ปาล์ม น้ำมันมะมาวพร้าวและขี้มัน

Date ลำดับที่ 400 • 9 May 2008 - 11:58

เมื่อเช้าหลังโดนแมวโวยวายเรื่องอาหารเช้า ผมกุลีกุจอไปเดินตลาดเช้าหาซื้อปลาทูมาให้แมว และหมูทอดมาให้หมา แล้วแวะเข้าโลตัสตัวเล็กหาอาหารแมวชนิดซอง เดินเรื่อยไปถึงชั้นวางน้ำมันพืช ส่วนใหญ่มีแต่ยี่ห้อเทสโก้โลตัส และมียี่ห้ออื่นๆ ประปราย เกือบทั้งหมดเป็นน้ำมันปาล์ม มีน้ำมันถั่วเหลืองปนอยู่หย่อมเล็กๆ

ใครที่โตทันยังพอจะจำได้ไหมครับว่ามีช่วงหนึ่งเกิดกระแสบ้าน้ำมันถั่วเหลืองกันอย่างหนัก ทั่วทั้งโลกรวมถึงบ้านเราด้วย คนก็เห่อไปใช้น้ำมันถั่วเหลืองกันเป็นบ้าเป็นหลัง รายการโทรทัศน์ นิตยสารต่างลงสรรพคุณอันแสนวิเศษของน้ำมันถั่วเหลือง แทบจะทั้งร้อยยกงานวิจัยของอเมริกา ที่ภายหลังในแวดวงวิทยาศาสตร์ทราบกันว่าเป็นเรื่องขี้โม้ (แกมแหกตา) เพื่อขายถั่วเหลืองของอมเริกาที่ล้นตลาด

..ขึ้นชื่อว่าประเทศนี้ทำอะไรได้ทุกอย่างแหละ จมเรือตัวเองเพื่ออ้างเหตุบุกเวียดนามก็เคยทำ แหกตาทั้งโลกว่าอิรักมีนิวเคลียร์เพื่อบุกปล้นน้ำมันก็ทำ นี่ล่าสุดนางคลินตันเกิดอาการทางประสาทบ้าจะลบประเทศอิหร่าน เออ.วานลบตระกูลคลินตันออกจากการเมืองทีเถิด อย่างที่นักวิเคราะห์เขาว่า ตระกูลนี้ควรหมดบทบาทได้แล้ว ขอโทษนะครับ เขาว่ากันว่าโดนถล่มสองตึกนั่นเมื่อ ๙/๑๑ ยังดูไม่สาสมกับสิ่งที่อเมริกาทำในอดีต ขอโทษอีกทีผมเองก็แอบสะใจครับ..

ในช่วงที่กำลังบ้าเห่อน้ำมันถั่วเหลือง บ้านราเริ่มมีน้ำมันปาล์มขาย ถ้าผมจำไม่ผิดตอนนั้นบ้านเรายังไม่ค่อยมีสวนปาล์มปลูกเป็นเรื่องเป็นราวมากนัก น้ำมันปาล์มส่วนใหญ่ลักลอบนำเข้าจากมาเลย์ เป็นชนิดถุงละ ๑ กิโล ส่งมาจากโกลก (สุไหงโก-ลก) ผ่าน รฟท. รถไฟไทยนี่แหละครับ

ก่อนหน้านั้นจำได้ว่าบ้านผมยังใช้น้ำมันหมู ครัวอื่นเขาก็ใช้น้ำมันหมูกัน หมูเนื้อขาวเอามาเคี่ยวจนได้น้ำมันใส่กาละมังสังกะสีเล็กๆ ใส่โหลเก็บไว้ใช้ ส่วนกากหมูที่เหลือตักมาเทใส่ข้าวร้อนๆ เหยาะน้ำปลา อร่อยอย่าบอกใครเชียวครับ

ส่วนน้ำมันที่ใช้กันมากในหมู่แม่ค้าแม่ขาย ทอดโน่นนี่ขายเขาจะใช้น้ำมันมะพร้าว ชาวบ้านทั่วไปก็ใช้ครับ พ่อค้าร้านชำซื้อมาเป็นปี๊บๆ น้ำมันสมัยนั้นขายส่งกันเป็นปี๊บ แล้วเอามาตวงเป็นถุงขายชาวบ้าน นี่เล่าย้อนไปประมาณ ๒๐ ปีก่อนครับ เป็นความจดจำได้ของผมในสมัยสิบ-สิบกว่าขวบ

