สองสามวันนี้มีอะไรให้ต้องวุ่นๆ เรื่องที่ตั้งใจจะเขียนจึงไม่ได้เขียนให้เสร็จเสียสักที ทั้งงานนอก ทั้งจัดบ้านจัดช่องห้องหับใหม่ ให้พอเป็นที่อยู่ของคนมากกว่าจะเป็นรัง
โทรกลับไปบ้านเมื่อตอนบ่ายอ่อนๆ ทำให้นึกถึงสวนยาง บ่ายวันหนึ่งผมหนีฝนกลับจากตัดญ้าในสวนยาง ฝนตกตัดหญ้าไม่ได้หญ้าเปียก ตัดยากแถมใบมีดจะหมดไว ขี่มอเตอร์ไซต์ตากฝนมาจนถึงโรงเรียนประถมที่เคยเรียน ศาลาริมทางของโรงเรียนมีวันรุ่นสามคนจอดมอเตอร์ไซต์หลบฝนอยู่ ชายสองหญิงหนึ่ง คู่ที่เป็นแฟนกำลังจูบกันเอาบรรยากาศ ผมนึกในใจ..เดี๋ยวนี้เขาไม่ต้องอายใครกันแล้วหรือ แล้วก็ขับรถผ่านไป กลับบ้านชงกาแฟร้อนๆ มาดับความหนาว
ช่วงไม่กี่วันมานี้เหมือนคนรู้จักจะพากันอกหักไปทีละคนสองคน และเรื่องที่ผมไม่ชอบสุดคือการเป็นที่ปรึกษาหรือที่ระบาย เพราะส่วนใหญ่ตัดไม่ขาด ทำใจไม่ได้ แล้วก็กลับไปหาความหวังลมๆ แล้งๆ เก่าอีก แล้วก็เจ็บซ้ำมาอีก ไอ้เราก็แค่คนเคยผ่านและหลุดพ้นแล้ว เข้าใจว่าบางบางเรื่องผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เหมือนอาหารโปรดสักจานหนึ่ง อยากได้อยากทาน ครั้นได้ทานก็อร่อย อิ่มอกอิ่มใจ แต่พอสิ้นความสุขรุ่งเช้าก็ต้องขับถ่ายออกมา ชีวิตมันก็เป็นอยู่อย่างนี้ ไม่มีอะไรนิ่งอยู่ได้ คือ ไม่มีอะไรคงที่ มีการเคลื่อนที่และมีวงรอบ อย่างที่เรียกว่า วัฏฏะ
อย่างที่ว่า ใครอกหักก็ปล่อยเขาไป อย่าริไปสอนไปซับน้ำตา ไม่อย่างนั้นจะเป็นอย่างเพลง “ตบสักฉาดเสียกี่บาทก็ยอม” ของเอกชัย ศรีวิชัย
แกะเนื้อเพลงให้ตามธรรมเนียม
ไอ้ยาลังก๊า แลเข้าต๊ะเขาทำอ้อร้อ
วันก่อนร้องขี้หมูกล่อ วันนี้นั่งคลอเคลียแฟน
ขี้หกละเสียจริงหญิงนี้ โด๊ะซบหน้าลงที่แขน
ส่วนหนุ่มก็กอดแน่น อยากชกหน้าแฟนเขาสักที
แล้วตบคนดีซักฉาดตบแล้วให้นายจับ ยอมเสียค่าปรับตามใจกี่บาท
วันก่อนบอกฉัน ปากคอสั่นเหมือนคนเป็นไข้
ว่าช้ำระกำหัวใจ แฟนนุ้ยใจร้ายอาคาด
เอ้อเราก้าขี้เห็นดู ชิชชู่หนึ่งกล่องให้ฉาด
น้ำตากะถูกดาษ ซับแห้งหมาดๆ วันนี้ เห็นนั่งจู๋จี๋กันแล้วหลาวไอ่..ไอ้ยาลังก๊ะ ลองมาแลต๊ะเขากอดเอาจูบเอา
มีคนว่าผม โหย… เชยคอดๆ ฟังเพลงเอกชัย! ผมสับสนขึ้นมาทันที ไอ้เพลงสตริงมันแสดงถึงความทันสมัยตรงไหนหว่า ตรงกันข้ามเพลงเหล่านี้ส่วนใหญ่พูดถึงสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างตรงไปตรงมา และเป็นปัจจุบันสุด ไม่พร่ำพรรณา รัก รัก อย่างเพลงสตริงที่ส่วนใหญ่ เนื้อหาดาดๆ เปลี่ยนธีมเปลี่ยนทำนอง แต่เนื้อหายังเหมือนเดิมมาหลายสิบปี
