นับจากที่พันธมิตรฯ ประกาศยุติการชุมนุมแต่ดูเหมือนว่าเป็นการยุติที่ไม่ยุติ ด้วยการเคลื่อนไหวระดับท้องถิ่นโดยเฉพาะในจังหวัดอย่างๆ ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและคึกคักยิ่ง ทั้งงานเลี้ยงกระชับความสัมพันธ์ ทำความรู้จักกันมากขึ้นตลอดจนการฉลองชัย การชุมนุมอย่างยืดเยื้อ ๑๙๓ วันนั้น ดูเหมือนจะเปลี่ยนพันธมิตรฯ กลับไปเหมือนเดิมเมื่อคราว ๒๕๔๙ ที่ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปไม่ได้อีกแล้ว กลับกันสิ่งที่เกิดขึ้นคือระบบเครือข่ายสังคมแบบใหม่ ที่อาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์เรียกว่าระบบเครือญาติใหม่

นับจากการประกาศยุติการชุมนุม หลายต่อหลายเสียงทั้งจากคอลัมนิสต์อวุโสอย่างคุณ “เปลวสีเงิน” หรือ ศ.ชัยอนันต์ สมุทรวานิช นายกราชบัณฑิตยสภา ต่างเสนอให้พันธมิตรฯ ตั้งพรรคหรือมีพรรคการเมืองเป็นของตัวเองเพื่อเข้าไปผลักดันการเมืองใหม่ผ่านกลไกของรัฐสภา
ผมเคยให้ความเห็นว่าการดำเนินไปในทำนองนี้ชะรอยจะซ้ำทางเดิมกับกระแสเขียวในซีกโลกตะวันตกเมื่อครั้งกระโน้น ที่ถูกกลืนกินไปโดยระบบพรรคการเมือง และอีกส่วนผมให้น้ำหนักความสำคัญกับการเมืองภาคพลเมืองมากกว่า
แต่บทเรียนจากการตั้งรัฐบาลโสโครกสีเขียวของ “อภิสิทธิ์ ๑” นั้น ย้ำเตือนประสบการณ์ที่ตอกย้ำมาหลายครั้งในอดีตว่า ทุกครั้งที่ประชาชนลุกขึ้นสู้ผลลัพธ์สุดท้าย คือ “ตาอยู่” คาบไปแดกทุกที ครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน ชีวิต ร่างกายและทุกต้นทุกอย่างของพันธมิตรฯ เป็นที่รองตีนให้ประชาธิปัตย์ได้อำนาจ ให้ไอ้ป๊อกได้สมตัณหานั่ง ผบ.ทบ ต่อ ได้พัชรวาท+ประวิทย์ วงษ์สุวรรณ ได้เนวิน ที่สุมหัวกันตั้งรัฐบาล
..ครับ เราไม่ได้เสียไปหมดทุกอย่างหรือสูญเปล่าหรอก เราเข้มแข็งกว่าเดิมมากและวันหนึ่งเราคงต้องกลับมาเหยียบหัวตาอยู่และสร้างการเมืองของเราเอง!!
ก็คาบข่าวระดับวงในมาสู่กันฟังว่า วันที่ ๒๗ ธันวาคม ที่จะถึงนี้ ในงานเลี้ยงสังสรรค์ฉลองปีใหม่พันธมิตรฯ (ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ฉลองชัยประชาชน) ที่อาคารจักรพันธ์ เพ็ญศิริจักรพันธ์ (ตรงข้าม รร.สาธิตฯ) ม. เกษตรฯ บางเขน จะมีการเปิดตัว “พรรคพันธมิตรฯ” ที่นำโดย “น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ”

ชื่อนี้ยังไม่ใช่ชื่ออย่างเป็นทางการนะครับ แต่จะเรียกอย่างนี้ก่อนเพราะบทบาทของพรรคที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่นี้จะเป็นหน่วยย่อย (subset) ของพันธมิตรฯ ภาษาผมพูดเล่นๆ กับแหล่งข่าวว่าเป็น “สมุน” ของพันธมิตรฯ คือ พันธมิตรฯ จะมีพรรคการเมืองเป็นของตัวเอง โดยที่แกนนำจะไม่มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องในการบริหาร พูดโดยกว้างว่าจะเป็นอีกส่วนย่อยของเราที่จะเปิดแนวรบในรัฐสภาเพื่อผลักดันการเมืองใหม่อย่างเป็นจริงเป็นจัง ผ่านกลไกลเดิมที่มีอยู่ ครั้นจะทำตัวเป็นกาเหว่าฝากไข่ให้อีกาฟัก ก็พอจะเห็นแล้วว่าอีกาอภิสิทธิ์ออกแกวทั้งผลักทั้งเขี่ย!
คิดเห็นอย่างไรถ้าพันธมิตรฯ จะมีพรรคเป็นของตัวเอง?

มันอาจจะทำให้อุดมการณ์ของเราที่เป็นฝ่ายตรวจสอบหายไปรึเปล่า
@Gap
เป็นคำถามใหญ่ที่ต้องขบคิดกันแตกครับ
อย่างที่ผมเคยตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนโน้นว่า สถานะภาพความเป็นพรรคจะลดทอนพลังหรือไม่
ในแต่ละสถานกาพณ์มีข้อดีข้อเสียของตัวเอง และมีราคาที่ต้องจ่าย
ผมเข้าใจว่าแนวคิดหลักจะเน้นการเป็นสองประสาน สู้ในสองระดับโดยที่ภาคประชนที่เป็นเรานั้นคงอยู่และเป็นส่วนหลัก
ยังไม่พร้อมมั้งครับ ผมว่าจะโดนโจมตีหนักเลยนะนั่น เเต่ผม เห็นด้วยนะ เเต่ ยังไม่อยากให้ ตั้งตอนนี้
เป็นอีกทางเลือก ในการพัฒนาการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย
ความจริง ตั้งก็ได้ ไม่มีอะไรจะเสีย
เหมือนกับว่า ตอนนี้ ถ้าเราเป็นประชาธิปัตย์ เราจะทำยังไง
สังคมดี ๆ ไม่มีขาย อยากได้ ต้องสร้างเอง
ตอนนี้เรามีภาษีดี กว่าตั้งพรรค จะอยู่ในรูปแบบไหน ถ้าอุดมการณ์เราไม่เปลี่ยน พรรคพันธมิตร อาจจะเป็นองค์กรทางการเมืองที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ก็ได้
เนอะเนเนอะ
ยิ่งฟังอภิสิทธิ์พูดวันนี้ ผมยิ่งเกลียดหน้าเกลียดปากนายกคนที่ ๒๗ มากขึ้น (จากที่เคยชื่นชมเมื่ออดีต )และเห็นว่าเราอาจจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองของตัวเอง
ถ้า
๑ ไม่ดำเนินการกับตำรวจและผู้เกี่ยวข้องกับการเข่นฆ่าพันธมิตรเมื่อวันที่ ๗ ตุลา อย่างเด็ดขาดและครบถ้วนทุกหน้า
๒ แตะต้องท่านทูตกษิต ภิรมย์
๓ ทำตัวไม่เห็นหัวพันธมิตรฯ
ก็เจอกัน และอาจได้เวลาลุกขึ้นมาล้มรัฐบาลประชาธิปัตย์
ระหว่างนี้จะช่วยไอ้เสื้อแดงด่าอภิสิทธิ์ไปพลางๆ ก่อน
สมดังหวังของผมเลย
ผมหวังจะให้ตั้งพรรคของพันธมิตรมาตั้งแต่ 7 ตุลาแล้วละครับ เพราะเราเข้าไปทำเองดีกว่ายืมจมูกคนอืนหายใจ จริงไหมครับ แต่ก็ว่ามีอำนาจมากความคิดคนเราก็เปลี่ยนกันได้ แต่ผมว่าถ้าเราตั้งพรรคขึ้นมาความคิดไม่น่าจะเปลี่ยนเพราะนักการเมืองของพรรคเราต้องโดนจับตาดูอย่างหนักแน่ทั้งพวกเรากันเองก็คือกลุ่มพันธมิตร พวกเป็นกลางคอยฉวยโอกาสเอาหน้าเอาตาหาผลประโยชน์ และพวกที่เสียผลประโยชน์หรือพวกที่อยู่ตรงข้ามกับเราพวกนี้และตัวปัญหาและเป็นพวกที่มีประโยชน์เหมือนกันเพราะมันจะจ้องจับผิดเราอยู่ตลอดเวลาชนิดว่าแค่หายใจมันก็จะเอาผิดเราเลย
นอกเรื่องนิดนะครับ พี่เน
สอนเขียน CSS หน่อยงงกับคำสั่งมันนะ เอาแบบละเอีดเลยนะ ตอบที่ไหนก็ได้ครับไม่จำเป็นต้องเป็นที่นี้
เหตุที่ตามตรงนี้เพราะดูท่าพี่เนจะมาที่นี้บ่อยกว่าที่อื่นที่ผมรู้ว่าพี่อยู่ที่ไหนบ้างนะ
ขอบคุณล่วงหน้าครับ ถ้าไม่ว่างไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวโทรถามเอา
CSS เรื่องมันยาว สอนต้องใช้เวลา แต่หลักของมันง่ายนิดเดียว คือ ถ้าเป็นผู้ชายต้องทำตัวเป็นเกย์ เพราะเกย์เท่านั้นที่มีสไตล์
ไว้ค่อยคุยกันนะครับ ยังนึกไม่ออกว่าตอนนั้นเรียนมายังไง เที่ยวแกะดูและศึกษาจาก W3C เป็นหลัก
ว้าย…พี่เนเป็นเกย์หรือนั่น
มิน่าเล่า…เคืองอีเพ็ญเป็นพิเศษ
นี่คุณน้องเน…วันนั้นเจ๊ออกเอเอสทีวีอุบาทว์แค่ไหน โปรดส่งมาให้ดูด่วนนนนนน
ถ้ามีพรรคการเมืองแล้ว พธม. จะต่างอะไรกับ นบช. ที่เคลื่อนไหวเพื่อนักการเมือง
รูปแบบและอุดมการณของ การเมืองภาคประชาชนอยู่ที่ไหน ต่อไปเป็นพรรคแล้วจะออกมาต่อต้านอะไรในรูปแบบของประชาชนได้อีก ที่ทำมา193วัน เค้าจะมองว่าเป็นการปุทางเพื่อเข้าู้สู่ระบอบการเล่นการเมือง
เป็นไปได้ว่า เมื่อมีผลประโยชนเข้ามาเกี่ยวข้อง เสื่อมลงแน่นอน
-ถ้าใครอยากเล่นการเมือง คุณควรแยกตัวออกไป ตั้งพรรคการเมืองต่างหาก แล้ว พธม จะสนับสนุนคุณหรือไม่ เค้าจะตัดสินใจเอง อย่าทำให้ก้อนดินที่ใช้เวลาปั้นถึง 193 วันนั้นแตกออกมาเลย บางทีมันอาจปั้นกลับขึ้นมาใหม่ไม่ได้ก็ได้..
พธม มีพลัง เป็นพลีงความดี
ขณะที่การเมืองมีความดีน้อยมาก
ดังนั้น อยากให้มีการเปลี่ยนแปลง จำเป็นมากที่
ควรจะขยายตัว เป็นพรรรคการเมือง
ผู้นำเป็นใครก็ได้ ที่มีพลัง
ไม่จำเป็นต้องอาศัยแกนนำ
เพราะแกนนำคงไม่เอา
พี่ตั้ว ก็ได้นะ
สู้ ๆๆ เราอยากให้เข้ามามีส่วนร่วมให้เกิดการเมืองแบบใหม่
ละลายความเก่าๆ ที่มีอยู่
ขึ้นกับแนวทางในการทำงานของพันธมิตร และกติกาของระบอบประชาธิปไตยครับ
1. พลังการตรวจสอบของเรานันมิมีใครในประเทศนี้กล้ามองข้ามแล้วครับ แต่เป็นการตรวจสอบของภาคประชาชนนอกสภา
2. หากกติกายังคงเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในสภา และเรายังมีความประสงค์ที่จะทำการเมืองใหม่ การส่งคนเข้าสภาเพื่อกำหนดนโยบาย หรือแม้แต่เข้าไปตรวจสอบ ก็จำเป็นมิใช่หรือ
ทั้งสองประเด็นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และต้องขบคิดอย่างรอบคอบเป็นอย่างยิ่ง ที่สำคัญคืออุดมการณ์ต้องไม่เปลี่ยนครับ หากอุดมการณ์เปลี่ยน ก็จะไม่มีทั้งสองข้อ
เห็นด้วยอย่างยิ่ง ถ้าท่าน น.ต.ประสงค์มาเป็นหัวหน้าพรรคยิ่งเห็นด้วยครับ ปฏิวัติคราวที่แล้วนึกว่าจะได้ท่านมาสะสางระบอบทักษิณ กลับไปเอาฤษีเลี้ยงเต่ามาทำให้ประเทศชาติเสียหายไปอีก แล้วผมคิดว่าไม่ต้องรอเวลาอีกแล้ว ทำพรรคเถิดครับ พันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยคือแกนของระบบ ส่วนพรรคคือเครื่องมือชนิดหนึ่งที่เป็นกลไกขับเคลื่อนการสร้างชาติ และคงไม่มีเพียงแค่พรรคการเมืองอย่างเดียวที่เป็นกลไกขับเคลื่อน น่าจะมีกลไกอื่นๆอีกพี่น้องลองช่วยกันคิดดูครับ
@FooLsHanG มาตอบเรื่อง CSS ดีกว่า
เน้นเปลี่ยนฟอนต์หรือ layout ของเว็บคะ
ถ้าเปลี่ยนฟอนต์ก็ง่ายหน่อย มีไม่กี่คำสั่ง ถ้า layout ก็ยาวหน่อย
http://www.thaicss.com/css/
http://webdesign.about.com/od/.....Sheets.htm
http://www.w3schools.com/css/css_reference.asp
พี่เนศึกษาจาก W3C เหรอ ไนซ์เรียนโดยดูจากตัวอย่าง เว็บไหนสวยก็ดูโค้ดแล้วลอกซะ
แต่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องดูแล้วนิ จำได้แล้วว่าต้องการทำอย่างนี้ต้องโค้ดอะไร
ไม่เห็นด้วยครับ
ครั้งหนึ่ง เราเคยมีพรรคพลังธรรมที่มีแนวทางปฎิรูปการเมืองที่โดดเด่น ถึงขนาดที่ตอนนั้น พลตรีจำลองบังคับให้ลูกพรรคทุกคนต้องแสดงรายการทรัพย์สิน ทั้งที่ตอนนั้น รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้บังคับ แต่แล้ว พรรคพลังธรรมก็อยู่ได้ไม่นาน
ภายใต้กลไกการเมืองที่มันพิกลพิการแบบนี้ยังไม่ถึงเวลาครับ ประการสำคัญ กระแสที่มีคนจำนวนมากไม่ยอมรับการปิดสนามบิน ถ้าตั้งพรรคไปโดยพลการ มันอาจหมายถึงจุดจบก็ได้
การตั้งพรรคเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าจะตั้งพรรค ผมเห็นว่าควรกำหนดศึกษาให้รัดกุมกว่านี้ ข้อเสนอในอนาคตเกี่ยวกับการตั้งพรรคพันธมิตร เมื่อถึงเวลาอันควร
1.เน้นการระดมทุนจากการบริจาคเงินของเหล่าสมาชิก (อ.เกรียงศักดิ์ใช้คำว่า “ทำบุญการเมือง”)
พึ่งพาทุนจากกลุ่มทุนให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการตอบแทนบุญคุณ และต้องมีการควบคุมการใช้ทุนอย่างเข้มงวด
2.โครงสร้างกรรมการบริหารและหัวหน้าพรรคส่วนหนึ่งต้องมาจากการเลือกของเหล่าสมาชิกพันธมิตรโดยตรง ทั้งนี้เพื่อให้สมาชิกพันธมิตรมีส่วนร่วม และต้องมีการแถลงว่าจะนำพรรคพันธมิตรไปในแนวทางใด
3.กฎหรือวินัยของพรรคพันธมิตรต้องมีสภาพบังคับ มีกระบวนการไต่สวนภายในที่ชัดเจน และมีการลงโทษที่เด็ดขาด
4.มีการตั้งฝ่ายวิจัยรองรับเพื่อวิเคราะห์ถึงนโยบายสำคัญ
5.เชื่อมโยงพรรคเข้ากับเครือข่ายอื่น อาทิ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เครือข่ายต่อต้านคอรัปชัน ฯ
6.จุดที่สำคัญมาก ๆ คือ การกลั่นกรองคนเพื่อเข้าสู่พรรค และดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ประเด็นนี้ สมาชิกพันธมิตร สายการเมืองภาคประชาชน สมควรมีส่วนร่วมด้วย ไม่ใช่เป็นอำนาจของ สายการเมืองเพียงอย่างเดียว
@art19
ขออนุญาตทำการแก้ไขโพสต์ ให้ประโยคเป็นประโยคนะครับ แบบที่พิมพ์มาอ่านยาก (ผมไม่นิยมการเขียนภาษาในทำนองนั้น) ไม่สะดวกอ่าน
เท่าที่ฟังจากแกนนำวันนี้ แกนนำมีทิศทางว่าไม่ขัดข้องหากจะมีบางท่านไปตั้งพรรคการเมือง เพื่อดำเนินการในรัฐสภา แต่ขอสงวนชื่อ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ไว้ให้เป็นการเมืองภาคประชาชน คือ ถ้าคุณประสงค์ หรือใครตั้งจะใช้ชื่ออื่น
ความเห็นของคุณเข้าใจว่ามีการพูดคุยกันแล้วในระดับวงในมากพอสมควร ผมเห็นด้วยในหลายประเด็น แต่ก็เชื่ออยู่อ่างหนึ่งว่าในความเป็นพันธมิตรฯ นั้น มีความหลากหลายทางความคิดอยู่มาก แต่เมื่อตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดไป เราก็พร้อมใจไปตามนั้น
กรณีศึกษาพรรคพลังธรรม ถ้าผมจำไม่ผิด เป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่ลุงจำลองเคยพูดถึงว่าพันธมิตรฯ จะไม่ควรเป็นพรรคการเมือง
ถ้ามองโดยยึดความเห็นแก่ตัวและติดขำสักนิด ผมจะบอกว่าถ้าตั้งพรรคการเมืองแล้วเราจะหมดสนุก เพราะโอกาสจะได้ชุมนุม ได้ดาวกระจายจะลดน้อยถอยลง
ปล. คุณประพันธ์หลุดออกมาคำนึงว่า “พรรคประชาภิวัฒน์”
แสวงจุดร่วม
สงวนจุดต่าง
กว่าจะถึงวันนั้น พันธมิตรคงจะมีคำตอบที่ดีที่สุด เพื่อประเทศไทย
ความคิดและข้อเสนอส่วนตัว
แต่พรรคพันธมิตร ไม่ควรเกิดในการเมืองเก่า
หากเกิดตอนนี้ ก็สู้นายทุนไม่ได้อยู่ดี
เมื่อเราสู้ในสนามเลือกตั้ง(ในกติกาปัจจุบัน)ไม่ได้ เราก็ไม่ควรลงแข่ง
พรรคพันธมิตร จะเกิดขึ้นหลังการเมืองใหม่เท่านั้น
ตอนหน้าที่ของเราจึงต้องเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่และยาวนาน
กลุ่มพรรคพันธมิตร…หมายถึงประชาชนผู้มีส่วนร่วมนะครับ ไม่ใช่แกนนำนะ(จะอย่างไรแกนนำเขาก็ประกาศแล้ว ไม่ต้องการอำนาจใดๆ) ควรจะรวมตัวรวมเงินกันตั้งพรรคจะดีกว่า ไม่เช่นนั้นการต่อสู้จะเกิดขึ้นไม่รู้จักหมดจักสิ้น การขับดันพลังทางสังคมให้เห็นการเมืองใหม่อย่างเป็นรูปธรรมจริงจัง ทำได้ยาก อย่างที่ น ต ประสงค์ ท่านกล่าว ทุกพรรคล้วนแต่มีนักการเมืองเลวๆ ก็อย่างที่เราๆเห็นกันอยู่ พันธมิตรต้องมีส่วนร่วมกับการปกครองประเทศนี้(ก็มันประเทศของเรานี่)เข้าไปชิงอำนาจรัฐจากพวกมันเสียก็หมดเรื่อง อย่าช้าอยู่เลย ช่วงนี้เป็นจังหวะที่ดีที่สุด เราอาจมีนายก ซื่อ ยะใส ก็ได้นะ หรือ ชื่อ ตั้ม ตัวดำๆ จะรู้ได้ไงในวันข้างหน้า แต่ที่แน่ๆประเทศนี้ต้องมีนักการเมืองหน้า บาง ไม่ใช่นักการเมืองหน้าด้าน