๗ ตุลาทมิฬ: อัศดงวิปโยค
10 October 2008 - 18:33
หลังขาดหายจากทุกคนที่รู้จัก รับรู้ในตอนเช้าแก่ๆ จากพี่หน่อยว่าพี่หน่องกับพี่แหลมโดนยิงใส่ตัวแบบจังๆ พี่แหลมโดนที่ก้น พี่หน่องทั้งขาและคอ กีตาร์พังคามือ ขณะที่พี่หน่อยสะบักสะบอม คนอื่นๆ หน่วยพยาบาลของพี่อู๊ด พี่โอ น้องมดถอนตัวกลับประจำการที่ทำเนียบ (ทราบภายหลังว่าจัดทีมชุดใหญ่วิ่งควบจากทำเนียบมาช่วยที่รัฐสภาแบบไม่คิดชีวิต ระยะทางไม่ใช่ใกล้ๆ ซ้ำยังวิ่งฝ่าดงระเบิดและแก๊สน้ำตาแบบไม่คิดชีวิต) พี่ชัยและพี่ประเทืองแยกจากกันก่อนนั้น บ่ายเข้มๆ ตำรวจเริ่มมีความเคลื่อนไหว ด้านหนึ่งตรึงกำลังราวหนึ่งกองร้อยปิดบนสะพานที่แยกราชวิถีตัดกับพระราม ๕ (หัวมุมสวนจิตรลดา) ผมนั่งดูเหตุการณ์ใกล้จุดแรกที่ได้ยินเสียงระเบิดเมื่อตอนเช้า ครู่ใหญ่ตัดสินใจหาอะไรใส่ท้องเพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และจะได้กินอีกครั้งเมื่อไหร่

หลายคนเริ่มไม่วางใจแล้วว่าพวกมันจะไม่กระทำกับเราซ้ำอย่างเช้าตรู่ ทั้งที่เหตุการณ์ที่ผ่านมาเลวร้ายอย่างที่สุดแล้ว สังคมเริ่มประณามพวกมันแล้ว สมเด็จพระราชินีพระราชทานเงินช่วยเหลือมายังเราที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งเตือนสติว่าอย่าทำร้าย “พสกนิกร” ของพระองค์ แต่ไม่ใช่ ไม่ใช่อย่างนั้นเลย สิ่งที่เกิดขึ้นหลังเสร็จสิ้นข้าวผัดกล่องนั้นและมาม่าผัดใส่หมูสับแสนอร่อย (แต่กลืนไม่ลง) เสียงระเบิดก็ดังขึ้นเป็นระลอกที่แยกการเรือน
หย่อนกล่องข้าวในถุงดำแล้วเดินมุ่งไปแยกการเรือนในทันที ที่ระยะไกลสุดตาจะเห็นรายละเอียดจากแยกอู่ทองใน เห็นฝูงชนชุดเหลืองนับพันเต็มถนน เลยไปที่แยกการเรือนเห็นรถเมล์สีขาวจอดขวางสี่แยก ควันสีขาวลอยฟุ้งหลังรถเมล์คันนั้น เสียงระเบิดดังสนั่นต่อเนื่องหลังหมอกขาว ขวดน้ำลอยข้ามรถคันนั้นเพื่อหยุดควันจากแก๊สน้ำตา
ผมเดินสวนไปตามต้นเสียงและเห็นคุณวีระ สมความคิดเดินย้อนมา ทราบภายหลังว่าไปเจรจาแต่การเจรจายังไม่สิ้นสุดก็มีการระดมยิงใส่
หลังม่านควันและเสียงระเบิดที่ดังกึกก้องเป็นชุดๆ อย่างต่อเนื่องคือตำรวจ

การต่อสู้กับระเบิดและแก๊สน้ำตาด้วยขวดน้ำดูเหมือนไม่ได้ผลมากนัก หยุดควันได้แค่บางส่วนเท่านั้น ขณะที่ตำรวจระดมยิงมาอย่างต่อเนื่องเข้ากลางฝูงชน บางส่วนยิงระดับต่ำจึงชนเข้ากับรถเมล์คันนั้นหลายต่อหลายนัด เสียงระเบิดดังกึกก้องทั่วบริเวณ ความรู้สึกผมในตอนนั้นนึกถึงสมัยเรียน นสท. ตอนที่เราอยู่ในสนามระเบิด ปืนใหญ่ ห่ากระสุนเอ็ม ๑๖ นึกได้แต่ไม่คล้ายกันเลย ความจริงของจุดที่ผมเดินเข้าไปหานั้นเลวร้ายกว่า เสียงระเบิดดังสนั่นกว่า ของจริงเบื้องหน้ายากบรรยาย สะดุ้งสะเทือนทุกครั้งที่เสียงระเบิดดังขึ้น มันตั้งใจจะฆ่าเรามากกว่าจะตีความเป็นอย่างอื่น ทุกครั้งที่เสียงดังขึ้นคือเสียงประณามสาปแช่ง ถอยร่นแล้ววิ่งเข้าหาจุดที่ควันพวยพุ่ง โยนขวดน้ำเข้าไป โยนเข้าไป เดินรุกกลับไปยังต้นทางแล้วเจอระเบิดอีกลูก อีกชุด ต่อเนื่องอย่างนั้น


ภาพล่างอาจเป็นระเบิดแก๊สน้ำตาของแท้ (?) แกนในที่ปล่อยควันพวยพุ่งเป็นเหล็กคล้ายสแตนด์เลสมันวาว ควันพุ่งออกจากสองรู ความจริงผมควรได้ถ่ายอีกอันที่ผมเตะทิ้งไป แต่ด้วยความระแวดระวังว่าจะมีอีกสักลุกสองลูกพุ่งใส่หัวจึงไม่ทันกล้าเสียเวลามองทางอื่นมากนัก นอกจากทิศทางของมัจจุราช คำถามมีอยู่ว่าทำระเบิดแก๊สน้ำตาที่ยิงมาหลายลูกไม่มีแกนเงินวาวอย่างนี้ แต่กลับพบแค่จุกยางที่มีรอยกระจุยพร้อมคราบเขม่า-ไหม้?

ครับหลายลูกตกกลางถนน กลางคน หลายลูกตกที่ฟุตบาท ด้านหน้าผม ด้านหลังผม ใกล้ๆ ที่ผมอยู่ ขณะที่เพื่อนเราจำนวนไม่น้อยยังอยู่แนวหน้า ต้านการรุกคืบของเพชรฆาต ขว้างขวดน้ำเข้าใส่






หลายคนล้มฟุบลงกับพื้น เพื่อนที่อยู่ใกล้ต้องช่วยกันพยุง ช่วยรดน้ำ ช่วยกันหิ้วออกจากจุด การระดมยิงอย่างต่อเนื่องหยุดลงชั่วคราวเมื่อรถตู้ของหน่วยแพทย์ทหาร และทหารที่ติดเครื่องหมายกาชาดวิ่งลงจากรถตู้ในทันทีมุ่งมาหาพวกเรา เราทราบว่าเป็นหน่วยทหารที่สมเด็จพระราชินีส่งมาช่วย และทันทีที่ทหารเหล่านั้นมาถึงพวกเรา ตำรวจมันระดมยิงใส่พวกเราและทหารเหล่านั้นในทันทีทันใด มันยิงไม่เว้นแม้รถพยาบาล ทหารของพระราชินีบางคนโดนสะเก็ดเลือดไหล! ถามใหม่อีกที..แก๊สน้ำตามีสะเก็ดด้วยอย่างนั้นหรือ?




เราไอ้นักรบมือตบเสื้อเหลืองที่บัดนี้เหลือเพียงขวดน้ำเป็นอาวุธ หลายต่อหลายคนไม่มีหน้าแว่นกันแก๊สเดินรุกคืบเข้าหามัจจุราช เพื่อยันและยึดพื้นที่คืน บัดนั้นระเบิดก็ถูกระดมยิงมาเป็นชุดๆ ขณะที่แดดยามเย็นเริ่มส่องแสงสีเหลืองอ่อนกระทบกำแพงและยอดไม้ เป็นเวลาพลบค่ำที่น่าจะสวยงามสุดในเขตพระราชฐาน แต่ถนนกลับเจิ่งนองด้วยน้ำ ควันคลุ้ง ขวดน้ำ กล่องข้าว รอยเลือด พันธมิตรไม่เคยทำพื้นที่ชุมนุมให้อยู่ในสภาพนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ไม่เคยไม่ว่าที่ไหนๆ


หลายคนเปียกโชก ผมเชื่อว่าน้ำเหล่านั้นที่เทรดหน้ารดตารดตัวช่วยผ่อนผลกระทบจากแก๊สได้เพียงบางส่วน ผมเองยอมรับตามตรงว่ารู้แสบขอบตา คิ้ว ใบหน้า และแขนทุกครั้งที่โดนควัน ดีตรงที่แว่นตาบริจาคที่ถูกส่งมาแจกจ่ายนั้นช่วยไม่ให้แสบตาและน้ำตาไหล แต่ขอบคิ้วนั้นปวดแสบปวดร้อนเหมือนเดิม
เวลาผ่านไปเท่าไหร่ไม่ทราบ กี่ร้อยเสียงระเบิดที่ระดมยิงใส่เรา รู้แค่ว่าเวลานั้นใกล้ค่ำเต็มทีและไม่รู้จะสิ้นสุดและหยุดลงเมื่อไหร่ และเราจะยันต่อได้อีกกี่มากน้อยในเมื่อตำรวจเลือกใช้วิธีทำร้ายระยะไกลอย่างขี้ขลาด!
ความเดิมประเด็นใกล้เคียงกัน
(บางทีระบบก็มั่ว ..แต่คลิกอ่านเถอะ)- ๗ ตุลาทมิฬ: บทแรก สู่รัฐสภา (1.000)
- ๗ ตุลาทมิฬ: อรุณเลือดและน้ำตา (1.000)
- ๗ ตุลาทมิฬ: หัวใจทำด้วยอะไรฤา? (1.000)
- ๗ ตุลาทมิฬ: ไหลมาเทมา (1.000)
- ๗ ตุลาทมิฬ: มันตั้งใจฆ่าเรา (1.000)
- เอ็มวี ๕ ข้อเสนอ (RANDOM - 0.500)
n/e
ป้าย:
หมวด: 























10 October 2008 เมื่อ 19:29
“ไอ้พวกสัตว์นรก”
10 October 2008 เมื่อ 20:26
Khun n/e,
Sorry I cannot type Thai on this computer. I am a fan of your blog. I think your picture no. 11 (from top) may be a good evidence that what police called “tear gas” was actually not tear gas. This could be useful for us to help fight against those criminals to kill and injure our brothers and sisters.
10 October 2008 เมื่อ 21:04
ถ้าอย่างนั้นผมผิดใหญ่ผิดโตที่ไม่ได้ถ่ายอีกอันที่อยู่ใกล้ แต่ดันเตะมันทิ้งเพราะควันมันยังพุ่งอยู่
ส่วนใหญ่ที่ยิงมาบริเวณแยกการเรือน ถนนราชวิถีก่อนถึงแยกพิชัยเป็นแบบนั้นเกือบทั้งหมด
ขอบคุณสำหรับข้อมูลนะครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงจะส่งต่อข้อมูลไปให้ทีมทนาย
10 October 2008 เมื่อ 21:17
I am just guessing. It doesn’t hurt to ask an expert to take a close look at this picture. No matter what it was, it was a piece of metal and should not be fired to anyone.
13 October 2008 เมื่อ 15:00
เห็นกล่องอาหารแล้วนึกได้ว่า
วันนั้น ผัดซีอิ๊วในกล่องมันเยิ้ม ช่างอร่อยเหลือเกิน
เดินไปกินไประวังภัยตรงแยกอู่ทอง…แล้วมันก็เกิดเรื่องขึ้นจริงๆ
14 October 2008 เมื่อ 22:51
ขอนำไปเผยแพร่ต่อครับ ขอบคุณครับ
17 October 2008 เมื่อ 18:17
:กล้วย:
ไอ่พวกตำรวจ****
มีหัวไว้ใส่หมวกกับฟังผู้กำกับคอรัปชั่น
ถุ๊ย!!!