น้ำมันมะพร้าวนอกจากจะซื้อมาเป็นปี๊บขายแล้ว ชาวบ้านก็เคี่ยวใช้เองด้วย ปกติภาคใต้มีมะพร้าวเยอะมาแต่ไหนแต่ไร แทบทุกบ้านต้องมีมะพร้าวปลูก การเคี่ยวน้ำมันมะพร้าวถือประเพณีปฏิบัติของคนใต้ด้วย โดยเฉพาะเมืองนครศรีธรรมราช การเคี่ยวมะพร้าวจะอยู่ในช่วงเดือนสิบหรือก่อนงานบุญเดือนสิบ แต่ละบ้านหรือคุ้มบ้านจะต้องเคี่ยวน้ำมันมะพร้าว เพื่อเอามาใช้ทอดขนมพองขนมลา

เคี่ยวน้ำมันมะพร้าวแต่ละทีสนุกครับ เพราะแต่ละบ้านจะไม่ทำพร้อมกันแล้วจะไปช่วยกันทำ มีคนมาช่วยกันมากมาย ตั้งแต่ช่วยกันขูดมะพร้าวเป็นร้อยๆ ลูก ช่วยกันคั้นมะพร้าวด้วยมือเอาแค่หัวกะทิ อย่างมากคั้นแค่สองน้ำ จากนั้นเอาน้ำกะทิข้นๆ ที่ได้ไปตั้งในกะทะใบใหญ่เคี่ยวไฟ ขั้นนี้ต้องมีคนช่วยกันผลัดกวนไม่ให้ติดท้องกะทะ บ้างช่วยใส่ไฟ บ้างช่วยตักน้ำมันออก การเคี่ยวใช้เวลานานเป็นชั่วโมงครับจากน้ำกะทิขาวข้น จนเปลี่ยนสี น้ำระเหยเหลือเป็นน้ำมันและกากสีน้ำตาล ระหว่างนี้ต้องคนให้เป็นจังหวะและสม่ำเสมอเพราะถ้าคนไม่ดีกากจะติดท้องกะทะและไหม้ และจะมีคนคอยตักน้ำมันที่ได้ที่แล้วออกไปใส่ปี๊บหรือกาละมัง

กระทั่งตักน้ำมันส่วนใหญ่ออกแล้วและกากเป็นสีน้ำตาลเข้ม ช่วงนั้นจะเอาไฟออกแล้วปล่อยให้เย็นลงหน่อยนึง จากนั้นจะตักกากที่เหลือใส่ผ้าขาว แล้วบีบม้วนแบบขันชะเนาะ สองหรือหลายคนช่วยกัน คราวนี้แหละครับที่ทุกคนตั้งตาคอยโดยเฉพาะเด็กๆ เพราะกากที่ว่าคือของอร่อยที่เรียกว่า “ขี้มัน” จะแย่งกันก็ตรงนี้แหละครับ ใครๆ ก็ชอบ

ผมเล่ารายละเอียดมากไปหรือเปล่าไม่ทราบครับ ถือซะว่าเป็นของฝากของผู้มีอายุนะครับ เดี่ยวนี้หายากแล้วครับสำหรับการเคี่ยวน้ำมันมะพร้าวหรือที่เขาเรียกว่า “เคี่ยวขี้มัน” น้อยบ้านนักที่จะทำ เอาเป็นว่าสามสี่ปีที่ผ่านมาเที่ยวถามข่าว ไม่พบเห็นว่าบ้านไหนทำ ส่วนใหญ่ซื้อน้ำมันปาล์มาใช้แทน และอาจจะหนักกว่าคือซื้อฟองทอดสำเร็จแล้ว

น้ำมันมะพร้าวมีจุดเด่นที่ความสะอาด ไม่มีสิ่งเจอปนในกระบวนการกลั่นน้ำมัน ไม่มีสารแคมีเข้าไปเกี่ยวข้อง มีความใสในตัว (ไม่เหมือนน้ำมันปาล์มที่ต้องใช้สารเข้าไปแยกสีออก) และน้ำมันมะพร้าวหอมมาก ถ้าคิดเทียบต่อหน่วย (น้ำหนัก) ให้น้ำมันมากกว่าน้ำมันปาล์ม น้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันรำข้าว

ยุคสมัยใหม่คนไทยหันมากินน้ำมันถั่วเหลืองผีดิบ (ตัดต่อพันธุกรรม - GMO) น้ำมันปาล์ม เป็นส่วนใหญ่ แถบภาคใต้มีการเปลี่ยนพื้นที่จากเกษตรกรรม-กสิกรรมเป็นสวนปาล์ม โดยเฉพาะแถบซีกภูเขาตะวันตก เริ่มแรกและหนาแน่นสุด คือ กระบี่ แล้วลามไปจังหวัดอื่นๆ ทั้งสตูล นคร ตรัง สุราษฎร์ พังงา สวนปาล์มนั้นโดยธรรมชาติต้องทำแปลงใหญ่ การดูแลต้องใช้ทุนที่สูงมาก เพราะปาล์มต้องใช้ปุ๋ยเร่งจึงจะออกผลผลิตที่ดกดี ขั้นตอนต่างๆ ต้องจ้างแรงงานโดยเฉพาะการสอย-เกี่ยวปาล์ม ไม้ของต้นแก่เอาไปทำอะไรไม่ได้ และต้องจ่ายค่าโค่นซึ่งต่างจากสวนยางที่ขายไม้ได้ แม้เก็บกินได้นานหลายสิบปีเหมือนกัน จุดเด่นอย่างหนึ่งคือปาล์มให้ผลผลิตครั้งแรกเมื่อปีที่สี่ซึ่งไวกว่ายางสองปี

ผมไม่เข้าใจครับว่าเพราะอะไรทำให้คนหันไปปลูกปาล์มกันมากในช่วงต้น อาจเพราะกระแสน้ำปาล์ม (ที่ตอนแรกบ้านผมเองตั้งข้อรังเกียจและไม่ใช้-สีไม่สวย) ที่เริ่มจำหน่ายมากและราคาถูก และอาจจะหมายถึงรายได้ที่ดีกว่ายาง (พารา) ในช่วงนั้น เพราะในขณะที่คนหันไปปลูกปาล์ม ราคายางอยู่ในภาวะตกต่ำมาก ถึงมากที่สุด กิโลละสิบบาทต้นๆ (ส่วนนี้ผมเข้าใจว่าคนเปลี่ยนไปปลูกปาล์มเพราะผลกระทบจากราคายางตกต่ำ)

ไม่เกินสิบปีที่ผ่านมาประเทศมาเลย์ที่ประสบปัญหาราคายางตกต่ำเช่นเดียวกับเรา เปลี่ยนพื้นที่ปลูกยางเกือบค่อนประเทศเป็นสวนปาล์ม และในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลไทยสมัยนายกหน้าเหลี่ยมใช้นโยบายแบบ “เฮไหน-เฮนั่น” หรือ “สาระพาเฮโล” คือ อะไรราคาดีก็บ้าจี้ยุชาวบ้านให้ปลูก ส่งเสริมกันสนุกสนานให้ปลูกปาล์ม-ยางพาราในภาคอีสาน โดยไม่เข้าในธรรมชาติของพืชไม่มีการปรับปรุงพันธุ์ให้เหมาะกับพื้นที่ (ต่างจากเวียดนามที่ทำการทดลองปรังปรุงพันธุ์ก่อนเร่งปลูก) ขาดวิสัยทัศน์ในการมองภาพรวมและยุทธศาสตร์สำหรับประเทศ

ผลคือ? อีกประมาณ ๔ ปี ชาวอีสานเตรียมน้ำตาไหลจากยางที่ปลูก เพราะมันจะไม่ช่วยให้รวยได้อย่างที่หวัง (ไว้ค่อยขยายความให้ฟังนะครับ) และผลที่เห็นชัดจากข่าวเมื่อวานนี้คือ ราคาต้นปาล์มขยับขึ้นไปต้นละ ๘๐ บาท ราคาปาล์มตก เดือนร้อนจน ลักษณะอาการเดียวกับการส่งเสริมปลูกยางในภาคอีสาน คนใต้จึงกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับราคายางถุง (กล้ายาง) ที่อย่างต่ำเฉียดๆ ถุงละ ๒๐ หรือบางพันธุ์-ฉัตรสองชั้น ๒๐ บาทกว่า มากกว่านั้นไม่ต้องพูดละครับ..เจ็บใจเปล่าๆ อ้อ..ตอนนี้คนเขาแซวกันว่าปาล์มภาคอีสานเป็นพันธุ์ดูใบ คือ มีแต่ใบให้ดู!

และ

ผลของการเปลี่ยนพื้นที่ไปทำเกษตรกรรมอย่างอื่น เช่น สวนยาง สวนปาล์ม ทำให้พื้นที่ปลูกมะพร้าวและ “มะพร้าวริมเรือน” ลดลง พร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างสังคม-เศรษศาสตร์ ที่ ทำให้บทบาทของน้ำมันมะพร้าว-ขี้มันหายไปจากสังคมไทย สังคมใต้ เดี๋ยวนี้แทบไม่มีน้ำมันมะพร้าวแบบปี๊บขายแล้ว มีแต่เป็นขวดบรรจุสวยงาม ลิตรครึ่งลิตรราคาสี่ห้าร้อย

เรามาปฏิวัติโครงสร้างกันไหมครับ ปลูกมะพร้าว ทำน้ำมันมะพร้าวระดับชุมชน ระดับครัวเรือนใช้เองและวางจำหน่าย และรัฐควรไหมที่จะพิจารณาทิศทางนี้? แต่ถ้าตราบใดที่นโยบายยังยึดโยงกับประโยชน์ทางธุรกิจของนักการเมือง (อย่างกรณีน้ำตาล-ข้าว-ยูคาลิปตัส) ..อย่าได้หวังครับ!



5 ความเห็น ใน “ปาล์ม น้ำมันมะมาวพร้าวและขี้มัน”

  1. สายสืบภาคประชาชน ว่า:

    เห็นด้วยอย่างยิ่งว่า กากหมูทอดใหม่ๆ กินกับข้าวสวยร้อนๆ มีซี่อิ๊วขาวใส่พริกป่นปนกระเทียมสับ และโรยหน้าด้วยผักชีเล็กน้อย (ตามวิสัยคนไทย-555) ต่อให้เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอมครับ!
    :ยิ่มแฉ่ง

  2. n/e ว่า:

    ตอนงานศพย่า ผมโดนลุงดักปล้นกากหมูนี่แหละครับ อุตส่าห์เดินเลี่ยงแล้วยังไม่วายเหลือบมาเห็น

  3. Sittingbull ว่า:

    ตอนนี้ผมยังรักษาสวยมะพร้าวที่ผมปลูกตอน ปวช๑ อยู่ ยังไม่เคยคิดเปลื่ยนเป็นยาง
    และเมนูล่าสุดเพิ่งรู้ว่ายำกากหมูอร่อยมากตอนอายุเกือบ ๕๐ :555+:

  4. แทน ว่า:

    ปลูกยางในอีสาน จะไม่ได้่กำไรเหรอครับ คิดว่าจะปลูกแต่ยังไม่พร้อม ได้ยินพี่พูดอย่างนี้ชักคิดแล้วสิ

  5. FooLsHanG ว่า:

    แต่ก่อนแม่ผมก็ทำน้ำมันจากหนังหมูเหมือนกัน แล้ววันหนึ้งแม่ทำในสิ่งตัวเองยังไม่เคยเห้นก็คือทำน้ำมันจากมะพร้าวตอนที่เห็นตอนแรกตกใจทำได้ไง แต่ตอนนี้เลิกทำแล้วครับเพราะไม่ได้ทำอาหารกินเอง ซื้ออาหารทำเสร็จตามตลาดนัดมากินเอา เหตุที่เลิกทำกับข้าวกินเองแม่แพ้พวกพริกเวลาทำอาหารนะครับไม่รู้แม่แพ้ได้อย่างไงเห็นเวลาแม่ทำอาทียังกับหมอต้องเอาผ้ามาปิดจมูกทำอาหาร ถ้าไม่ปิดเป็นเรื่องได้เพราะแม่จะมาอาการเหมือนเหนื่อจัดไม่มีแรงไอบ่อย
    ก็เลยเลิกทำไป(หายไปนาน ทำแต่งานเลยต้องมาอ่านย้อนสักหน่อยนะครับ)

ร่วมคิดร่วมคุย

คิดอย่างไรว่าไปเถอะครับ อยากรับฟัง แต่ขอร้องอย่าเกรียน อย่าตะแบง รังเกียจนักแล..

XHTML: คุณสามารถใช้ tags: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

ใส่อารมณ์: :แว่นดำ: :ดำๆ: :ดอก: :เหล่: :เบี้ยว: :กล้วย: :ยิ่มแฉ่ง :ฉงน: :ฮือ: :หื่นๆ: :555+: :แง่: :อ๋าย: :แลบ: :ม่ายๆ: :Oo: :แม่มๆ: :ขยิบ: