พรรคพันธมิตรฯ ทางที่ต้องเดิน

หากใครจะถามผมว่าเห็นด้วยหรือไม่กับการจะตั้งพรรคการเมืองของพันธมิตรฯ  ผมตอบไม่ได้ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เพียงแต่ตระหนักรู้ว่าเป็นทางที่จำเป็นต้องไป

เราจำเป็นต้องเข้าสู่การเมืองในระบอบรัฐสภา ไม่มีทางเลือกอื่น

ประการหนึ่ง สถานะของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นพลังงานขนาดใหญ่ที่สามารถขับเคลื่อนเพื่อพลิกเปลี่ยนสังคมได้ พลังงานหรืออำนาจอันมีอยู่จริงของประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ได้พิสูจน์ความดำรงอยู่และขนาดพละกำลังตลอด ๓ ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการแสดงศักยภาพ-พลานุภาพในช่วง ๑๙๓ วัน แห่งการต่อสู้เพื่อล้มล้างรัฐบาลนอมินี-สมุนรับใช้ไอ้หน้าเหลี่ยม หรืออีกนัยหนึ่ง. .พระเจ้ามูลเมือง (ที่เพิ่งประกาศซ้ำเป็นคำรบสองว่าแท้จริงแล้วตัวเองเป็น “หมา” !!)

ประการหนึ่ง การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ในแต่ละครั้งใช้ต้นทุนขนาดมหาศาล เกินกว่าที่จะสามารถประเมินตัวเลขปริมาณเงินว่ากี่ร้อยหรือกี่พันล้าน เพราะต้นทุน สิ่งที่ต้องจ่าย สิ่งที่ต้องแลกเป็นมากกว่าเงิน ไม่ว่าจะเป็นการต้องเสียความจำเป็นส่วนตัว ความสุขสบาย เวลา แรงกาย แรงใจ รายได้ ฯลฯ กระทั่งร่างกายหรือแม้แต่ชีวิต ที่ไม่อาจประเมินค่าตีราคาเป็นจำนวนเงิน แต่ท้ายสุดการเคลื่อนไหวแต่ละครั้งแม้จะได้ผลลัพธ์ในทางตรงที่ก่อให้เกิดความเข้มแข็งของพันธมิตรฯ เอง หรือการบรรลุเป้าหมายในบางส่วน แต่เป้าอันเป็นยอดหรือเป้าสูงสุด คือ การสถาปนาการเมืองใหม่ ที่เป็นการเมือง-สังคมที่สะอาด กอรปด้วยคุณธรรมนั้น ยังไปไม่ถึง ทำได้สูงสุดจากการลงทุนครั้งสุดท้ายคือการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล

แม้ดูเหมือนเป็นการให้โอกาสแก่ประเทศ ซึ่งจะเป็นจริงอย่างนั้นหรือเปล่ายังไม่ทราบ แต่อีกด้านผลลัพธ์การต่อสู้ของพันธมิตรฯ ก็เป็นไปตามครรลองเดิม ๆ เข้าอีหรอบเดิม ..เตะหมูเข้าปากหมา

ประการหนึ่ง ค่อนข้างปรากฎชัดตั้งแต่ต้นว่าแนวคิดในการไปสู่การเมืองใหม่ของพันธมิตรฯ และประชาธิปัตย์นั้นเป็นคนละเรื่องคนละคิดทาง แม้มีความสอดคล้องต้องกันบางประการ แต่ล่าสุดรัฐบาลโยนภาระไปให้สถาบันพระปกเกล้าพร้อมตั้งธงว่าเป็นการ “ปฏิรูปการเมือง” ดูว่าจะเป็นคนละเรื่องเดียวกัน เพราะธงที่สถาบันฯ ตั้งปลายทางมุ่งไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญ ที่เป็นเรื่องบ้าบอค้างเก่ามาตั้งแต่ ๒๔๗๕ ล้มเหลวกับวังวนไร้สาระเรื่องแก้รัฐธรรมนูญมากี่ครั้งกี่คราว ปฏิรูปการเมืองกี่ครั้งกี่คราว เรายังไม่เคยถึงแก่นของการแก้ไขระบบการเมืองการปกครอง

ประการหนึ่ง ผลที่สุดของการต่อสู้ของ “ภาคประชาชน” จะไปสิ้นสุดที่การ “เปลี่ยนขั้วอำนาจ” อย่างที่เปรย ๆ กันอยู่เนือง ๆ ว่าสุดท้าย “ตาอยู่” ก็ได้ไป หรือไม่ก็ “หมาคาบไปแดก” หนทางเดียวทื่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง คือ การต้องเข้าถึงอำนาจรัฐ แม้พันธมิตรฯ จะทำให้เกิด “ประชาภิวัตน์” แต่การอภิวัตน์นั้นไม่ถึงที่สุด คือ อำนาจในการบริหารบ้านเมืองไม่อยู่ในมือของประชาชน ซึ่งที่สุดไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

ประการหนึ่ง การเข้าสู่อำนาจรัฐหากไม่เกิดจากการลงสู่ถนนและยึดอำนาจการปกครองบ้านเมืองมา ช่องทางอื่นที่เป็นไป มีเหลือเพียงช่องทางเดียว คือ ผ่านช่องทางและครรลองที่มีอยู่เดิม นั่นคือ การตั้งพรรคการเมืองและลงสู่สนามเลือกตั้ง

ประการหนึ่ง การ “ยืมจมูกคนอื่นหายใจ” อย่างหวังให้ประชาธิปัตย์รับช่วงเพื่อสร้างการเมืองใหม่นั้นเห็นจะยากที่จะได้ดังปรารถนา หรือไปในทิศทางที่เราเห็นว่าควรจะเป็น อีกทั้งคงไม่ใช่วิสัยที่จะประพฤติเป็นกาเหว่าฝากไข่ในรังกา เพราะความจริงประการหนึ่งที่ต้องยอมรับ คือ พรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเมืองเก่า การเมืองเก่าที่ “ล้มเหลว” ดังที่นายอภิสิทธิ์ว่า

ประการหนึ่ง พันธมิตรฯ เองจำเป็นต้องตั้งหลักทบทวนว่า เราเองไม่สามารถที่จะทุ่มสรรพกำลังลงสู่การเคลื่อนไหวบนท้องถนนไปตลอดกาลปวสานได้ เพราะสิ่งนั้นใช้ต้นทุนสูงและให้ผลสัมฤทธิ์ต่ำ ประสบการณ์ ๑๙๓ วัน เป็นเรื่องใหญ่ที่จำต้องทบทวน โดยเฉพาะกับเหตุการณ์ ๗ ตุลา ที่เกิดการสูญเสียอย่างมหาศาลต่อร่างกายและชีวิต เราไม่อาจให้เกิดสิ่งนี้ซ้ำได้อีก เป็นความจำเป็นที่เราอาจต้องสถาปนาการต่อสู้ในสองระนาบ ด้านหนึ่งธำรงความเป็นภาคประประชาชน ด้านหนึ่งเข้าสู่อำนาจการเมือง

ความจริงประการหนึ่งที่จำต้องยอมรับว่าอาจเกิดความปริแยกอย่างมหาศาลในหมู่พันธมิตรฯ เมื่อมีดำริจะตั้งพรรคการเมือง บางส่วนอาจติดหล่มความคิดว่า พันธมิตรฯ จะต้องเป็น “ภาคประชาชนที่บริสุทธิ์เท่านั้น” ซึ่งมองอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรเสียหาย เพียงแต่เราตัดช่องน้อยทิ้งโอกาสที่จะสร้าง “ภาคการเมืองที่บริสุทธิ์” ที่อาจจัดเป็นแขนขาหนึ่งของพันธมิตรฯ

หากเราจะได้ถอดบทเรียนความล้มเหลวในอดีต จัดกระบวนการที่เป็น “พรรคที่ประชาชนตั้ง” อันเกิดจากอุดมการณ์ร่วมกัน เราจะได้ “พรรคการเมืองแท้ ๆ” ขึ้นมา ปัญหาและอุปสรรคมีอีกมากที่ต้องพิจารณาและแก้ไข ถอดไปทีละเปราะ

และผมพูดเฉพาะในเชิงหลักการเท่านั้น เพราะหากสังคมพันธมิตรฯ เองก็เป็นสังคมของการเมืองเก่า ไม่ว่าทิศทางไหนเราก็จะมุ่งไปสู่การทำลายตัวเอง

Posted in ทัศนะ and tagged , , . Bookmark the permalink. Print

About n/e

ชายไทยไม่ระบุชื่อ สิ่งมีชีวิตเขตร้อน เกิดและเติบโตเหนือเส้นศูนย์สูตรเล็กน้อย รักในกาแฟรสขมเข้ม นิยมความเงียบ กินอยู่หลับนอนกับแมว ๑๖ ชีวิต
Click the image below for Shared Hosting ONLY $2.48/month

19 Responses to พรรคพันธมิตรฯ ทางที่ต้องเดิน

  1. ทิดโอ says:

    ความคิดของผมก็เห็นด้วยครับที่พันธมิตรฯจะสนับสนุนให้มีพรรคการเมืองในเงื่อนไขและข้อกำหนดของพันธมิตรฯ ถึงแม้ว่าทางที่ต้องเดินที่คุณเนได้แสดงความคิดเห็นเชิงหลักการในครั้งนี้ จะมีความเสี่ยงสูงระหว่างความเหมือนหรือแตกต่างกันของการเมืองในสภาฯกับการเมืองภาคประชาชนของพันธมิตรฯครับ ก็จะขอเป็นกำลังใจและขอสนับสนุนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมด้วยคนครับ

  2. n/e says:

    @ทิดโอ:
    เป็นทางเสี่ยงที่จำต้องเดิน ผมเห็นด้วยว่ามีความเสี่ยงสูงที่อาจทำให้เกิดการสูญสลายของพันธมิตรฯ แต่อีกด้านเราก็ไม่สามารถที่จะลงสู่ถนนแล้วเกิดการสูญเสียอย่างครั้งนี้ได้อีกแล้ว มันเจ็บปวดครับ และเจ็บยิ่งกว่าที่เป้าหมายไม่บรรลุ

    ทางที่จะตั้งพรรคมีความจำเป็นอย่างหนึ่ง คือ ต้องเกิดความสุขงอมในระดับประชาชนพันธมิตรก่อน ไม่ใช่การเห็นดีเห็นงามของแกนนำ มันควรเกิดอย่างที่มันจะเกิด

    ผลไม้แก่อาจกรอบอร่อยแต่ไม่หอมหวาน และเอาเมล็ดไปทำพันธฺุไม่ได้ :ขยิบ:

  3. YHUN says:

    ตราบใดที่ยังเอาธรรมนำหน้า จะไปทางไหนก็ไม่ผิดหรอก

    ที่ผ่านมา หากไม่มีความสูญเสียในวันที่ 7 และ จากระเบิดแล้ว คงไม่สามารถพิสูจน์หัวใจอันแกร่งกล้าของหมู่พันธมิตรได้

    ภารกิจของพันธมิตรคงไม่เพียงแค่..เตะหมูเข้าปากหมา.. หรือให้ปีศาจได้เสวยสุขบนเก้าอี้หรอก

    แต่เป็นการกระตุกสังคมครั้งยิ่งใหญ่ ที่จะให้คนออกมาต่อต้านกับความไม่ถูกต้องทุกรูปแบบ
    โดยเฉพาะการต่อต้านการคอรัปชั่นที่เกิดทุกหย่อมหญ้า

    ตอนนี้ชาวบ้านกล้าจะออกมาวิพากย์ทุกโครงการหรือกิจกรรมของภาครัฐ ที่จัดขึ้นเพียงแค่ใช้งปม.โดยมิได้เอาความต้องการของชุมชนเป็นตัวตั้ง ซึ่น่าจะเป็นผลพวงที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ของพันธมิตร

  4. Patriot says:

    It’s the matter of right timing in this movement. When Palangtham Party was established and could get the landslide vote from Bangkok people is a good example or right timing. Whenever the same condition occure, PAD party will surely get support from majority of Thai peoples for sure. Even if it will take another few years to reach that point, we will need to wait. If it’s too soon, we will fail and can’t get what we need anyhow.

    The simple saying is ” Don’t feed the people when they don’t hungry”. The right timing is when majority people are seeking for new politic, then PAD Party will be the most welcome”. PAD members and supporter still be only 1/3 of the whole nation and we need to make at least another 1/3 to feel the same as we do on new politics.

  5. Nimedly says:

    พรรคการเมืองก็เป็นหนึ่งในทางเลือกอีกทางนึง

    การมีส่วนร่วมของประชาชนก็เช่นกัน

    ถ้าพรรคการเมืองไม่โปร่งใส ประชาชนไม่มีส่วนร่วมที่ดีกว่านี้

    จะมีอีกกี่พรรค กี่คน หรือ กี่ม็อบ

    ก็คงไม่มีผล !!!

  6. n/e says:

    @Patriot:
    เห็นด้วยที่ว่าเงื่อนของเวลาเป็นปัจจัยอย่างสำคัญ ทำอะไรถูกที่ถูกเวลาย่อมส่งผลดี
    เมื่อประชาชนที่เป็นพันธมิตรฯ มีความสุกงอมและเห็นพ้องว่าเราควรต้องมีกพรคการเมือง
    เมื่อสังคมเห็นพ้องว่าและเรียกร้องต้องการสังคม-การเมืองใหม่

    แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า
    ทั้งสองอย่างจะมาพร้อมกันอย่างถูกที่ถูกเวลาได้หรือไม่ (เป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ในทั้งสองทาง)
    อีกประการ รอยปริแยกในสังคมในระหว่างการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ จะน้ำหนักน้อยกว่าการเรียกร้องต้องการสังคมการเมืองใหม่ หรือไม่และอย่างไร

    @Nimedly:
    ฟังๆ แล้วเหมือนจะเข้าทำนอง “บ้านเมืองไม่ใช่เรื่องของเรา” ยังไงไม่รู้

  7. noi_pounjadkoo says:

    ความแตกแยกมันเกิดขึ้นแล้วอย่างเห็นได้ชัดนะ
    อย่าหลอกตัวเอง อย่าหลอกมวลชนกันเลย

    ความแตกแยกนั้นเกิดจากการอิจฉาริษยากันเอง
    ไม่น่าเชื่อเลยว่า หลายๆ คนที่บอกว่าตนมีปัญญานั้น
    จะปัญญาอ่อนกันได้ถึงเพียงนี้…เอ! ฉันด่าใครวะ

  8. Nimedly says:

    พี่เน บ้านเมืองนะเป็นเรื่องของเรา

    แต่ทำไมคนส่วนใหญ่ ทำเหมือนไม่ใช่เรื่องของเรา

  9. ท่านแม้ว says:

    รูปของคุณกำลังถูกละเมิดลิกสิทธิ์

    http://www.pantip.com/cafe/raj.....15104.html

  10. Nimedly says:

    สภาพบ้านเมืองเราตอนนี้

    หลาย ๆ คน คงไม่อยากพูดเลยว่า

    ” บอกพระเจ้าเถอะ ข้าหิวข้าว ”

    ( ไปซื้อ ข้าว ASTV สิ :555+: :555+: :555+: )

  11. FooLsHanG says:

    ผมว่ามันก็ดีไปอยางนะเพราะเราเข้าไปบริหารเองไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ เราสามารถที่จะทำอะไรก็ได้(แต่ไม่ผิดกฎหมาย และ ยังคงความคิดเดิมอยู่) แต่ผมเป็นห่วงตรงที่เมื่อมีอำนาจ แล้วจะเปลี่ยนไป
    เดี๋ยวก็ต้องมาประท้วงพวกเดียวกันอีก (ผมคิดมาหลายทีและว่าตัวองเป็นพันธมิตรไหม เพราะว่าผมไม่ได้เข้าร่วมอะไรกับพันธมิตรเลย สิ่งที่ทำก็มีอย่างเดียว คือ รับ SMS ข่าว แค่นั้นเอง และ ทำได้ก็แค่ดูอยู่หน้าจอทีวีเท่านั้น ผมก็เลยคิดว่าตัวเองไม่ใช้พันธมิตรหรอก เป็นพวกอยู่ตรงกลางแต่เห็นด้วยกับความคิดของพันธมิตรและการกะธรรม(ถูกไหมเนี้ย)ของพันธมิตรเป็นส่วนใหญ่)แต่ไม่เคยดู DTV เลย เพราะเคเบิลที่บ้านเข้าไม่เอามาให้ดู :555+:

  12. kittinunn says:

    ผมไม่มีความคิดเห็น หากพันธมิตรฯ จะตั้งพรรคการเมือง ทีนี้สำหรับพื้นที่การเมืองภาคประชาชน จะยังมีพื้นที่เหลืออยู่หรือไม่ ผมคิดว่าผมอาจจะเลือกตรงจุดนั้น ส่วนพรรคการเมืองจะเลือกพิจารณาตอนลงคะแนนเสียง สนับสนุนหรือคัดค้านรอให้ถึงตอนนั้นดีกว่า

  13. เคระ says:

    ถ้าอย่างนั้น คนที่รับตำแหน่งหัวหน้าพรรค จะต้องเป็นคนที่เหมาะสมมาก ๆ
    เป็นผู้นำ ที่มีความกล้า เด็ดขาด

    โครงสร้าง และความปฏิสัมพันธ์ของสมาชิกของพรรค กับโครงสร้างภาคประชาชนอย่างพันธมัตรต้องแตกต่างกัน

  14. เคระ says:

    ทำไมทุกคนต้องกลัวภาคประชาชนที่เข้มแข็งจะอ่อน หรือจะหายไปก็ตาม ถ้าภาคประชาชนแข็งจัด แต่รัฐบาลเหมือนเดิม มันดีตรงไหน ถ้าสมเด็จพระเจ้าตาก รวบรวมได้แต่ภาคทหารข้าราชการเท่านั้น ภาคประชาชนร่วมกันเป็นภาคประชาชนที่เข้มแข็ง แล้วแสดงพลังอยู่ตามพื้นที่ของตัวเองโดยสงบ ท่านจะกอบกู้บ้านเมืองได้อย่างที่ผ่านมารึเปล่า

    แล้วภาคประชาชนอย่างพันธมิตร จะเข้มแข็งไปได้นานเท่าไหร่ ถ้าคนที่มีอำนาจในบ้านเมือง ไม่เห็นความสำคัญของภาคประชาชนที่เข้มแข็งอย่างพวกเรา มองเรา เรียกเราว่าเสื้อเหลือง ที่ไม่ต่างอะไรจากเสื้อแดง สมัคร sms แล้ว ซื้อข้าวแล้ว astv ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเข้มแข็งขึ้นเลย

    อาจจะดุดันไปนิส แต่รอเนเขียนเรื่องนี้นานแร้ว เก็บกด เก็บกด

  15. n/e says:

    @noi_pounjadkoo:
    เรื่องไม่เข้าท่า ธรรมดาของสังคมเรา
    ความแตกแยกนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของการคัดกรองคนโดยธรรมชาติ

    @Nimedly:
    มีปลาเค็มแถมให้ตัวนึง

    @FooLsHanG:
    ธรรมชาติของอำนาจเปลี่ยนคนเสมอ เว้นแต่คนนั้นเป็นคนดีจริง
    เป็นของแท้ของจริง นอกนั้นไม่รอด
    มีหลายอย่างที่ไม่ใช่เรื่องของอำนาจ แต่เป็นมายาบางอย่าง

    @kittinunn:
    เห็นว่า และเท่าที่จะทราบ คงไปในทางที่เป็นการเคลื่อนคู่ขนาน การเมืองภาคประชาชนในฐานะที่เป็นพันธมิตรจะยังอยู่ แต่อาจไม่เหมือนเดิม
    บอกกันอย่างตรงไปตรงมาว่า ถึงแม้เห็นว่าเป็นทางที่ต้องเป็นไป แต่ขอดูอีกที
    ที่แน่ชัดเป็นที่สุดตอนนี้ คือ ไม่ว่ายุคใดสมัยใดต่อไปข้างหน้า จะไม่ลงคะแนนให้ประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเห็นความสำคัญในการลงคะแนนทางยุทธศาสตร์มากน้อยแค่ไหน อย่างไร

    @เคระ:
    ความกลัวภาคประชาชนจะอ่อนแอลง เป็นมายาคติเดิม ๆ ที่คนส่วนใหญ่ติดหล่ม แต่เรื่องนี้ทำความเข้าใจได้ เพราะเรามีความมักคุ้นว่า การเมืองเป็นการเมือง เป็นเรื่องสกปรก ซึ่งไม่ได้ผิดไปจากความเป็นจริง

    ภาคประชาชนเอง การเดินในระยะทางไกล ๆ จะพิสูจน์ตัวเองมากพอสมควร แต่ไม่มีสิ่งใดอยู่ยั่งยืน พันธมิตรฯ เองก็มีสิ่งนี้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เพียงแต่ว่าเราอยู่มายาวและเข้มแข็งกว่าที่เคยมีเคยเป็น

  16. HBP Extreme says:

    ฝากถึงคนไม่เห็นด้วยกับการตั้งพรรคนะครับ
    เราเสี่ยงเป็น เสี่ยงตายกันมาเยอะแล้ว อย่างที่คุณสนธิบอก “ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง”
    การตั้งพรรคการเมืองคือกระบวนท่าใหม่ที่เราจำเป็นต้องลองใช้ จะกลัวกังวลไปทำไม
    เราช่วยกันทำอะไรสำเร็จมามากมายแล้ว สูญเสียก็มากแล้วนะครับ
    ถ้าเราไม่ตั้งพรรคแล้วจะทำอย่างไร จะให้วนอยู่ในอ่างเหมือนเดิมงั้นหรือ??????

  17. noi_pounjadkooy says:

    ถ้าตั้งพรรคการเมืองแบบไม่มีอะไรแอบแฝง
    ให้เป็นไปตามกระบวนการทางการเมือง ใครอยากตั้งก็ตั้งไป เราเห็นด้วย

    แต่ถ้าด่าหรือให้ร้ายพวกเดียวกันเอง เพื่อให้เป็นพรรคเพียงพรรคเดียว
    จะได้มีจุดยืนเดียวกัน เสียงจะได้ไม่แตกแยก จะได้กำชัยชนะ
    แบบนั้น…เราก็คงไม่แตกต่างอะไรกับ น.ป.ช. นะ

    ฉันคิดเองได้ (ขอบอก) ไม่ต้องมาคิดให้ฉัน

  18. Nimedly says:

    ถ้าจะแถมปลาเค็มแล้วน่ะ ขอเป็นปลาอินทรีย์เค็มน่ะ เอาช่วงกลาง ๆ

    ถ้าได้น้ำชุบ ( น้ำพริกกะปิ ) ด้วย จะดีมาก

    ผมเป็นคนกินอะไร ๆ ง่าย ๆ น่ะ

    ข้าวมื้อนึงน่ะ ขอแค่ แกงเผ็ดอย่าง แกงจืดอย่าง ผัดผักสักอย่าง ต้มยำสักถ้วย ปลาเค็มเมื่อกี้

    ตามด้วยน้ำชุบ แล้วก็ไข่ชะอม ตบท้ายขนมหวาน ก็พอแล้ว

  19. นอ...นิม คนมีนอ says:

    การเมืองใหม่ หรือ อะไรก็แล้วแต่ที่แกนนำร่วมทั้งวิทยากรทั้งหลายพูดนั้นน่ะ

    เชื่อโดยสุจริตใจว่าเป็นเรื่องที่ดี

    แต่นั้นแหละ ก่อนที่จะมีกันได้ ต้องให้คน มีความรู้ ความนึกคิดมากกว่านี้ก่อน

    ไม่เช่นนั้น ระบบพวกลากมากไป เครือญาติ พี่น้อง เพื่อน และเงิน ที่ยังมีอยู่คงไม่ได้ทำให้ดีขึ้นหรอก

    ประชาธิปไตย ที่พูด ๆ กันน่ะ มันจะแย่ เพราะแบบนี้นั้นแหละ

    ก็เลยเป็นเหตุผลหลัก ๆ ทำไมพวกเสื้อแดง ถึงชอบอ้าง “เสียงข้างมาก”

    อีกทั้งเพราะหลาย ๆ คน ก็คิดได้แค่ว่าเสียงข้างมาก แต่ไม่รู้ว่า “เสียงข้างมาก”

    ในตอนนี้นั้นมาได้อย่างไร