้อยุ่กลุ่มทักสิน หรือ สนธิด้วยอีกคน ซึ่งผมก็เคยเปรยๆเรื่องนี้มาก่อนเหมือนกัน (ดูจากความเห็นเก่าๆผมได้) แต่ก็ไม่เคยยอมรับตรงๆมาก่อนเช่นกันเพราะว่าที่นี้ก็รู้ๆอยู่ว่าอยู่กับพันธมิตร ตัวผมเองจะโผล่อยู่หลายทีเหมือนกัน ที่ผมเป็นแบบนี้เพราะว่าผมมีเพื่อนอยู่ทั้ง 2 กลุ่มนี้ แต่ผมบอกตรงๆครับว่าผมรับไม่ได้ถ้า กลุ่มนั้นกลับมายิ่งใหญ่ แต่ผมก็ยอมรับไม่ได้จริงๆเหมือนกันถ้าาา…………………………….

    ผมรักประเทศไทยเหมือนกันล่ะครับ แต่บางเรื่องสามัคคีไม่ได้คุณต้องยอมรับนะครับ

    ปล.และก็ขอโทษพี่ n/e ด้วยนะครับ ที่ไม่เคยบอกมาก่อน แต่ผมก็บอกเรื่องจริงนะครับที่ว่าผมไม่ชอบเหลี่ยม แต่ไม่เคยบอกมากกว่านั้น(อาจจะเคยเปรยๆไป)

  15. n/e ว่า:

    มีเพื่อนหลายฝ่ายหลายกลุ่มไม่เห็นเป็นปัญหาอะไร มีพวกนิยมเหลี่ยมที่สนิทกัน-คบหากันก็หลายคน

  16. เสียงจากชาวนา | Boring Days ว่า:

    [...] เป็นไปได้ไหมว่าเป็นเกมปั่นราคาให้พ่อค้าขายข้าวได้แพง [...]

ร่วมคิดร่วมคุย

คิดอย่างไรว่าไปเถอะครับ อยากรับฟัง แต่ขอร้องอย่าเกรียน อย่าตะแบง รังเกียจนักแล..

XHTML: คุณสามารถใช้ tags: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

ใส่อารมณ์: :แว่นดำ: :ดำๆ: :ดอก: :เหล่: :เบี้ยว: :กล้วย: :ยิ่มแฉ่ง :ฉงน: :ฮือ: :หื่นๆ: :555+: :แง่: :อ๋าย: :แลบ: :ม่ายๆ: :Oo: :แม่มๆ: :ขยิบ: