ผมเขียนเศรษฐศาสตร์ตลาดนัดไว้สองตอน คือ จตุคามฯ กับ หาตังค์มาซื้อกิน แล้วทิ้งช่วงไว้เนิ่นนาน แรกที่เดียวตั้งใจจะเขียนตอน ๓ ว่าด้วยเรื่องข้าว แต่มาสะกิดใจเรื่องวิธีคิดการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เมื่อวันอาทิตย์บังเอิญเห็นข้อความจอข้างในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ว่าให้ช่วยเร่งอัดฉีดเงิน รากหญ้ากำลังจะตายอยู่แล้ว
ข้อความดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่า ๑) นี่ชาวรากหญ้า ยังยากจนอยู่หรือ ตลอดช่วงเวลาบริหารของรัฐบาลหน้าเหลี่ยม ทักษิณ ชินวัตร ปรนเปรอให้ ผมเข้าใจว่าเขามีอันจะกินกันถ้วนหน้าแล้ว ทำไมวันนี้ยังขาดเงินและร้องขอการอัดฉีดอยู่ ๒) วิธีคิดเชิงแบมือและรอคอยการช่วยเหลือลักษณะนี้แม้ดำรงอยู่มานาน แต่ทำไมระดับความรุนแรงจึงเพิ่มมากขึ้น ๓) ฐานคิดในเชิงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
สองประเด็นแรกท่านหาคำตอบเองนะครับ ส่วนประเด็นที่สามผมอยากยกมาชวนคิดชวนคุย
ประเทศไทยแต่ไหนแต่ไร ไม่ว่ารัฐบาลไหนยึดวิธีคิดทางเศรษศาสตร์จากตำราตะวันตก ความคิด ความเชื่อ ตลอดจนกรรมวิธีในการแก้ปัญหาในทุกวิกฤติถอดตะวันตกมาทั้งกระบิ ตั้งแต่เริ่มแรกในแผนพัฒนาเศรษฐกิจโน่นแหละครับ ผู้รู้ เทคโนแครตที่สลับเปลี่ยนหน้าตากุมบังเหียนเศรษฐกิจไทยแทบทุกคน เท่าที่พอจะรู้จักและจดจำหน้าตาได้ก็ไม่ต่างไปจากนี้
หลักกว้างสุดในการแก้ปัญหาภาวะฝืดๆ กระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่ารัฐบาลไหนใช้วิธีอัดฉีดเหมือนๆ กัน ผ่านกลไก โครงสร้างต่างๆ ของรัฐ เช่น ผ่านโครงการ ผ่านการขึ้นเงินเดือน ฯลฯ แต่ที่หนักหนาสาหัส และเข้มข้นสุดเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ด้วยสารพัดโครงการประชานิยม+เอื้ออาทร
กองทุนหมู่บ้านก็ใช่ พักหนี้เกษตรกรก็ใช่ เอสเอ็มแอลก็ใช่ ฯลฯ ฉีดเงินเข้าไป หรือไม่ก็หยุดเก็บหนี้ เพื่อให้คนมีเงินในมือ เพิ่มเงินให้ใช้คล่องมือ ภาพกว้างหากมองผิวเผินเหมือนเศรษฐกิจกระเตื้องหรือ ฟูฟ่อง ถ้าเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นคราวๆ ไป วิธีนี้อาจพอจะเอามาใช้ได้ แต่การอัดฉีดเงินใส่มือคนให้เอาไปใช้ ใช้ไปชั่วอึดใจก็หมด (อาจหมุนเวียนบ้างบางส่วน แต่โครงสร้างเศรษฐกิจบ้านเราไม่ทำให้เกิดการหมุนเวียนที่แท้จริง) ไม่ได้เกิดการสร้างผลผลิตที่จะส่งผลให้เกิดการฟื้นตัวและเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่อง
จะเรียกว่าการแก้ปัญหาแบบแก้ผ้าเอาหน้ารอดไปคราวๆ ก็ว่าได้ครับ พอเงินหมดก็ยัดเงินๆ ผ่านประชานิยมใหม่ๆ ที่ทำทิ้งทำขว้างแบบทำไร่เลื่อนลอย ไม่ได้มีการปรับโครงสร้างและพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (โอท้อปก็ไม่ใช่ เป็นแค่เอาของเก่ามาประแป้ง ใส่ตะกร้าล้างน้ำ ทำพอได้ชื่อได้เสียงแล้วก็ทิ้งๆ ขว้างๆ)
ผมไม่ได้เจาะจงว่าเฉพาะไทยรักไทยนะครับ ประชาธิปัตย์ก็คิดไม่ต่างจากนี้มากนัก แต่ระดับความเข้มข้นและองศาอาจแตกต่างกันบ้าง
หลังการล่มสลายของอาณาจักรประชานิยมไทยรักไทย แปรสภาพคืนชีพในร่างใหม่วิญญาณเดิมเป็นพลังประชาชน วิธีคิด “ประชานิยมสูตรดั้งเดิม” ถูกเอามาชูเป็นนโยบายหลัก แม้รสชาติไม่เข้มอย่างเดิม แต่วิธีแก้วิกฤตฝืดเคืองไม่ได้ต่างไปจากเดิม ตั้งแต่ต้นมาจนมาถึงการสัมนาวันนี้ยังคงท่องคาถาตำราตะวันตกเล่มเก่า “อัดฉีด อัดฉีด ..อาเมน”
เรื่อง “เงินเต็มกระเป๋า” ยกประโยชน์ให้ว่าทิ้งไปพร้อมป้ายหาเสียง ไม่เอามาพูดถึง ข้าวยากหมากแพงหน้าแห้งหน้าดำแบบนี้ ฝันเงินเต็มกระเป๋ายากยิ่งกว่าชายชราจะฝันเปียก ข้าวแพง คนปั่นราคา คนกักตุน คนส่งออกเงินเต็มกระเป๋า ผู้บริโภคอย่างเราๆ กระเป๋าแห้ง ส่วนชาวนาแทบไม่ได้อะไร ฝากขอร้องรัฐมนตรีพาณิชย์ เจ๊มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ให้ช่วยลด-เลิก ๓ อย่าง “โม้-มั่ว-แหกตา” เท่านั้นก็จะเป็นพระคุณอย่างสูงแล้ว
หมอลดความอ้วน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังประกาศจะอัดฉีดเงิน ๑ หมื่นล้าน ภายใต้โครงการเอสเอ็มแอล เหนือฟ้าเหนือเมฆปัญญอ่อนอะไรนั่นแหละครับ กำหนดฤกษ์งามยามดีเป็นวันที่ ๒๙ เมษายน นี้ ไม่ว่าจะอวดโอ่อย่างไรก็ตามแต่ จะอ้างประชาคมประชาคงแต่เนื้อในจริงๆ คือ เข้าอีหรอบเดิม ยัดเงินใส่มือให้ไปใช้จ่าย ให้เศรษฐกิจกระเตื้อง ชั่วครู่ชั่วคราวจากนั้นก็จบกัน
หมอลดความอ้วนกล่าวในปฏกถาเปรียบเปรยเศรษฐกิจไทยว่า อยู่ในห้องไอซียูแต่อาการกระเตื้องขึ้น แต่ถ้าเดินถามแม่ค้าร้านตลาด ชาวบ้านทั้งมีรายได้ประจำ หาเช้ากินค่ำและหาค่ำกินเข้า เดินเตร่ๆ ตามตลาดนัด เช้า-บ่าย-เย็น ดูเถิดครับ ทุกคนส่ายหน้า โงหัวไม่ขึ้นทั้งนั้น ที่ว่าอาการการกระเตื้องภาพจริงที่ชาวบ้านประสบคือ ทรงๆ ทรุดๆ และทรุดๆ ผสมกับความเอือมระอาที่หาทางไปไม่ได้ที่นอกจากแก้ปัญหาด้วยปลายมือปลายเท้า ไม่เอาจริงเอาจังแล้ว ยังกระเสี้ยนกระหือจะแก้แต่รัฐธรรมนูญ เอาตัว เอาพรรค เอานายให้รอดบ่วงกฎหมาย
หมอลดความอ้วนยังย้ำว่าคำเปรียบเปรยที่ว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ห้องไอซียูนั้น จำเป็นต้องใช้ยาแรง ยาแรงที่ว่า คือ พาราเซตาม่อน ที่เรียกว่า “อัดฉีด”
วิธีคิด วิธีรักษาโรคอย่างตะวันตก คือ ต้องใช้ยาแรงเข้าช่วย คุณจะสังเกตได้ไม่ยากครับ มีประสบการณ์พาญาติป่วยหนักๆ เข้าโรงพยาบาลสักครั้งก็จะรู้ โดยเฉพาะกับกรณีที่ต้องเข้าห้องฉุกเฉิน
วิธีคิดนี้ต่างไปจากแพทย์แผนโบราณ คิดต่างอย่างไร แพทย์แผนโบราณถ้าอาการสาหัสจะไม่ใช้ยาแรง เพราะร่างกายบอบช้ำอยู่ก่อนแล้ว วิธีรักษาจะใช้ยาอ่อน เน้นสร้างร่างกายให้เข้มแข็งพอจะสู้ได้ก่อน พอร่างกายพอมีกำลังคราวนี้จะใช้ยาแรงหรือให้ร่างการสู้เองก็ทำได้
ถ้าเราปรับวิธีคิด มาปรับร่างการให้แข็งแรงขึ้นพอจะต้านทานอาการและรับยาแรงได้ เข้าใจว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจทั้งระยะต้น ระยะกลางและระยะยาวจะทำได้ไม่ยาก เน้นสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย คือ แก้ปัญหาเศรษฐกิจในเชิงการสร้างผลผลิตหรืออะไรที่จะทำให้เกิดรายได้ต่อเนื่อง นั่นแหละครับ (ผมหมายถึงทุกกระทรวง ทุกองคาพยบต้องมานั่งคุยพร้อมกัน ไม่ใช่เดินคนละทิศละทาง อย่างที่เป็นและเป็นอยู่)
ที่นี้กลับไปที่ข้อสงสัยข้อที่ ๑) ทำไม เมื่อได้รับการปรนเปรอมากมายขนาดนั้น รากหญ้ายังไม่เข้มแข็ง เจอหน้าร้อนทีหญ้าตายเกลี้ยง ต้องรอต้องคอยต้องเรียกร้องรถสูบน้ำมารดเล่าครับ?

ก็อย่างว่าละครับ คนเรามันสบายจนชิน(ผมก็ด้วย)แบมือง่ายกว่า ไอ้คนที่มันจะโกงก็ใช้วิธีทุนนิยมนี้และครับมาหาเสียง คนหลายคนก็เชื่อมันกันยกใหญ่(ผมคนหนึ่งละครับที่ไม่เคยเชื่อคำพูดนักการเมือง)อ๋อผมบอกก่อนนะครับผมไม่เคยไปเลือกตั้งเลยสักครั้งเดียว อาศัยให้โรงงานส่งเอกสารไม่ไปใช้สิทธิแทน ถ้าไปก็เลือกไม่ลงคะแนนอยู่ดีมีค่าเท่ากัน เรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของไทยผมว่ารัฐบาลทุกยุคทุกสมัยและครับ อาศัยตัวเลขจากสถาบันการเงินจากธนาคารต่างๆ ไม่ได้มาถามพวกชาวบ้านเขาหรอก มันก็เลยแก้ไม่ถูกที่(ผมว่างั้นนะ)แล้วการอัดฉีดเงินมันง่ายแล้วได้ผลเร็วกว่า ไม่ต้องนับระยะเวลานะครับรู้ๆกันอยู่ว่าเงินอัดแดหมดก็เป็นแบบเดิม(นี้ความคิดของคนจบแค่ ม.6 )