เศรษฐศาสตร์ตลาดนัด ๒: หาตังค์มาซื้อกิน

Date ลำดับที่ 191 • 22 September 2007 - 17:43

เคยบอกไว้มานานมากแล้วว่าผมจะเขียนข้อสังเกตที่พบเห็นจากตลาดนัด เป็นตอนๆ เป็นเรื่องๆ คราวแรกก็เขียนความสัมพันธ์ระหว่างตลาดนัดกับจตุคามฯ แล้วก็ทิ้งไว้แค่นั้นไม่ได้เขียนอะไรๆ ต่อ ผมไม่ได้ไปอยู่ในตลาดนัดบ่อยๆ แต่การไปนานๆ ครั้งทำให้ได้ข้อคิดหลายๆ อย่าง เพราะนั่นคือดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจระดับชาวบ้านที่แท้จริง ที่ไม่ต้องมีคำสวยๆ อย่าง อำนาจในการใช้จ่าย หรือความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ คำประเภทนี้ปล่อยพวก”กูรู้”ในธนาคารในมหาลัยพูดกันไป

วันนี้ผมมีความอดทนค่อนข้างสูงที่ได้ทั้งอ่านและฟังหลวงวิจิตรวาทกรรม ตอนหนึ่งระบุในทำนองว่า ที่เรารู้สึกว่าเศรษฐกิจมันแย่หากหักลบกับผลกระทบต่อเนื่องจากราคาน้ำมันออกแล้ว ที่เหลือเป็นเพราะเราคุ้นกับการฟุ้งเฟ้อในรอบ ๔-๕ ปีที่ผ่านมา กระทั่งยกตัวเลขมนุษย์เงินเดือนบางส่วนที่มีบัตรเครดิต ๓ - ๔ ใบ ก็ฟังดูดีครับ

แต่เราได้ทันสังเกตหรือเปล่าว่ารอบ ๑๐ -๒๐  ปีที่่ผ่านมา เราเปลี่ยนไปขนาดไหน และไปทิศทางไหน? จริงหรือเปล่าที่เราผลิตเพื่อกินและขาย มาเพื่อขายแล้วซื้อกินเพียงอย่างเดียว ก่อนนี้ถ้าสังเกตทางใต้ แถบซีกตะวันตกของเมืองนคร (ใช้แนวเทือกเขานครศรีธรรมราชกั้น) การประกอบอาชีพเมื่อ ๒๐ ปีก่อน จะเป็นระบบที่มีความหลากหลาย ผันไปตามฤดูกาล เหมือนเพลง “พอเสร็จหยามนาสาว่าหายยุ่ง ไอ้หนุ่มลูกทุ่งจะช่วยกรีดยาง..” หน้านาทำนา เสร็จนาทำสวนยางต่อ หากินริมนา ริมสวน ริมเรือน จากนั้นด้วยปัจจัยต่างๆ อย่างต้นทุนการทำนาสูงขึ้นทำก็ขาดทุนคนก็ทิ้งนา เปลี่ยนนามาเป็นสวนยาง อาชีพอื่นๆ ก็ค่อยๆ ถูกทิ้งจนภาพชัด ณ วันนี้ คือ ผลิตอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นหลักเพื่อขาย แล้วก็ซื้อ ทุกคนคิดทำนองเดียวกันคือ หาตังค์มาซื้อกิน

ตั้งแต่หลังเศรษฐกิจ”ถูกกระทำ”ให้ล่ม เกิดภาวะฟองสบู่แตกและโรคต้มยำกุ้งลามระบาด คนชั้นกลางล้มฟาด คนระดับบนล้มบนฟูก คนร่วมทำระยำกับประเทศร่ำรวยมีชื่อเสียง (อีกไม่นานความระยำคงตามทันและกินหัวมัน) ยุคนั้นยังจำกันได้นะครับว่าสิ่งที่เรียกว่า “ตลาดเปิดท้าย” เป็นอะไรที่เป็นกระแสนิยม (หรือจำยอม) ลามไปทั่วบ้านเมือง หลังจากนั้นก็แปรรูปเปลี่ยนร่างเป็น “ตลาดนัด” กระจายอยู่ตามจุดใหญ่ๆ ทั่วไป เล็กบ้างใหญ่บ้างตามแต่ขนาดและปริมาณของ “กำลังชื้อ” ย้อนไปซัก ๔ - ๕ ปีก่อน ใครๆ ต่างก็กระโดดไปเป็นพ่อค้าแม่ค้าตลาดนัด แต่เมื่อสองสามปีที่ผ่านมาก็เข้าสู่ภาวะซบเซาเนื่องจากมีตลาดนัดมากเกินไป ที่เกิดใหม่ก็ทะยอยปิดตัวหรือไม่ก็ซูบลง (อ่านจากบทความเก่าเรื่อง “เศรษฐศาสตร์ตลาดนัด: จตุคามฯ” นะครับ)

ตลาดนัดนี่แหละครับ สำหรับหมู่บ้านห่างไกลตัวจังหวัดเป็นดัชนี้ที่แท้จริง ตลาดนัดรวมทุกอย่างตั้งแต่ความจำเป็นไปจนถึงความต้องการและส่วนเพิ่มเติม ทุกอย่างหาซื้อได้ที่ตลาดนัด แถมไม่ต้องไปไกล อย่าว่าอะไรเลยครับข้าวเปลือกสำหรับไก่ชนยังมีขายเลย

ด้วยความที่มีของทุกอย่างของตลาดนัดและอยู่ใกล้บ้าน บวกกับทิศทางที่เปลี่ยนไปของการประกอบอาชีพ มันจึงเติมเต็มพอดิบพอดี กับทิศทาง หาตังค์เพื่อซื้อกิน ทิศทางนี้มี “ความพอเพียง” บรรจุอยู่น้อย มันไม่ใช่การ”ทำมาหากิน” แต่มัน”ทำมาซื้อกิน” เน้นหาเงิน เพื่อซื้อส่วนที่เหลือ มันเปลี่ยนเป็นแบบนี้ไปแทบหมดแล้วครับ อย่าอะไรเลยครับแคร่เล็กๆ วางร่มไม้หน้าบ้านยังมีรถเร่ขาย ไม่ต้องทำเอง ทุกคนจึงมีหน้าที่หลักคือ “หาเงิน”

ทีนี้ ปัญหามันก็มาบรรจบที่ว่า ถ้าหาเงินมาซื้อกินไม่ได้ ก็กระทบเป็นลูกโซ่ ส่งปัญหาเป็นทอดๆ ไป นครฝั่งตะวันตกรายได้ผูกติดกับสวนยาง ซึ่งขึ้นกับสองเรื่องหลัก คือ ดินฟ้าอากาศ (เอาง่ายๆ ว่าฝนตกหรือไม่ตก) และราคายาง ประเด็นหลังราคายางมักผูกกับค่าเงิน รัฐบาลนี้ปล่อยค่าเงินแข็ง (และความปัญญาอ่อนในการแก้ปัญหาของไอ้อุ๋ย) ผลก็กระทบกับชาวบ้านเต็มๆ ครับ ราคายางไม่ค่อยจะขึ้นกับปัจจัยอื่นมาก เหมือนเพราะมันกลายเป็นความจำเป็นต้องใช้ชนิดหนึ่งไปแล้ว ไม่เหมือนสมัยคุณชวน ที่เขาเอายางสังเคราะห์จากปิโตรเลียมมาใช้แทนยางธรรมชาติ ราคายางก็ตกเอาๆ  จากนี้ไม่มีใครเอาน้ำมันมาเล่นแบบนั้นอีกแล้ว (ราคาน้ำมันจะสูงขึ้นอีก ไม่เกี่ยวกับว่าพวกลิงขาวจะเข้าสู่หน้าหนาวอย่างเดียวนะครับ แต่เฮดฟันด์กำลังบ่จี๊กับซับไพร์ม ดังนั้นต้องหันมาหากินกับของตายตลาดค้าน้ำมันล่วงหน้าเพื่ออุดช่องว่าง ภาวะขาดทุน)

ระบบเศรษฐกิจบ้านเรามันเปลี่ยนไปหมดแล้วครับ ไม่เกี่ยวกับฟุ้งเฟ้อไม่ฟุ้งเฟ้อ มันเป็นสภาวะ “ขึ้นกับ..” ทั้งนั้นแล้ว ทุกวันนี้คนบ้านนอกที่เขาไม่ใช่ประเภทสิ้นเดือน “ได้เงินแน่-เท่าเดิม” เขามีปัญหา “หาตังค์ไม่ได้เฟ่ย” ไม่มีตังค์ก็ไม่มีปัญญาซื้อ คนขายก็ขายใครละครับทีนี้ ภาวะฝืดๆ แบบนี้เป็นกันทั่ว ไม่ใช่”แค่รู้สึก”อย่างที่หลวงวิจิตรฯ เข้าใจ เพื่อนที่ขายของแถบตะวันนาบ่นอุบ คนไม่ค่อยมีมาเดิน ไม่ค่อยซื้อของ พ่อแม่ผมที่ขายของตามตลาดนัดบ้านนอกก่อนนี้เฟื่องๆ วันละ ๖-๗ พัน เดี๋ยวนี้ ๒ พันก็หรูแล้ว!

ปล. อย่าเชื่อผมมาก ผมไม่ได้เรียนเศรษฐศาสตร์มา ไม่มีตำราลิงขาวจะกางอธิบาย แค่คนเรียนวิทย์ธรรมดาๆ คนนึง ๛

ฯ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๐  ปีกุล นพศก ร.ศ. ๒๒๕



15 ความเห็น ใน “เศรษฐศาสตร์ตลาดนัด ๒: หาตังค์มาซื้อกิน”

  1. Sittingbull ว่า:

    ตลาดนัดบ้านแม่ผมในตำบลเพิ่งมีมาสักปี สองปีนี่เอง ก็ดีคนแก่ๆจะได้เป็นคนเมือง แกเคยบอกว่าซื้อแกงถุงก็สะดวกดี แถมเป็นร้านมีชื่อในเมืองเสียด้วย แกงเองก็เสียเวลาขูดพร้าว ทิ่มเครื่อง มะพร้าวมีเองขายลูกละ ๒ บาท พอเอาไปขูด ผมซื้อโลละ 30 บาท( 2 ลูก) ลองกองโล ๕ บาท พอๆ กับ นคร มังคุด โล ๓ บาทนั่นแหละ ก็ท่องพอเพียงๆ ไว้ก็แล้วกัน

  2. n/e ว่า:

    นั่นแหละครับ ทุกวันนี้เต็มไปด้วยความสะดวกแบบที่ว่า คนจะเริ่มไม่ทำอะไรอย่างอื่น นอกจากหาเงินมาซื้อ เอาเวลาทำเองไปหาเงินดีกว่า :D

  3. Sittingbull ว่า:

    อ้อแล้วที่หนักกันไปใหญ่คนตำบลผมเขากินน้ำขวดแทนน้ำบ่อแล้วนะ เห็นแล้วเศร้า

  4. n/e ว่า:

    ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับ แถวบ้านผมก็เป็น มีบ้านผมกับอีกไม่กี่บ้านที่ยังกินน้ำบ่อกันอยู่

  5. ผ่านมา ว่า:

    บ้านเค้ากะเหมือนกันอ่ะกินน้ำบ่ออยุ่

    ผ่านมาอ่ะน่ะเรยพิมพ์ๆลงหน่อยจิ

  6. n/e ว่า:

    ขอบคุณที่ผ่านมาและพิมพ์ลงครับ

  7. kaprao ว่า:

