กองทุนมักง่าย (หมู่บ้าน)
ลำดับที่ 407 • 16 May 2008 - 22:40
นานๆ ครั้งจะออกจากบ้าน วันนี้มีธุระต้องออกไปข้างนอก นั่งรถเมล์แดง (รถร้อน) ราคา ๗ บาท นึกถึงสมัยที่มากรุงเทพครั้งแรกจ่าย ๒.๕๐ บาท และมาอยู่กรุงเทพจริงจังจ่ายอยู่ ๓.๕๐ บาท อยู่ไปอยู่มากลายป็น ๗ บาท วันนี้จ่าย ๗ บาท กลับเข้าบ้านได้ข่าวขึ้นอีก ๑ บาท ๕๐ สตางค์ ทันที ดีจริง!
ปีแรกที่ไอ้เหลี่ยม “ทักษิณ ชินวัตร” ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ผมยังมีอาชีพเป็นนักพัฒนาเอกชน หรือ เอ็นจีโอ ทำงานแถบสามอำเภอของจังหวัดสตูล รู้จักมักคุ้นพอควรกับเจ้าหน้าที่รัฐระดับอำเภอและจังหวัด ทำงานแบบค่อนข้างดีกันไม่ชวนรบ งานหลักของที่ทำงานผมจะเน้นสองเรื่อง คือ การฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่ง และกองทุนชุมชน
งานอย่างแรกเน้นการลดละเครื่องมือประมงที่มีผลกระทบต่อความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรชายฝั่งและทะเล รวมถึงการป้อง-ปราบเรืออวนรุนอวนลาก การระเบิดปลา ฯลฯ รวมถึงงานปรับปรุงฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่ง การสร้างทัศนคติในชุมชนให้มองเห็นคุณค่าของการหากินหาใช้อย่างยั่งยืน โดยใช้องค์ความรู้ที่มีอยู่ในหมู่บ้านเป็นหลักครับ
อีกงานเป็นเรื่องของกองทุนชุมชน เรียกกันว่า “ออมทรัพย์” ที่เป้าหมายอยู่ที่การเน้นการออม สร้างทุนของชุมชนเอง การพึ่งพากันภายใน การบริการจัดการร่วมกัน รวมถึงการขยับขยายเพื่อเป็นทุนสำหรับการพัฒนาและสร้างสวัสดิการภายในชุมชน เป็นด่านกันชนอย่างหนึ่งที่จะช่วยลดผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจภายนอกให้คนในชุมชน
ระยะปลายของงานที่เราทำจะเน้นงานออมทรัพย์เป็นหลัก เนื่องจากกระบวนการของการตั้งและดำเนินการของออมทรัพย์จะเป็นตัวช่วยในการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในระยะยาว นอกจากการประชุมระดม-แลกเปลี่ยนความเห็น การทำแผน วางแผน กำหนดทิศทาง ประเมิณงาน ตรวจบัญชี รับฝาก ฯลฯ เราทำงานเป็นเครือข่าย ๑๕ หมู่บ้าน ที่มีการประชุมร่วม ช่วยสนับสนุนส่งเสริมกันในหลายๆ ด้าน รวมถึงดูงานกองทุนชุมชนที่เขาดำเนินการมานานหลายปี
๑๐ หรือ ๒๐ ปี ของกองทุนชุมชนหลายที่ ทั้งที่นครศรีธรรมราชและสงขลาที่ไปดูงาน ศึกษาเรียนรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์ เรารับรู้ข้อมูลอย่างหนึ่งว่า ชุมชนเหล่านั้นมีความมั่นคงและเข้มแข็งในระดับที่สูงมาก พึ่งพาตัวเองได้ และมีเงินสะสมหลักสิบล้านหรือร้อยล้าน มีกิจการโรงสี โรงยาง ร้านค้าและอื่นๆ ที่สนับสนุนอาชีพของคนในชุมชน
ชาวบ้านในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ที่ประกอบอาชีพประมงชายฝั่งแทบทุกที่ รวมถึงที่สตูลมีปัญหาร่วมกันอย่างหนึ่ง คือ เป็นหนี้ มีหนี้ทุกครัวและเป็นหนี้สูงมาก ภาวะการเป็นหนี้เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นผลให้เกิดการทำประมงแบบทำลายมากขึ้น ทั้งการบุกที่ป่าโกงกาง การระเบิดปลา วางยาเบื่อปลา ทำโพงพาง อวนลาก อวนรุน และจับสัตว์น้ำขนาดเล็ก ซึ่งเป็นการกัดกินและทำลายตัวเอง ลดความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลลงไปเรื่อยๆ ที่ถึงจุดหนึ่งการออกหาปลาเป็นเหมือนการแทงหวย โชคดีแทงถูกก็ได้น้ำละหลายพันหรือหลายหมื่น โชคไม่ดีค่าน้ำมันกับน้ำชาข้าวเหนียวปิ้งก็ไม่คุ้ม
สิ่งเหล่านี้ คือ สิ่งที่ผมเห็นตลอดในทุกหมู่บ้าน รากของหนี้มาจากไม่กี่แหล่ง ส่วนใหญ่เป็นหนี้จากการประกอบอาชีพ อย่างเครื่องมือประมง ตั้งแต่เรือ เครื่องเรือ อวน น้ำมัน เรือเป็นของที่ซื้อครั้งเดียวแล้วใช้ได้นานแต่ต้องดูแลสม่ำเสมอ เครื่องเรือก็แพงไม่น้อยพ่อค้ามักเอามาขายในราคาที่แพงกว่าที่ควร อวนเป็นของที่ใช้และต้องเปลี่ยนบ่อย น้ำมันขึ้นราคาตลอดเวลา เหล่านี้หมายถึงต้นทุนที่ต้องจ่ายต่อเนื่องและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่เหลือเป็นหนี้ที่มาจากภาระความจำเป็นที่หาไม่พอจ่ายจึงต้องสร้างหนี้ หรือไม่หาได้ไม่พอกลบหนี้ที่กู้ซื้อเรือซื้อเครื่อง ส่วนสุดท้ายเป็นหนี้ความฟุ่มเฟือยที่เข้ามาพร้อมมอเตอร์ไซต์ เครื่องเสียง วีซีดี คาราโอเกะ เครื่องอำนวยความสะดวกที่หากันมาเพื่อความบันเทิง ทัดเทียมและหน้าตา
กองทุนออมทรัพย์ที่เราเริ่มทำกันในระยะปีแรกมีเงินที่ฝากกันมาคนละไม่กี่สิบบาทต่อเดือนมากพอในระดับที่ลดความเดือดร้อนจากต้นทุนการประกอบอาชีพได้พอควร เช่น การซื้อเครื่องทีละจำนวนมาก การซื้ออวนรวมกัน รวมไปถึงการปล่อยยืม
การปล่อยยืมและการรับฝากเงินมีผลข้างเคียงในบางระดับ เนื่องจากต้องมีการศึกษาแนวโน้มและคาดการณ์เงินที่หมุนในระบบและผลกระทบจากที่บางช่วงออกทะเลกันไม่ได้ ผลข้างเคียงที่ว่า คือ ทำให้คนในชุมชนเกิดการวางแผนการใช้จ่ายของตัวเองไปด้วยพร้อมๆ กัน
เล่าให้ฟังเป็นเกล็ดนิดนึงนะครับว่า แรกทีเดียวหมู่บ้านต่างๆ กำหนดตายตัวว่าปล่อยเท่าไหร่ในแต่ละเดือน จนมาช่วงหนึ่งเกิดพายุชาวบ้านออกทะเลไม่ได้ร่วมเดือนสองเดือน คนฝากเงินไม่มีเงินฝาก คนมีหนี้ยืมไม่มีความสามารถที่จะคืนเงินงวด ทำให้ออมทรัพย์ในหลายหมู่บ้านเกิดอาการขาดสภาพคล่องอย่างหนัก ชาวบ้านจึงเข้ามาหาที่สำนักงาน ผมเองที่โดยปกติจะร่วมประชุมแต่หนีเรื่องทำบัญชี (ไม่ชอบจริงๆ ครับ) จำไม่ได้ว่าตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น เขามากันสี่ห้าหมู่บ้านแล้วก็มาคุยกับผม ว่ามีปัญหาอย่างนี้เกิดขึ้นจะทำยังไง ก็ตกลงใจว่าขอให้นัดประชุมหลังข้าวเย็นและละหมาด เตรียมกาแฟให้พร้อมจะอยู่กันดึก
ในแต่ละหมู่บ้านชาวบ้านจะลงขันลงแรงสร้างที่ประชุมของตัวเอง ทำง่ายๆ ครับ เป็นโรงประชุมที่ใช้ไม้ในพื้นที่ หลังคามุงจาก สามสี่หมู่บ้านมานั่งประชุมร่วมกันได้ หมู่บ้านไกลผมให้ส่งตัวแทนมา
ค่ำนั้นสิ่งที่เราช่วยกันทำและเรียนรู้จากประสบการณ์การขาดสภาพคล่อง เราต้องวิเคราะห์และมองแนวโน้มให้ออก คำนวนณอัตราเงินเข้า-ออกขั้นต่ำ-สูง-และเฉลี่ย แยกประเภทเงินเข้า หาค่าวิกฤติ สิ่งที่ได้จากตรงนั้นทำให้เราได้ระบบที่มีความยืดหยุ่นสูง การปล่อยยืมที่มีความยืดหยุ่นปรับตามสถานการณ์ มารู้ภายหลังว่าเป็นระบบที่คล้ายของธนาคาร แต่หลังจากการประชุมค่ำนั้นที่สมาชิกและกรรมการทั้งหมดมาปรึกษากัน สี่ห้าหมู่บ้านที่ประสบปัญหาผ่านวิกฤติสภาพคล่องไปได้
เล่าตรงนี้ให้ฟังเพราะอยากอธิบายว่า การสร้างระบบออมทรัพย์ในชุมชน เอาโครงสร้าง กฏเกณฑ์มาแปะไม่ได้ แต่ต้องเกิดจากภายในที่ต้องตกลงร่วมกันว่าจะทำ กำหนดเป้าหมาย จัดวางโครงสร้าง ออกระเบียบ คัดเลือกคนทำงาน เงินต้องเกิดจากการออมภายใน (ตรงนี้สำคัญมากขาดตรงนี้ไม่มีทางเป็นกองทุนชุมชนที่เข้มแข็งได้) และผ่านการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ร่วมกัน
กองทุนชุมชนที่เข้มแข็งจะเกิดต้องเกิดด้วยตัวเองหรืออาจจะภายใต้การกระตุ้นแนะนำ แต่ไม่สามารถเกิด เติบโตและเข้มแข็งได้ด้วยการยัดเงินลงไป
ช่วงปลายของการทำงาน คือ ช่วงต้นที่ทักษิณเป็นนายก และทันทีที่ได้เป็นนายกประกาศเร่งนโยบายกองทุนหมู่บ้าน ทุกหมู่บ้านต้องเสร็จสิ้นภายใน ๑ เดือน ๓ เดือน
วันที่มีเรื่องกองทุนหมู่บ้านเข้าไปในหมู่บ้านที่ผมทำงาน อบต. ผู้ใหญ่บ้าน และแกนนำมาหาผมที่ร้านขนมจีน ขณะที่ผมกำลังมีความสุขกับขนมจีนสูตรสตูลร้านเพิงเล็กๆ เจ้าประจำในหมู่บ้าน เขาเล่าให้ฟังว่านี่รัฐบาลเขาจะทำกันอย่างนี้ๆ แล้วก็บ่นกันอุบ วิจารณ์กันต่างๆ นานๆ แต่ใจความอยู่ที่ “ไปไม่รอด” และ “เดี๋ยวแตก”
สัปดาห์ถัดมามีการเปิดประชุมใหญ่ของหมู่บ้านเพื่อเลือกกรรมการ พัฒนากรแวะไปบ้านผู้ใหญ่บ้านและนั่งคุยกับผม เรารู้จักมักคุ้นกันผมเลยถามไปตรงๆ ว่า “เขาทำกันยังไงหรือพี่” พี่พัฒนากรก็เล่าให้ฟังเป็นฉากๆ พร้อมให้ผมดูระเบียบ กฎ เป้าหมาย ที่เป็นแบบฟอร์มพร้อมใช้แผ่นสองแผ่น “เขาให้นี่มา” “รัฐบาลเขาเร่งให้รีบทำภายในกำหนด” “พี่ไม่รู้จะว่าไง เขาสั่งมา” ผมก็ตอบกลับไปแค่สั้นๆ ว่า “พี่จะลำบาก” เพราะวิธีการ คือ มีทุกอย่างพร้อมเป็นแบบฟอร์มมาแล้ว ประชุมใหญ่เลือกกรรมการให้ได้ แล้วลอกที่เหลือตามแบบฟอร์มเสนอไป วันประชุมนั้นผมไปนั่งมวนใบจากยาเส้นคี้ยวหมากนั่งดูการประชุมที่ดุเดือดมันหยด
ไม่กี่เดือนถัดจากนั้นผมออกจากที่ทำงานแล้วมาเรียนต่อกรุงเทพ ทุกครั้งที่กลับไปเยี่ยมเยียนคนรักใคร่ และหาของทะเลสดกิน หรือโทรถามข่าวคราว สิ่งที่ได้รับทราบแทบทุกครั้ง คือ คำบอกเล่าสารพัดปัญหา ความแตกแยก การทะเลาะเบาะแว้ง ปัญหาการไม่คืนเงิน กู้ไปชื้อมือถือ เครื่องเสียง มอเตอร์ไซต์ ร้อยแปดพันเก้า จนผมคร้านจะรับรู้ …ที่หมู่บ้านผมเองก็มีปัญหาคล้ายๆ กัน
ผมทราบแต่ต้นว่าคนใหญ่คนโตในแวดวงเอ็นจีโอที่เชี่ยวชาญกองทุนชุมชนเป็นคนต้นคิดโครงการกองทุนหมู่บ้าน ผมมีเอกสารกองใหญ่เป็นเอกสารเผยแพร่หลักคิดหลักการ สิ่งที่เห็นที่เป็นจริงในหมู่บ้านตรงข้ามกับเอกสารที่ผมได้รับ แต่เป็นการรีบเร่งและยัดเงิน ไม่ผ่านกระบวนการใดๆ นอกจากการประชุมใหญ่ครั้งเดียว จากนั้นไม่มีอีกเลย
ถ้าเป็นจริงอย่างหลักการเบื้องต้นในเอกสารเผยแพร่ ทุกวันนี้ชุมชนต่างๆ ๖-๗ หมื่นชุมชนทั่วประเทศ ผ่านเวลา ๕-๖ ปี คงเข้มแข็งและมีภูมิคุ้มกันบางอย่างที่ชาวบ้านพอจะรับมือกับเศรษฐกิจบ้าๆ แบบนี้ได้ ไม่ต้องโอดครวญกันทั้งเมืองอย่างที่เห็นและเป็นอยู่
แต่เพียงเพราะเป็นโครงการมักง่าย ที่ทำเพียงเพื่อหวังความนิยม คะแนนเสียง และพอสำเร็จความใคร่แล้วก็ทิ้งขว้างไม่ใช่ดอกหรือ ที่ ณ ปัจจุบันไม่มีชุมชน-กองทุนหมู่บ้านใดเข้มแข็งพอยกเป็นตัวอย่างได้เลย
ป้าย:
หมวด: 








ชายไทยไม่ระบุชื่อ อายุอานามสามสิบกว่า เด็กบ้านนอกมาอยู่กรุง นิยมความเงียบ กาแฟรสขมเข้ม ชอบอ่าน(หนังสือ)มากกว่าดู(ทีวี) n/e เป็นสิ่งมีชีวิตเขตร้อน ไม่นิยมอากาศหนาว เป็นคนใต้อยู่ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่เอาเหลี่ยมมาตั้งแต่ ๒๕๔๓














17 May 2008 เมื่อ 05:15
คนไทยลืมกันหมดแล้วครับที่ให้ลงทะเบียนว่าจะแจกพันธุ์ปลา พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และลงทะเบียนคนจน ตอนนี้กำลังจะลงทะเบียนว่าใครยังภักดีอยู่บ้าง
17 May 2008 เมื่อ 10:22
แถวบ้านผม “กองทุนมักง่าย” มีประโยชน์ครับ เลขาฯคนทำบัญชี ยักยอกเงิน วิธีแก้ ง่ายนิดเดียว ก็ยอมๆกับประธานกรรมการฯ ก็สิ้นเรื่อง ปัจจุบัน เลขาฯคนนี้ ได้ตำแหน่งใหม่ เป็น เลขา/เมียน้อยประธาน ก็แค่ตัวอย่าง เท่านั้น นะ ถ้าสำรวจให้ทั่ว คงจะพบปัญหาอีกเยอะ
ทั้งหมดก็คง จะมาจากความไม่พร้อมของชุมชน ประกอบกับนโยบายที่สั่งลงมา จากเบื้องบนโดยไม่ได้มอง ระดับชาวบ้าน
ข้อมูลเพิ่มเติม - “กองทุนมักง่าย” เริ่มต้นเป็นความคิดของ คน NGO ก็จริง แต่ต้นตำรับมาจาก “ดอน และ วิวัฒน์” อดีตสหาย ทปท.เขตสงขลา ที่อกหักออกจากป่า มาทำงาน NGO และได้ขายความคิดนี้ผ่านทาง “ไอ้อ้วน” ปรากฏว่า “ไอ้เหลี่ยม”ชอบมาก โครงการนี้จึงได้ถือกำเนิด… ปัจจุบัน ทั้ง 2 เดินสายอยู่ทาง 3 จังหวัดชายแดนใต้ เป็น NGO สายของ”ไอ้เหลี่ยม”
เมื่อครั้งเกิดเรื่อง ม๊อบท่อแก๊สที่ สงขลา “ดอน “ทำหน้าที่เป็น เสธ.วางแผนปราบชาวบ้านที่เดินขบวน ขณะที่ “มด”(วนิดา)และ “ไก่”อดีตสหาย คน NGO เหมือนกัน อยู่ฝ่ายชาวบ้าน
สรุป - สังคมไทยปัจจุบัน ปัญหาทั้งหลายส่วนมากเกิดจาก กลุ่มซ้ายจัด ที่ยังติดยึดอยู่กับอดีต
และหันมาใช้วิธีการทุกรูปแบบเพื่อไปสู่เป้าหมายเก่า คือล้มล้างระบบ คนกลุ่มนี้ ยอมเป็นขี้ข้าทุนนิยมสามานย์ ขี้ข้าไอ้เหลี่ยม…เพราะลึกๆแล้ว ไอ้เหลี่ยมก็มีความคิดเช่นนี้เหมือนกัน…ก็เลยไปกันได้ ………… (แต่ก็ไม่ใช่ คนเดือนตุลาทุกคน นะครับ… )
17 May 2008 เมื่อ 10:32
เข้าใจว่าคงเป็น “ดอน” ที่ผมน่าจะรู้จัก เพราะพอจะรู้จักมักคุ้นกับเอ็นจีโอสงขลาและปัตตานีอยู่บ้าง
ขอบคุณสำหรับข้อมูลเพิ่มเติมครับ
6 June 2008 เมื่อ 11:30
[...] สภาเครือข่ายองค์กรประชาชนแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นเครือข่ายเกษตรกร-ชาวนา ส่งตัวแทนบางส่วนเข้าร่วมเวทีพันธมิตร โดยคำวานนี้ออกแถลงการณ์และบอกเล่าความทุกข์ร้อนของชาวนา นี่เป็นเสียงจากชาวนาแท้ๆ ในขณะที่คนกินข้าวต้องซื้อข้าวแพงเป็นสองเท่าตัว แต่ชาวนากลับไม่ได้อะไรเลย นอกจากต้องเผชิญกับราคาข้าวที่ต่ำกว่าปกติ ยังต้องรับภาระค่าน้ำมัน-ปุ๋ยแพง ซ้ำยังมีภาระหนี้จากกองทุนหมู่บ้าน [...]