เศรษฐศาสตร์ตลาดนัด ๔: ตายดาบนี้

Date 2 May 2008 - 14:18

วันที่ผ่านมาไม่ได้เขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่ เพราะพ่อมาทำธุระที่กรุงเทพ วานนี้ตื่นตั้งแต่ก่อนตีสี่เพื่อไปรับ ไปนั่งให้ยุงรับประทานตั้งแต่ยังไม่เช้า ผมแปลกใจเรื่องยุง “หัวรุ่ง” แต่เอาไว้คุยกันคราวหลัง วานนี้หลับๆ ตื่นๆ เพราะนอนน้อย อาศัยหลับบนพื้นหน้าคอมพ์ไปงีบนึงตอนที่ข่าวบ่ายสาม ก่อนนั้นนั่งคุยกับพ่อเกี่ยวกับบรรยากาศในตลาดนัด ที่เคยบอกไปตั้งแต่บทแรกว่า ผมมองเศรษฐกิจจากพื้นฐานที่สะท้อนภาพจากของจริง ไม่ใช่ข้อมูลธนาคารชาติ สถาบันเศรษฐกิจ แหล่งแทงหวยคนรวย หรืออย่างอื่น ตลาดนัดชุมชนสะท้อนภาพจริงของความเป็นอยู่ สภาวะตลาดระดับชาวบ้านแท้ๆ ไม่ต้องพึ่งปัญญาจากตำราของนักวิชาการก็ได้

พ่อเล่าให้ฟังว่า ช่วงนี้ราคายางดี อยู่ที่ ๘๐ กว่าบาทต่อกิโล แต่ปัญหาคือตัดยางไม่ค่อยได้เพราะฝนตก และยังอยู่ในช่วงหน้าร้อนซึ่งส่วนหนึ่งเป็นช่วงปิดกรีด ส่วนใครที่ตัดยางผ่าแล้งได้น้ำยางไม่มากเท่าช่วงหน้าฝนและหนาว สรุปความให้สั้นคือ ถึงยางจะแพงขึ้นแต่เอาราคาของที่ขึ้นไม่อยู่ แบกราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ขึ้นพรวดๆ ไม่ไหว

คนยังคงเดินตลาดนัดมากเหมือนเดิม แต่มีกำลังในการซื้อน้อยลง ซื้อของได้น้อยและไม่ค่อยซื้อยกเว้นของที่ต้องกินต้องใช้ที่จำเป็นจริงๆ

ข้าวที่จากราคาไม่เท่าไหร่ ขึ้นพรวดเดียวเท่าตัว ข้าวหมาถังละห้าร้อย ข้าวคนขึ้นกับชนิดและคุณภาพ ยืนพื้นที่ห้าร้อยกว่า บางชนิดเจ็ดร้อยแปดร้อย หรือเฉียดๆ พันก็มี หมูแพง น้ำมันพืชแพง ผักแพง ล่าสุดน้ำตาลยังขึ้นพรวดเดียว ๕ บาท เป็นอย่างต่ำ

นายสมัคร สุนทรเวช เคยพูดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่าน้ำตาลเป็นของที่กินทีละน้อย ไม่มีผลกระทบ คงไม่มีผลกระทบบิดานายสมัครกระมังครับ ของกินแทบทุกอย่างในบ้านนี้เมืองนี้ต้องใส่น้ำตาลแทบทั้งนั้น ขนมหวานเอย อะไรต่างๆ นานา วันนี้เพิ่งได้ยินข่าวแม่ค้ากำลังขึ้นราคาขนมหวาน ขืนบริหารบ้านเมืองด้วยความคิดพล่อยๆ ตามสติปัญญาน้อยๆ ของนายสมัคร ชาวบ้านมีหวังได้ฉิบหายกันหมด เพราะว่าปัญหามันไม่ใช่น้ำตาลขึ้นราคา ๕ บาท โดยโครงสร้างตลาดน้ำตาลมีอะไรที่ซับซ้อนมากกว่านั้น รวมไปถึงการกักตุนน้ำตาลที่เกิดเป็นปัญหาอย่างหนักในหลายจังหวัดขณะนี้ อ้างว่าชาวบ้านได้ประโยชน์ ช่วยเหลือชาวไร่อ้อย ในขณะที่เหลืออ้อยอยู่ในไร่ไม่เท่าไหร่ ชาวไร่จะได้ประโยชน์ตรงเท่าไหร่กันเชียว ตรงข้ามภายในเวลา ๕ วัน ของการประกาศขึ้นราคาน้ำตาล วิกฤติน้ำตาลเกิดขึ้นทันที

ย้อนไปหลายสัปดาห์ก่อน นายสมัคร คนเดียวกันคุยฟุ้งเรื่องราคาข้าว คำนวนตัวเลขเสร็จสรรพว่าคนไทยกินข้าว ๙ ล้านตัน เรามีข้าวเหลือถมเถ ชมเชยนายมิ่งขวัญเสียยกใหญ่ว่าไปคำนวณมาอย่างละเอียดว่า คนไทยกินข้าวจริงแค่ ๖ ล้านกว่าตัน คำนวณเป็นมื้อๆ คูณจำนวนคน จำนวนวัน ฉลาดจริงๆ ครับ ฉลาดเหลือเชื่อ แต่ขอโทษครับลืมไปหรือเปล่าว่าของกินอย่างอื่นในบ้านนี้เมืองนี้ทำมาจากข้าวทั้งนั้น ไล่ตั้งแต่ขนมจีน ไปยันขนมหวาน บัวลอย กล้วยทอด ขนมครก ฯลฯ ทำมาจากข้าวที่แปรรูปไปเป็นแป้งทั้งนั้น

สมองน้อยๆ ของนายสมัคร ยังคำนวณต่อด้วยคณิตศาสตร์ระดับประถมสี่ต่อว่า กินมื้อนึงเท่าไหร่ ต่อวันเท่าไหร่ ถังนึงกินได้กี่วัน รวมแล้วเราจ่ายเพิ่มแค่เล็กน้อย ควรเสียสละให้ชาวนาได้ประโยชน์ คงได้ประโยชน์จริงถ้าตอนข้าวขึ้นราคาชาวนามีข้าวอยู่ในมือ?

และถ้าทุกอย่างขึ้นพร้อมกันหมด อย่างละสองสามบาท หรือสี่บาทห้าบาท ข้าว น้ำมัน ผัก หมู ไก่ ไข่ ปลา กุ้ง น้ำตาล น้ำปลา กะปิ พริก ฯลฯ ช่วยใช้สมองน้อยๆ นั่นคำนวณด้วยคณิตศาสตร์ ป. ๔ อีกรอบสิครับว่า วันนึงมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นรวมแล้วเท่าไหร่? มนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้แน่นอนประจำแบกรับไหวไหม ชาวบ้านหาเช้ากินค่ำ อาชีพอิสระที่รายได้ไม่แน่นอน แบกรับไหวไหม? กรรมกรคนใช้แรงงานที่ทำงานเป็นวัวเป็นควายได้วันละร้อยกว่าแบกรับไหวไหม? นี่แค่เรื่องกินนะครับ ยังไม่นับรวมเรื่องอื่น

สองวันก่อนหน้านี้ ได้ยินนายรัก-ยมเลี้ยบ ยิ้มหน้าบานว่ามีสัญญาณ “จากตัวเลข” ว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น ฝันหลอกตัวเองว่าจีดีพีจะได้ตามเป้าที่ ๖ เปอร์เซ็นต์ ใครสอนหมอนี่มาผมไม่ทราบนะครับ แต่ถ้าแบเฉพาะตัวเลขให้เห็นชัดๆ จะๆ จะเห็นว่า คนมีเงินจะมีมากขึ้น คนไม่มีมีเงินจะจนในระดับฉิบหายหนักขึ้น สังเกตดีๆ นะครับ น้ำมันขึ้นราคาคนได้ประโยชน์คือ ปตท. กับผู้ถือหุ้น ราคาข้าวขึ้นพ่อค้าคนกลางในระดับต่างๆ เท่านั้นที่ได้ประโยชน์ ราคาน้ำตาลขึ้นโรงงานและคนที่กักตุนได้ประโยชน์ ฯลฯ เช่นนี้จีดีพีสูงให้เลี้ยบยิ้มจนขาดใจตายไปก็เถอะ ชาวบ้านยังจะฉิบหายเหมือนเดิม เรื่องอัดฉีดเงินไม่กี่พันล้านสู่รากเน่านั้นไม่ได้ช่วยอะไรหรอก เหมือนเอายาพารา ๑๐ เมตร ละลายน้ำแจกให้คน๑๐๐ คนกิน ไม่หายปวดหัวหรอก และต่อให้ยัดเงินผ่านเมกะโปรโจคโกงก็ไม่ได้ช่วยอะไร นอกจากให้ สส. รัฐมนตรี และพรรคพวกอิ่มหมีพีมัน เท่านั้นเอง

ส่วนมิ่งขวัญนั้นผมไม่เสียเวลาพูดถึงแล้วล่ะครับ เรื่องปัญหาปากท้องสร้างภาพยากครับ ถ้าแก้ปัญหาเว้าๆ แหว่งๆ กลับไปกลับมา มั่วทุกกระเบียดแบบนี้ วันนึงบอกชาวนาชาวสวนลำใยอย่ารีบขาย สองวันผ่านไปบอกให้ขายได้ ผ่านมาอีกไม่กี่วันบอกอย่าขาย-ขาย-ชะลอ-ขาย-อย่าขาย อยากจะเรียนตรงไปตรงมาว่า “ธงฟ้า” น่ะ เอาไว้ปักบนหลุมศพแล้วกันครับ!

ขอประทานอภัย ชั่วชีวิตที่เกิดมา ผมไม่เคยเห็นคณะรัฐมนตรีชุดไหน “ไร้ปัญญา” อย่างสาหัสเท่าชุดนี้ ยุคของ “สุรยุทธ์  ณ เขายายเที่ยง” คิดว่าโหลยโท่ยขนาดหนักแล้ว เจอรัฐบาลลูกกรอกเข้าไปชิดซ้ายลงข้างทาง ๑๐๐ เมตร

ซ้ำวันๆ ไม่ทำอะไร กระเหี้ยนกระหือรือแต่จะแก้รัฐธรรมนูญ สร้างปัญหาทับปัญหาขึ้นมาอีก ชาวบ้านร้านตลาดเขาพูดกันว่า รัฐบาลชุดนี้สร้างแต่ปัญหา เป็นรัฐบาลมาไม่ทันจะ ๓ เดือน ข้าวยากหมากแพง เดือดร้อนวุ่นวาย ทุกข์สาหัสสากัน ทุกหย่อมหญ้าหลังคาเรือน

ถ้าจะให้คลายทุกข์ประการแรกสุด ๑ เลิกบ้าแก้รัฐธรรมนูญ ๒ เลิกเป็นอึ่งอ่างเบ่งลม เหิมเกริม อหังการบ้าอำนาจ ๓ หยุดการหากำไรแบบหน้ามืดตามัวของ ปตท. เสียที แล้วเลิกอ้างสักทีเรื่องขาดทุนค่าการตลาด รับประทานส่วนต่างราคาน้ำมันไปเท่าไหร่ รับประทานกำไรจากการกลั่นไปเท่าไหร่ (เรื่องลดภาษีน้ำมันน่ะ เลิกแหกตาเถอะขอร้อง) ๓ เปลี่ยนวิธีคิดเรื่อง “เงินเต็มกระเป๋า” ด้วยคาถา “รวย รวย รวย” เสียทีแล้วกลับไปที่ฐานราก วิถีเดิมที่เคยเป็นมา พลิกโครงสร้างเชิงกสิกรรมกลับมา

ผมไม่อยากใช้คำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ครับ เพราะคนใช้กันมากแต่ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ฐานคิดของเศรษฐกิจแบบนี้เป็นทางรอดเดียวของประเทศ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้เอามาจากที่ไหนไกล แต่พระองค์ท่านรู้จักและเข้าใจประเทศนี้อย่างลึกซึ้ง และนี่คือวิถีดั้งเดิมที่เป็นมาหลายชั่วคน ถ้าจะขืนโหนต่องแต่งไปถามลัทธิทุนนิยมมีแต่จะตายกับตาย

น่าขำ น่าอดสูไหมครับ ประเทศที่เป็นครัวโลกคนในประเทศแทบไม่มีข้าวจะกิน? ประเทศทุนนิยมจ๋าอย่างสหรัฐวันนี้ต้องขออนุมัติเงิน ๗๐๐ ล้านเหรียญเพื่อแก้ปัญหา “ไม่มีของกิน” ในประเทศ รัฐบาลอียิปต์เพิ่งออกมาตรการให้ทหารผลิตขนมปังขายชาวบ้านราคาถูก

เอาไงกันดีครับ…ตอนหน้าจะมาว่ากันต่อครับ



ความเดิมประเด็นใกล้เคียงกัน

(บางทีระบบก็มั่ว ..แต่คลิกอ่านเถอะ)
Use Coupon Code: boringdays for $9.94 discount




9 ความเห็น ใน “เศรษฐศาสตร์ตลาดนัด ๔: ตายดาบนี้”

  1. Sittingbull

    เพิ่งกลับมาจากซื้อข้าวไปให้ร้านแม่ จากก่อนหน้ากระสอบละ 870 กลายเป็น 1410 บาท ยังเห็นข้าวเต็มโกดังอยู่เลย มันขึ้นผิดปกติ จากเมื่อก่อนค่อยๆขึ้น แม้แต่นำตาลก็ขึ้นอีก 5 บาท พวกพ่อค้า นักการเมือง มันรู้แกวแล้ว ต่อไปขึ้นทีละบาทสองบาทอย่าไปหวัง สมัยนี้มันต้องรวยเร็ว ขึ้นเร็ว และหนัก เดือดร้อนไปทั่ว แล้วเงินมันอยู่ที่ใคร เล่นง่ายๆเหมือนปั่นหุ้น เดี่ยวก็จะมีเงินไปแจกเพื่อหาเสียงกับรากหญ้าอีกนัยว่าเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน :ม่ายๆ:

  2. k

    ข้าวขึ้น, น้ำตาลขึ้นนี้ผมไม่ว่าอะไรหรอกครับ (มันเป็นเรื่องตลาดโลก)

    แต่ที่ผมไม่พอใจมากๆนี้ก็คือรัฐบาลนี้ไม่เห็นทำอะไรที่จะให้ไทยได้รับผลประโยชน์กับราคาขึ้นอันนี้ได้เลย นอกจากให้ประชาชนเดือดร้อน

  3. FooLsHanG

    พอดีผมได้ดูรายการ มองไทย ของ ASTV กำลังคุยเรื่องเศรฐกิจกับค่าแร่ง ผมก็ฟังเขาพูดก็สรุปตามความคิดผมนะว่าประเทศไทยมันด่อยกว่าทุกประเทศในเอเชียเสียอีก ขนาดลาวคนงานเขายังได้เงินน้อยกว่าเราเขายังอยู่ได้เพราะราคาของเขาถูกกว่าค่าแรง คนของเขาอยู่ได้ แต่เรา ค่าแรงยังต่ำกว่าราคาของอีก แต่ประทศไทยค่าแรงโครตต่ำกว่าค่ากินอีก รัฐบาลชุดที่แล้วสำราจมาว่าค่าแรงคนไทยขึ้นต่ำอยู่ที่คนละ 233 บาท แต่ความเป็นจริง ค่าแรงขึ้นต่ำยังไม่ถึง 200 บาทด้วยซ้ำ แต่ค่าของกินของใช้ ขึ้นเอาๆ แล้วคนในประเทศมันจะไม่เดือดร้อนได้อย่างไง รัฐบาลมันก็หลับหูหลับตาจะรัฐธรรมนูณ แก้ปัญหาประชาชนก็แก้ผ้าเอาหน้าลอดไปวันๆ

  4. ตอดอง

    ครับ ตกลงมันเป็นอหิวาต์อะไรกับ”รัฐธรรมนูญ”ครับเนี่ย แก้กันไม่จบไม่สิ้น หมักเอ๊ย

  5. n/e

    อหิวาห์ :ดำๆ:
    ไม่นึกชื่อเล่นโรคนี้ ไม่เข้าใจมุขนะเนี่ย :555+:

  6. Balloon

    เยี่ยมมาก ๆ เลย ขอบคุณที่นำมาแบ่งปันกัน

  7. maternity clothes

    ตกลงมันเป็นอหิวาต์อะไรกับ”รัฐธรรมนูญ”ครับเนี่ย

    :แลบ: :แลบ:

  8. เรียนต่อต่างประเทศ

    รัฐบาลชุดที่แล้วสำราจมาว่าค่าแรงคนไทยขึ้นต่ำอยู่ที่คนละ 233 บาท แต่ความเป็นจริง ค่าแรงขึ้นต่ำยังไม่ถึง 200 บาทด้วยซ้ำ

  9. ขายเครื่องถ่ายเอกสาร

    ผมไม่พอใจมากๆนี้ก็คือรัฐบาลนี้ไม่เห็นทำอะไรที่จะให้ไทยได้รับผลประโยชน์