    เฮ้อ!!! เศรษฐกิจอย่างนี้ก็รัดเข็มขัดกันหน่อยแล้วกัน แล้วรอฟังตัวเลขประมาณการเติบโตเศรษฐกิจแล้วกัน เม้งไม่ต่างจากใบ้หวย ที่แน่ไม่รู้ไปเอามาจากไหน รากหญ้านี้แทบจะกินแกลบกันอยู่แล้ว… เมื่อก่อนแม่ขายของในตลาดประมาณ 5 ปีที่แล้วได้วันล่ะเกือบหมื่นแต่เด๋วนี้ ก็อย่างที่ว่ากันล่ะ เกือบพันก็นั่งกันจนมืดจนค่ำ เอ้าเข้าไปเมืองไทยจงเจริญด้วยพวกคนกินบนเรือนขี้บนหลังคา…

    สาวสงขลา

  8. n/e ว่า:

    รู้สึกแบบเดียวกันเลย “กินบนเรือนขี้บนหลังคา” มองประชาชนเป็นควายหลอกได้หลอกดี แต่หารู้ไม่ว่าเราก็รู้ ว่าได้ที่ว่า “ดี” เนื้อแท้ “ตอแหลเก่งชิบหาย” :กล้วย:

  9. คนเงินเดือน ว่า:

    :555+:ตอนนี้เป็นหนี้เกือบ 2 แสน เพราะใช้เงินเกินตัว

  10. คนเงินเดือน ว่า:

    :ดอก:ผ่านมาเจอเลยขอพิมพ์หน่อยนะคะ :ยิ่มแฉ่ง

  11. n/e ว่า:

    ขอบคุณครับ พอจะทราบๆ เหมือนกันว่าหนี้ขึ้นเป็นสองแสน
    แต่ก็มีพยายามจะแถว่าแปลงจากนอกระบบมาในระบบ เลยเห็นตัวเลขชัด :ขยิบ:

  12. มีแก้วไม่รู้ค่าแก้ว | Boring Days ว่า:

    [...] เป็นหาเงินพื่อซื้อกินซื้อใช้ เน้นหาเงินเป็นหลัก เพื่อ “ซื้อ” [...]

  13. ลาอับ | Boring Days ว่า:

    [...] พอจะรู้แต่ไม่เคยทำเอง เดี๋ยวนี้ไม่เห็นใครทำเอง ซื้อกันทั… ขนมพอง และอื่นๆ [...]

  14. เศรษฐศาสตร์ตลาดนัด ๓: แพทย์แผนโบราณ | Boring Days ว่า:

    [...] คือ จตุคามฯ กับ หาตังค์มาซื้อกิน แล้วทิ้งช่วงไว้เนิ่นนาน [...]

  15. ปาล์ม น้ำมันมะมาวพร้าวและขี้มัน | Boring Days ว่า:

    [...] ที่เน้นปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อเร่งสร้… [...]

ร่วมคิดร่วมคุย

คิดอย่างไรว่าไปเถอะครับ แต่ขอร้องอย่าเกรียน อย่าตะแบง อย่านอกประเด็น รังเกียจนักแล.. ภาษาสัตว์เลื้อยคลานไม่ชอบ ไม่พ่นแถวนี้เป็นดีที่สุด เรื่องโกหก บิดเบือนอย่าเสียเวลาพิมพ์..ลบหมด
ความเห็นใดไม่ขึ้นในบัดดล ขอโปรดได้อดทน จะมาตรวจสอบให้

XHTML: คุณสามารถใช้ tags: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

ใส่อารมณ์: :แว่นดำ: :ดำๆ: :ดอก: :เหล่: :เบี้ยว: :กล้วย: :ยิ่มแฉ่ง :ฉงน: :ฮือ: :หื่นๆ: :555+: :แง่: :อ๋าย: :แลบ: :ม่ายๆ: :Oo: :แม่มๆ: :ขยิบ: