<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
		>
<channel>
	<title>Comments on: ศึกคลองเตย: ดูฤาพี่น้องเรา</title>
	<atom:link href="http://www.boringdays.net/klongtoi-market-fired-pad/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.boringdays.net/klongtoi-market-fired-pad/</link>
	<description>เอสเพรสโซ่ ๒ ช้อน น้ำร้อน ๓/๔</description>
	<lastBuildDate>Thu, 09 Sep 2010 03:44:52 +0000</lastBuildDate>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
	<item>
		<title>By: แม่ค้าคลองเตย...แท้ๆ</title>
		<link>http://www.boringdays.net/klongtoi-market-fired-pad/#comment-7040</link>
		<dc:creator>แม่ค้าคลองเตย...แท้ๆ</dc:creator>
		<pubDate>Wed, 16 Dec 2009 10:13:34 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.boringdays.net/klongtoi-market-fired-pad/#comment-7040</guid>
		<description>ในต้นปี พ.ศ. 2551 นางติ่งอ้างกับแม่ค้าว่าได้ส่งแผนพัฒนาตลาดพร้อมบ่อบำบัดน้ำเสียที่เสียค่าออกแบบเป็นล้านบาทเสนอแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยแล้ว แต่ไม่ได้รับการพิจารณาเสียที สงสัยว่าต้องมีบางอย่างผิดปกติ จนถึงเดือนเมษายน 2551 การท่าเรือแห่งประเทศไทยยืนยันว่าเพื่อความโปร่งใสจะต้องมีการประมูล โดยเชิญนางติ่งและเจ้าของสัมปทานเดิมเข้าร่วมประมูลด้วย นางติ่ง เริ่มให้ข้อมูลเรื่องที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยจะนำพื้นที่ออกประมูล ปลุกระดมมวลชนทั้งพ่อค้าแม่ค้าและผู้อยู่อาศัยในอาคารพาณิชย์ ว่าการท่าเรือแห่งประเทศไทยจะนำพื้นที่ไปทำโรงแรมห้าดาว คอมเพล็กซ์ และศูนย์การค้าครบวงจร ให้แก่คนร่ำรวยและต่างชาติ ก่อให้เกิดกระแสความชิงชังทำให้มวลชนมาร่วมต่อต้านอย่างเข้มแข็งเป็นจำนวนมาก 

                  ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2551 นางติ่ง วางแผนใช้มวลชนเคลื่อนไหว โดยประสานนักการเมืองระดับชาติให้แม่ค้าพ่อค้ารวมตัวกว่า 200 ตน เข้าร้องเรียนกระทรวงการคมนาคมและคณะกรรมาธิการอีกกว่า 10 คณะ รวมทั้งศาลปกครอง และ หน่วยงานต่าง ๆ มากกว่า 20 หน่วยงาน เพื่อสั่งให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยระงับการนำพื้นที่ตลาดคลองเตยออกประมูล และต่อสัญญาให้แก่สัมปทานเดิมทั้งสามรายแต่ก็ไม่เป็นผล ต่อมาในวันที่ 24 เดือนกรกฎาคม 2551 นางติ่งจึงปลุกระดมมวลชนจำนวนมากประมาณ 6,000 คน ไปประท้วงหน้าอาคารที่ทำการของการท่าเรือแห่งประ เทศไทย แล้วแบ่งกำลังบางส่วนไปปิดล้อมไม่ให้ขนส่งสินค้าในท่าเรือทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก เป็นเหตุให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยต้องยอมให้มีการเจรจา โดยยื่นเงื่อนไขกับกลุ่มประท้วงว่าจะเจรจากับตัวแทนมวลชนเท่านั้น แต่ไม่ยอมเจรจากับสัมปทานเดิมทั้งสามรายเพราะทราบดีว่านางติ่งและเจ้าของสัมปทานเดิมทั้งสามรายเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการประท้วงครั้งนี้ 

        ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2551 การท่าเรือแห่งประเทศไทย จัดการประมูลพื้นที่ตลาดและประกาศผลผู้ชนะการประมูลในเดือน ตุลาคม 2551 ซึ่งได้แก่ บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชั่นแนล จำกัด ที่ให้ผลประโยชน์แก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยถึง 631 ล้านบาท ทั้งยังจะต้องพัฒนาตลาดและแก้ปัญหามลพิษ ได้แก่ การสร้างระบบบำบัดน้ำเสียตามความต้องการของกรมควบคุมมลพิษ บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชั่นแนล จำกัด ได้ทำสัญญากับการท่าเรือแห่งประเทศไทย อย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ  ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2551  นับถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 1 ปีแล้ว   แต่เหตุการณ์รุนแรงที่ถูกสร้างขึ้นอันสืบเนื่องมาจากผลประโยชน์อันมหาศาลก็ยังไม่สงบยังมีความรุนแรงบังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง 


เพราะกลุ่มอิทธิพลต้องการครอบครองผลประโยชน์ดั้งเดิมของตนไว้อย่างเหนียวแน่นและต้องการให้มีความรุนแรงเกิดขึ้นอันจะส่งผลถึงการยกเลิกสัญญาระหว่างการท่าเรือแห่งประเทศไทย กับ บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชั่นแนล จำกัด  ให้จงได้แต่เป็นเรื่องยากเพราะทุกฝ่ายต่างก็มีความเข้าใจแผนของกลุ่มผู้มีอิทธิพลอย่างชัดเจนยิ่งขึ้นทุกที

           เมื่อบริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชั่นแนล จำกัด  ได้เข้ามาบริหารจัดการในตลาดคลองเตย  ตั้งแต่ปลายปี  พ.ศ. 2551  แนวความคิดในการบริหารเมื่อเริ่มแรกผิดพลาดเพราะไปตั้งนายหนุ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มอิทธิพลฝ่ายตรงข้ามกับกลุ่มของนางติ่งเข้าบริหารจัดการเกิดการกระทำในลักษณะ “ล้างแค้น”  กันอย่างรุนแรง เพราะนายหนุ่มเป็นผู้ที่มีการศึกษาเพียงระดับชั้นประถมต้น ไม่รู้จักใช้จิตวิทยา นิยมใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา 

วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2551 นายหนุ่ม นำกำลังชายฉกรรจ์ประมาณ 100 คน เข้าสำแดง
อำนาจ ประกาศต่อพ่อค้าแม่ค้าว่า ขณะนี้นายหนุ่มเป็นเจ้าของตลาดแล้ว ใครไม่ยอมทำสัญญาจะไม่ให้ขายของในตลาดอีกต่อไป ด้วยความเป็นพี่น้องกัน นางติ่งจึงรู้จักนิสัยใจคอและจุดอ่อนของ      นายหนุ่ม เป็นอย่างดี นางติ่ง ปลุกระดมแม่ค้าโดยย้ำภาพความเกเร และเรื่องความเลวร้ายของ      นายหนุ่ม ให้แม่ค้าเกิดความเกลียดชัง รวมถึงหลอกใช้แม่ค้าที่ใจถึงให้ใช้กำลังต่อสู้กับนายหนุ่ม โดยบอกว่ายิ่งหากได้เห็นเลือดเรื่องการประมูลนี้จะยิ่งจบได้เร็ว  วันนั้นเป็นวันที่ นางติ่ง จัดจ้างให้อาจารย์จากสถาบันราชภัฏสวนดุสิตนำนักศึกษามาจัดทำประชาพิจารณ์ เพราะมีผู้แนะนำว่าสามารถใช้เป็นข้อต่อสู้ทางกฏหมาย เพื่อให้ยกเลิกประกาศประมูลของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ก็พอดีกันกับที่นายหนุ่ม สำแดงกำลัง โดยการจับตัวลูกน้องของนางติ่งไปบังคับให้เป็นพวก ใครไม่ยอมก็ถูกทำร้าย พ่อค้าแม่ค้าที่ใจถึงก่อเหตุยั่วโทสะนายหนุ่มทำให้เกิดเหตุทำร้ายร่างกาย บาดเจ็บเล็กน้อยหลายคน แต่ที่สำคัญคือ นางติ่งเตรียมการบันทึกวิดีโอ โดยใช้ตากล้องมืออาชีพระดับตากล้องรายการเกมส์โชว์บันทึกได้ภาพแม่ค้าที่ถูกนายหนุ่มทำร้าย เผยแพร่ออกสื่อมวลชนทุกแขนง จึงเป็นก้าวแรกที่ผิดพลาดของ บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นไปตามแผนของนางติ่ง ทุกประการ

	



 	               ตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่นายหนุ่ม เป็นผู้บริหารตลาดคลองเตยโดยได้รับการแต่งตั้งจาก บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชันแนล จำกัด กลายเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายสำหรับทุกฝ่าย พ่อค้าแม่ค้าถูกทำร้ายร่างกาย ถูกระเบิดบาดเจ็บนับสิบราย  บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชันแนล จำกัด กลายเป็นผู้ร้ายใช้อำนาจและความรุนแรงต่อพ่อค้าแม่ค้า ตลาดคลองเตยกลายเป็นสนามรบมีการใช้ระเบิดและอาวุธสงคราม อื่น ๆ ลูกค้าหนีไปจับจ่ายตลาดอื่น แม้ในปัจจุบันลูกค้าเหล่านั้นก็ยังไม่หวนกลับมา

             วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 แม่ค้ารวมตัวกันเดินขบวนประท้วงไปรอบ ๆ ตลาดเกิดมีกระสุนปริศนายิงใส่กลุ่มแม่ค้า สร้างสถานการณ์รุนแรงเป็นเหตุให้นางติ่งวางแผนชี้นำพ่อค้าแม่ค้าให้ฉวยโอกาสตั้งเต็นท์ประท้วงบนถนนรัชดาภิเษก เรียกร้องให้ยกเลิกสัมปทานของบริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชันแนล จำกัด เรื่อยมาเป็นระยะเวลาต่อเนื่องเกือบหนึ่งปี จึงสามารถรื้อถอนเต็นท์ได้ เมื่อวันที่       29 มิถุนายน พ.ศ. 2552 
  
              วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ตรงกับวันลอยกระทง กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าในเต็นท์ประท้วง ร่วมร้องรำวงจนถึงเวลาประมาณตีหนึ่ง มีการปาระเบิดเกิดขึ้นเป็นลูกแรกในตลาดคลองเตยภายหลังการเข้าบริหารตลาด ของนายหนุ่ม มีผู้บาดเจ็บสาหัส 2 ราย และบาดเจ็บเล็กน้อยนับสิบราย เป็นเหตุให้พ่อค้าแม่ค้าเกิดความโกรธแค้น ชิงชัง นายหนุ่ม และบริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชันแนล จำกัด มากยิ่งขึ้น และยิ่งเป็นการย้ำความจริงที่นางติ่งเคยบอกแก่พ่อค้าแม่ค้าว่า  บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชันแนล จำกัด เป็นเพียงบริษัท ที่รับจ้างไล่รื้อตลาดเท่านั้นเหมือนที่เคยเป็นข่าว โดยก่อนการรื้อตลาดก็ให้นายหนุ่ม มาขูดเลือดขูดเนื้อพ่อค้าแม่ค้าโดยหลอกให้ไปทำสัญญา เมื่อได้เงินพร้อมสัญญายินยอมออกจากพื้นที่แล้วก็จะล้อมรั้ว สร้างคอนโดมิเนียมราคาห้องละหลายสิบล้านเพื่อขายเศรษฐีและต่างชาติ พ่อค้าแม่ค้าต้องเสียทั้งเงินและที่ทำมาหากิน สร้างความหวาดกลัว เคียดแค้น ไม่เข้าใจ เป็นการสร้างเงื่อนไขอันอำนวยประโยชน์ต่อฝ่ายของนางติ่งได้อย่างมากมาย นับแต่วันนั้นในเต็นท์ประท้วงยิ่งเพิ่มการปราศัยปลุกระดมด้วยเรื่องนี้ตลอดเวลา ทำให้มีแนวร่วมเพิ่มมากขึ้นทุกที 

	วันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 เวลา 19.00 น. มีผู้ขว้างระเบิดลูกที่ 2  เป็นระเบิดปิงปอง แต่ก็ทำให้มีผู้บาดเจ็บถึง 2 ราย วันที่  21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 เวลา 20.00 น.  มีระเบิดไม่ทราบชนิดขว้างใส่เต็นท์ประท้วง ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่มีทรัพย์สินเสียหายบางส่วน

	วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ระเบิดลูกสุดท้ายส่งท้ายการทำหน้าที่ ของนายหนุ่ม ในการเป็นผู้บริหารตลาดคลองเตยแทน บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชันแนล จำกัด เวลาประมาณ 19.00 น. มีการขว้างระเบิดสังหารเข้าใส่เต็นท์ประท้วง แต่ระเบิดกลิ้งไปใต้ท้องรถยนต์ของแกนนำกลุ่มประท้วง รถยนต์ถูกสะเก็ดระเบิดเสียหายยับเยิน แต่อานุภาพอันร้ายแรงของระเบิดสังหาร ทำให้มีผู้บาดเจ็บสาหัสถึง   4 ราย และบาดเจ็บเล็กน้อยอีกประมาณ 50 ราย ในเวลานั้นพ่อค้าแม่ค้าทุกคนเชื่อว่าเป็นการกระทำของนายหนุ่ม เพราะเมื่อมีการปราศัยด่าทอท้าทาย นายหนุ่ม ครั้งใดก็ตามจะต้องเกิดเหตุระเบิดขึ้นทุกครั้ง

          ความรุนแรงดังกล่าวที่เกิดขึ้น  ตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ นายหนุ่ม ได้รับการแต่งตั้งให้บริหารจัดการตลาดคลองเตย สร้างความเสียหายอย่างยิ่งโดยที่ไม่อาจประเมินได้ให้แก่ บริษัท ลีเกิ้ล  โปรเฟสชั่นแนล จำกัด  รวมทั้งเหตุการณ์ดังกล่าวก็ยังถูกกลุ่มของนางติ่ง ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อนำมากล่าวอ้างต่อทุกฝ่ายว่า บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชั่นแนล จำกัด เป็นผู้ก่อเหตุความรุนแรงอยู่ร่ำไป

		หลังจากนั้น สถานการณ์รุนแรงก็บังเกิดขึ้นเป็นระยะ โดยต่อเนื่องประปรายจากผู้ต้องการสร้างสถานการณ์ มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย จากสถานการณ์ที่พัฒนามาจนถึงปัจจุบัน (ธันวาคม พ.ศ. 2552) ได้เกิดกลุ่มผลประโยชน์ที่ต่อต้านการดำเนินการของบริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชั่นแนล จำกัด ซึ่งมีทั้งกลุ่มอิทธิพลเดิมและกลุ่มที่เกิดขึ้นใหม่ แบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ 3 กลุ่ม  คือ
 1)  กลุ่มนายพรศักดิ์ มีภรรยาขายข้าวมันไก่ในตลาดหลังที่ 1 เก็บเกี่ยวผลประโยชน์อยู่ในบริเวณตลาดหลังที่ 1 ปีละหลายล้านบาท สร้างความน่าเชื่อถือของตนเองโดยอาศัยว่าเคยร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตร(เสื้อเหลือง)  ปลุกระดมมวลชนโดยโฆษณาชวนเชื่อทุกวัน ว่าจะจัดตั้งเป็นสหกรณ์แล้วทำสัญญาเช่าโดยตรงกับการท่าเรือแห่งประเทศไทย แต่มวลชนส่วนใหญ่เบื่อหน่ายนายพรศักดิ์ เพราะพูดจาไม่รู้เรื่องชอบแต่กระจายเสียงด่าคนอื่น ในเหตุการณ์รุนแรงที่ผ่านมามวลชนเหล่านี้เป็นกองสนับสนุนไม่เคยออกหน้าปะทะกับ บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชันแนล จำกัด โดยตรง แนวร่วมมวลชนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าแม่ค้าในตลาดหลังที่ 1 และเป็นผู้มีที่พักอาศัยอยู่ในชุมชนเทพประทานริมถนนพระรามสี่ ด้านตรงข้ามกับตลาดแห่งนี้



   2)  กลุ่มสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนชุมชนพัฒนาคลองเตย 79 จำกัด ที่บริหารตลาดหลังที่ 2  เดิมมีนางกะทิ (อายุประมาณ 65 ปี)  ผู้มีกำเนิดในย่านนี้เป็นประธาน แต่หลังจากมีปัญหาการฟ้องร้องและร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ ( DSI ) ถึงความไม่โปร่งใสในการบริหารงานสหกรณ์ จึงมีการแต่งตั้งประธานคนใหม่ชื่อ นายแทน เป็นชาวอำเภอบางพลี  จังหวัดสมุทรปราการ  ซึ่งมิได้มีประวัติว่าประกอบอาชีพค้าขายอยู่ในตลาดหลัง 2 แต่อย่างใด สมาชิกสหกรณ์มีความเชื่อว่านายแทน เป็นตัวเพียงตัวแทนที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาเท่านั้น แต่ประธานตัวจริงยังคงเป็นนางกะทิ เช่นเดิม แกนนำสำคัญของกลุ่มนี้คือ นายทองย้อย ประกอบอาชีพทนายความ มีภูมิลำเนาที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี  ซึ่งก็มิได้เป็นพ่อค้าในตลาดหลังที่ 2 อย่างที่กล่าวอ้างเสมอ และมิได้เป็นกรรมการของสหกรณ์แห่งนี้เช่นกัน คาดว่านายทองย้อย ถูกจ้างมาเพื่อเป็นทีมงานฝ่ายกฏหมายของนางกะทิ เนื่อง จากตั้งแต่เริ่มการคัดค้านการประมูล เมื่อปี  พ.ศ. 2551 นายทองย้อยแสดงตัวเป็นตัวแทนของสหกรณ์ร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เรื่อยมา นายทองย้อยมีประวัติและพฤติการณ์เดิม คือ เป็นจำเลยในคดีฆ่าคนตายโดยเจตนา  เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2542  ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น  คือจำคุก 15 ปี  ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา  มวลชนของกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสหกรณ์และค้าขายในตลาดหลัง ที่ 2 ซึ่งอยู่ในวัยสูงอายุแล้วทั้งสิ้น มีส่วนร่วมและเป็นตัวการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงในตลาดคลองเตย การที่มวลชนเหล่านี้สร้างความวุ่นวายให้เกิดในตลาดคลองเตย เนื่องจาก นายทองย้อย บอกเสมอว่า หากเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงแล้ว การท่าเรือแห่งประเทศไทย สามารถยกเลิกสัญญากับ บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชันแนล จำกัดได้ และหลังจากนั้นจะทำสัญญาโดยตรงกับสมาชิกสหกรณ์  หากสมาชิกคนใดที่จ่ายเงินไป 100 บาท จะได้กำไรถึง 600 บาท พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่อยู่ในวัยสูงอายุ ไม่มีความรู้ แม้กระทั่งหนังสือก็อ่านไม่ได้ จึงเชื่อ นายทองย้อย ซึ่งใช้ความชำนาญในการพูดจาจากอาชีพทนายความพูดกล่อมหลอกลวงให้มีความหวังฟังอยู่ทุก ๆ วัน เป็นเวลานานนับปี ย่อมตกเป็นเหยื่อของนายทองย้อยโดยไม่รู้ตัว จึงงมงายดำเนินการสร้างเหตุความวุ่นวานต่อเนื่องมาจนถึงขณะนี้
    3)  กลุ่มของนางติ่ง  อายุ 48 ปี / 2552 ผู้มีอิทธิพลมาแต่เดิม  กลุ่มนี้พยายามที่ยึดพื้นที่ตลาดหลังที่ 3 และ ตลาดหลังที่ 4 รวมทั้ง ตลาดสายกลางและตลาดเพชรบุรีเอาไว้ให้ได้อย่างเหนียวแน่น โดยมีพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นบริวารมาแต่เดิมเป็นแนวร่วม  ปัจจุบันมักสร้างความรุนแรงโดยว่าจ้างกองกำลังจากภายนอกเป็นผู้เข้ามาปฏิบัติการ และใช้แม่ค้าในตลาดเป็นแกนนำและมีบริวารเป็นแนวร่วม มีบุคคลที่ใกล้ชิดนางติ่งมากแต่ไม่ใช่แม่ค้า ซึ่งเมื่อเข้ามาในพื้นที่วันใดก็จะเกิดเหตุการณ์ รุนแรงถึงขั้นตีกันหรือใช้อาวุธปืนทุกครั้ง คือ นางสาวหมีดำ  อายุ 37 ปี/2552  ที่จะอยู่ในที่เกิดเหตุในลักษณะ  “บัญชาการรบ” เสมอ   ครั้งสุดท้ายที่บุคคลผู้นี้ปรากฎตัวคือวันที่นายตำรวจระดับรองผู้กำกับการ สังกัดตำรวจนครบาล 8 ถูกยิงบาดเจ็บเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2552

		นางติ่ง แม้จะแต่งงานมีสามีตามกฏหมายอยู่แล้ว แต่ยังมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับ นายกล้า อายุประมาณ 70 ปี ซึ่งเคยรับราชการและมีอำนาจในพื้นที่นี้มาก่อน ปัจจุบัน นายกล้าก็ยังคงหลบภรรยาหลวงเพื่อมาพบปะ และร่วมวางแผนเรื่องการยึดอำนาจและผลประโยชน์ในตลาดคลองเตยกลับคืน ที่บ้านพักของนางติ่งในตลาดคลองเตยอยู่เสมอ นายกล้า มีลูกชายคนโตซึ่งรับราชการใหญ่โต มีบทบาทและอำนาจอยู่ในพื้นที่คลองเตยขณะนี้

อนึ่งทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าวข้างต้นในปัจจุบันมีความร่วมมือกันต่อต้าน บริษัท ลีเกิ้ล       โปรเฟสชั่นแนล จำกัด  ในลักษณะ “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง”  หากร่วมมือกันขับไล่ บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชั่นแนล จำกัด  ออกจากพื้นที่ได้แล้ว ต่อมาหากการจัดสรรผลประโยชน์ไม่ลงตัว  ความรุนแรงจากความขัดแย้งเพื่อแย่งชิงผลประโยชน์และชิงการเป็นผู้นำในตลาดคลองเตย ของแต่ละกลุ่มย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน  นอกจากนั้นบรรดาพ่อค้าแม่ค้าก็คงจะถูกหลอกลวงให้เป็นเครื่องมือในการเข้าแสวงประโยชน์จากแต่ละกลุ่มดังกล่าวเหล่านี้ต่อไปเช่นเดิม
	
                         การดำเนินการของบริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชั่นแนล จำกัด   ที่ใช้หลักสันติวิธีนั้น  เชื่อว่าวิธีการนี้เป็นการเริ่มต้นดำเนินมาอย่างถูกทางแล้ว  แต่จากปัญหาต่าง ๆ ที่หมักหมม  ยืดเยื้อมาอย่างยาวนานในตลาดคลองเตยมิใช่สิ่งที่จะแก้ไขให้ลุล่วงได้อย่างโดยง่าย  ต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างรู้เท่าทันและต้องใช้ความพยายามอดทนอดกลั้นมีความตั้งใจจริง อุตสาหะมานะพยายามเป็นอย่างสูงยิ่ง
		
                        ปัญหาด้านสังคมจิตวิทยาต่างๆ ที่มีในชุมชนเมืองโดยเฉพาะในตลาดคลองเตยเป็นตัวเร่งปฏิกริยามีอยู่หลายปัญหาดังจะขอหยิบยกมาเป็นตัวอย่างในการพิจารณาแก้ปัญหาควบคู่กันไป ได้แก่  
		1)  ปัญหาจากแนวนโยบายของรัฐที่ไม่แน่นอน
		2)  ปัญหาจากเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฏหมาย
		 3)  ปัญหายาเสพติด
  		4)  ปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฏหมาย
		5)  ปัญหาจากกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติกับหัวคะแนน
		6)  ปัญหาจากนายทุนเงินกู้นอกระบบ
		7)  ปัญหานักเลง ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ที่แสวงประโยชน์ใช้อิทธิพลข่มขู่รีดไถ 
                             ทุกรูปแบบ
		8)   ปัญหาจากสภาพแวดล้อมที่ไม่ถูกสุขลักษณะและมลภาวะที่เป็นพิษทั้งทางน้ำ และ
                              ทางอากาศ
9)	ปัญหาจากความไม่รู้เพราะมีระดับการศึกษาของผู้ประกอบกิจการค้าในพื้นที่ ที่ถูก             
      ชักชวนแสวงประโยชน์ได้โดยง่าย
 	         10)   ปัญหาหวยเถื่อน บ่อนการพนันรายย่อยและการพนันทุกประเภท
 	         11)   ปัญหาการประโคมข่าวของสื่อมวลชน ที่มีลักษณะเป็นสีขาว-สีดำ (พระเอก-ผู้ร้าย)     
                              แตกต่างกันอย่างชัดเจน สร้างแต่กระแสแห่งความสับสน เพื่อความตื่นเต้นเร้าใจ  
                              ในการเสนอข่าวเชิงธุรกิจ
 		      
                 ปัญหาต่างๆดังกล่าวข้างต้นเหล่านี้ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสำนักงานตำรวจแห่งชาติสมควรที่จะต้องร่วมกันบูรณาการ ในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพราะเพียงกองบัญชาการตำรวจนครบาลที่จะเข้าแก้ปัญหาโดยลำพัง คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เต็มที่

	     การสร้างศรัทธา  มีความมุ่งมั่นและยุติธรรม ดำเนินการพัฒนาตลาดคลองเตยให้เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง และมีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและบูรณาการกันเป็นหนึ่งเดียว อย่างเป็นระบบเท่านั้น ที่จะทำให้ปัญหาตลาดคลองเตยคลี่คลายได้และคงต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง  ทั้งยังต้องได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องของรัฐอีกด้วย

                 อย่างไรก็ตามหากเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเจ้าหน้าที่ตำรวจยังมีความใกล้ชิดและมีผลประโยชน์ผูกพันกับกลุ่มอิทธิพลดังเช่นอดีตที่ผ่านมา น่าจะส่งผลให้การแก้ปัญหาในปัจจุบันก็จะเป็นเรื่องยุ่งยากอย่างแน่นอนที่สุด

	ข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นความจริงจากพ่อค้าแม่ค้าที่อยู่ในตลาดคลองเตยมากว่า 50 ปี</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>ในต้นปี พ.ศ. 2551 นางติ่งอ้างกับแม่ค้าว่าได้ส่งแผนพัฒนาตลาดพร้อมบ่อบำบัดน้ำเสียที่เสียค่าออกแบบเป็นล้านบาทเสนอแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยแล้ว แต่ไม่ได้รับการพิจารณาเสียที สงสัยว่าต้องมีบางอย่างผิดปกติ จนถึงเดือนเมษายน 2551 การท่าเรือแห่งประเทศไทยยืนยันว่าเพื่อความโปร่งใสจะต้องมีการประมูล โดยเชิญนางติ่งและเจ้าของสัมปทานเดิมเข้าร่วมประมูลด้วย นางติ่ง เริ่มให้ข้อมูลเรื่องที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยจะนำพื้นที่ออกประมูล ปลุกระดมมวลชนทั้งพ่อค้าแม่ค้าและผู้อยู่อาศัยในอาคารพาณิชย์ ว่าการท่าเรือแห่งประเทศไทยจะนำพื้นที่ไปทำโรงแรมห้าดาว คอมเพล็กซ์ และศูนย์การค้าครบวงจร ให้แก่คนร่ำรวยและต่างชาติ ก่อให้เกิดกระแสความชิงชังทำให้มวลชนมาร่วมต่อต้านอย่างเข้มแข็งเป็นจำนวนมาก </p>
<p>                  ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2551 นางติ่ง วางแผนใช้มวลชนเคลื่อนไหว โดยประสานนักการเมืองระดับชาติให้แม่ค้าพ่อค้ารวมตัวกว่า 200 ตน เข้าร้องเรียนกระทรวงการคมนาคมและคณะกรรมาธิการอีกกว่า 10 คณะ รวมทั้งศาลปกครอง และ หน่วยงานต่าง ๆ มากกว่า 20 หน่วยงาน เพื่อสั่งให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยระงับการนำพื้นที่ตลาดคลองเตยออกประมูล และต่อสัญญาให้แก่สัมปทานเดิมทั้งสามรายแต่ก็ไม่เป็นผล ต่อมาในวันที่ 24 เดือนกรกฎาคม 2551 นางติ่งจึงปลุกระดมมวลชนจำนวนมากประมาณ 6,000 คน ไปประท้วงหน้าอาคารที่ทำการของการท่าเรือแห่งประ เทศไทย แล้วแบ่งกำลังบางส่วนไปปิดล้อมไม่ให้ขนส่งสินค้าในท่าเรือทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก เป็นเหตุให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยต้องยอมให้มีการเจรจา โดยยื่นเงื่อนไขกับกลุ่มประท้วงว่าจะเจรจากับตัวแทนมวลชนเท่านั้น แต่ไม่ยอมเจรจากับสัมปทานเดิมทั้งสามรายเพราะทราบดีว่านางติ่งและเจ้าของสัมปทานเดิมทั้งสามรายเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการประท้วงครั้งนี้ </p>
<p>        ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2551 การท่าเรือแห่งประเทศไทย จัดการประมูลพื้นที่ตลาดและประกาศผลผู้ชนะการประมูลในเดือน ตุลาคม 2551 ซึ่งได้แก่ บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชั่นแนล จำกัด ที่ให้ผลประโยชน์แก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยถึง 631 ล้านบาท ทั้งยังจะต้องพัฒนาตลาดและแก้ปัญหามลพิษ ได้แก่ การสร้างระบบบำบัดน้ำเสียตามความต้องการของกรมควบคุมมลพิษ บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชั่นแนล จำกัด ได้ทำสัญญากับการท่าเรือแห่งประเทศไทย อย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ  ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2551  นับถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 1 ปีแล้ว   แต่เหตุการณ์รุนแรงที่ถูกสร้างขึ้นอันสืบเนื่องมาจากผลประโยชน์อันมหาศาลก็ยังไม่สงบยังมีความรุนแรงบังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง </p>
<p>เพราะกลุ่มอิทธิพลต้องการครอบครองผลประโยชน์ดั้งเดิมของตนไว้อย่างเหนียวแน่นและต้องการให้มีความรุนแรงเกิดขึ้นอันจะส่งผลถึงการยกเลิกสัญญาระหว่างการท่าเรือแห่งประเทศไทย กับ บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชั่นแนล จำกัด  ให้จงได้แต่เป็นเรื่องยากเพราะทุกฝ่ายต่างก็มีความเข้าใจแผนของกลุ่มผู้มีอิทธิพลอย่างชัดเจนยิ่งขึ้นทุกที</p>
<p>           เมื่อบริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชั่นแนล จำกัด  ได้เข้ามาบริหารจัดการในตลาดคลองเตย  ตั้งแต่ปลายปี  พ.ศ. 2551  แนวความคิดในการบริหารเมื่อเริ่มแรกผิดพลาดเพราะไปตั้งนายหนุ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มอิทธิพลฝ่ายตรงข้ามกับกลุ่มของนางติ่งเข้าบริหารจัดการเกิดการกระทำในลักษณะ “ล้างแค้น”  กันอย่างรุนแรง เพราะนายหนุ่มเป็นผู้ที่มีการศึกษาเพียงระดับชั้นประถมต้น ไม่รู้จักใช้จิตวิทยา นิยมใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา </p>
<p>วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2551 นายหนุ่ม นำกำลังชายฉกรรจ์ประมาณ 100 คน เข้าสำแดง<br />
อำนาจ ประกาศต่อพ่อค้าแม่ค้าว่า ขณะนี้นายหนุ่มเป็นเจ้าของตลาดแล้ว ใครไม่ยอมทำสัญญาจะไม่ให้ขายของในตลาดอีกต่อไป ด้วยความเป็นพี่น้องกัน นางติ่งจึงรู้จักนิสัยใจคอและจุดอ่อนของ      นายหนุ่ม เป็นอย่างดี นางติ่ง ปลุกระดมแม่ค้าโดยย้ำภาพความเกเร และเรื่องความเลวร้ายของ      นายหนุ่ม ให้แม่ค้าเกิดความเกลียดชัง รวมถึงหลอกใช้แม่ค้าที่ใจถึงให้ใช้กำลังต่อสู้กับนายหนุ่ม โดยบอกว่ายิ่งหากได้เห็นเลือดเรื่องการประมูลนี้จะยิ่งจบได้เร็ว  วันนั้นเป็นวันที่ นางติ่ง จัดจ้างให้อาจารย์จากสถาบันราชภัฏสวนดุสิตนำนักศึกษามาจัดทำประชาพิจารณ์ เพราะมีผู้แนะนำว่าสามารถใช้เป็นข้อต่อสู้ทางกฏหมาย เพื่อให้ยกเลิกประกาศประมูลของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ก็พอดีกันกับที่นายหนุ่ม สำแดงกำลัง โดยการจับตัวลูกน้องของนางติ่งไปบังคับให้เป็นพวก ใครไม่ยอมก็ถูกทำร้าย พ่อค้าแม่ค้าที่ใจถึงก่อเหตุยั่วโทสะนายหนุ่มทำให้เกิดเหตุทำร้ายร่างกาย บาดเจ็บเล็กน้อยหลายคน แต่ที่สำคัญคือ นางติ่งเตรียมการบันทึกวิดีโอ โดยใช้ตากล้องมืออาชีพระดับตากล้องรายการเกมส์โชว์บันทึกได้ภาพแม่ค้าที่ถูกนายหนุ่มทำร้าย เผยแพร่ออกสื่อมวลชนทุกแขนง จึงเป็นก้าวแรกที่ผิดพลาดของ บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นไปตามแผนของนางติ่ง ทุกประการ</p>
<p> 	               ตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่นายหนุ่ม เป็นผู้บริหารตลาดคลองเตยโดยได้รับการแต่งตั้งจาก บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชันแนล จำกัด กลายเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายสำหรับทุกฝ่าย พ่อค้าแม่ค้าถูกทำร้ายร่างกาย ถูกระเบิดบาดเจ็บนับสิบราย  บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชันแนล จำกัด กลายเป็นผู้ร้ายใช้อำนาจและความรุนแรงต่อพ่อค้าแม่ค้า ตลาดคลองเตยกลายเป็นสนามรบมีการใช้ระเบิดและอาวุธสงคราม อื่น ๆ ลูกค้าหนีไปจับจ่ายตลาดอื่น แม้ในปัจจุบันลูกค้าเหล่านั้นก็ยังไม่หวนกลับมา</p>
<p>             วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 แม่ค้ารวมตัวกันเดินขบวนประท้วงไปรอบ ๆ ตลาดเกิดมีกระสุนปริศนายิงใส่กลุ่มแม่ค้า สร้างสถานการณ์รุนแรงเป็นเหตุให้นางติ่งวางแผนชี้นำพ่อค้าแม่ค้าให้ฉวยโอกาสตั้งเต็นท์ประท้วงบนถนนรัชดาภิเษก เรียกร้องให้ยกเลิกสัมปทานของบริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชันแนล จำกัด เรื่อยมาเป็นระยะเวลาต่อเนื่องเกือบหนึ่งปี จึงสามารถรื้อถอนเต็นท์ได้ เมื่อวันที่       29 มิถุนายน พ.ศ. 2552 </p>
<p>              วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ตรงกับวันลอยกระทง กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าในเต็นท์ประท้วง ร่วมร้องรำวงจนถึงเวลาประมาณตีหนึ่ง มีการปาระเบิดเกิดขึ้นเป็นลูกแรกในตลาดคลองเตยภายหลังการเข้าบริหารตลาด ของนายหนุ่ม มีผู้บาดเจ็บสาหัส 2 ราย และบาดเจ็บเล็กน้อยนับสิบราย เป็นเหตุให้พ่อค้าแม่ค้าเกิดความโกรธแค้น ชิงชัง นายหนุ่ม และบริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชันแนล จำกัด มากยิ่งขึ้น และยิ่งเป็นการย้ำความจริงที่นางติ่งเคยบอกแก่พ่อค้าแม่ค้าว่า  บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชันแนล จำกัด เป็นเพียงบริษัท ที่รับจ้างไล่รื้อตลาดเท่านั้นเหมือนที่เคยเป็นข่าว โดยก่อนการรื้อตลาดก็ให้นายหนุ่ม มาขูดเลือดขูดเนื้อพ่อค้าแม่ค้าโดยหลอกให้ไปทำสัญญา เมื่อได้เงินพร้อมสัญญายินยอมออกจากพื้นที่แล้วก็จะล้อมรั้ว สร้างคอนโดมิเนียมราคาห้องละหลายสิบล้านเพื่อขายเศรษฐีและต่างชาติ พ่อค้าแม่ค้าต้องเสียทั้งเงินและที่ทำมาหากิน สร้างความหวาดกลัว เคียดแค้น ไม่เข้าใจ เป็นการสร้างเงื่อนไขอันอำนวยประโยชน์ต่อฝ่ายของนางติ่งได้อย่างมากมาย นับแต่วันนั้นในเต็นท์ประท้วงยิ่งเพิ่มการปราศัยปลุกระดมด้วยเรื่องนี้ตลอดเวลา ทำให้มีแนวร่วมเพิ่มมากขึ้นทุกที </p>
<p>	วันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 เวลา 19.00 น. มีผู้ขว้างระเบิดลูกที่ 2  เป็นระเบิดปิงปอง แต่ก็ทำให้มีผู้บาดเจ็บถึง 2 ราย วันที่  21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 เวลา 20.00 น.  มีระเบิดไม่ทราบชนิดขว้างใส่เต็นท์ประท้วง ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่มีทรัพย์สินเสียหายบางส่วน</p>
<p>	วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ระเบิดลูกสุดท้ายส่งท้ายการทำหน้าที่ ของนายหนุ่ม ในการเป็นผู้บริหารตลาดคลองเตยแทน บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชันแนล จำกัด เวลาประมาณ 19.00 น. มีการขว้างระเบิดสังหารเข้าใส่เต็นท์ประท้วง แต่ระเบิดกลิ้งไปใต้ท้องรถยนต์ของแกนนำกลุ่มประท้วง รถยนต์ถูกสะเก็ดระเบิดเสียหายยับเยิน แต่อานุภาพอันร้ายแรงของระเบิดสังหาร ทำให้มีผู้บาดเจ็บสาหัสถึง   4 ราย และบาดเจ็บเล็กน้อยอีกประมาณ 50 ราย ในเวลานั้นพ่อค้าแม่ค้าทุกคนเชื่อว่าเป็นการกระทำของนายหนุ่ม เพราะเมื่อมีการปราศัยด่าทอท้าทาย นายหนุ่ม ครั้งใดก็ตามจะต้องเกิดเหตุระเบิดขึ้นทุกครั้ง</p>
<p>          ความรุนแรงดังกล่าวที่เกิดขึ้น  ตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ นายหนุ่ม ได้รับการแต่งตั้งให้บริหารจัดการตลาดคลองเตย สร้างความเสียหายอย่างยิ่งโดยที่ไม่อาจประเมินได้ให้แก่ บริษัท ลีเกิ้ล  โปรเฟสชั่นแนล จำกัด  รวมทั้งเหตุการณ์ดังกล่าวก็ยังถูกกลุ่มของนางติ่ง ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อนำมากล่าวอ้างต่อทุกฝ่ายว่า บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชั่นแนล จำกัด เป็นผู้ก่อเหตุความรุนแรงอยู่ร่ำไป</p>
<p>		หลังจากนั้น สถานการณ์รุนแรงก็บังเกิดขึ้นเป็นระยะ โดยต่อเนื่องประปรายจากผู้ต้องการสร้างสถานการณ์ มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย จากสถานการณ์ที่พัฒนามาจนถึงปัจจุบัน (ธันวาคม พ.ศ. 2552) ได้เกิดกลุ่มผลประโยชน์ที่ต่อต้านการดำเนินการของบริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชั่นแนล จำกัด ซึ่งมีทั้งกลุ่มอิทธิพลเดิมและกลุ่มที่เกิดขึ้นใหม่ แบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ 3 กลุ่ม  คือ<br />
 1)  กลุ่มนายพรศักดิ์ มีภรรยาขายข้าวมันไก่ในตลาดหลังที่ 1 เก็บเกี่ยวผลประโยชน์อยู่ในบริเวณตลาดหลังที่ 1 ปีละหลายล้านบาท สร้างความน่าเชื่อถือของตนเองโดยอาศัยว่าเคยร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตร(เสื้อเหลือง)  ปลุกระดมมวลชนโดยโฆษณาชวนเชื่อทุกวัน ว่าจะจัดตั้งเป็นสหกรณ์แล้วทำสัญญาเช่าโดยตรงกับการท่าเรือแห่งประเทศไทย แต่มวลชนส่วนใหญ่เบื่อหน่ายนายพรศักดิ์ เพราะพูดจาไม่รู้เรื่องชอบแต่กระจายเสียงด่าคนอื่น ในเหตุการณ์รุนแรงที่ผ่านมามวลชนเหล่านี้เป็นกองสนับสนุนไม่เคยออกหน้าปะทะกับ บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชันแนล จำกัด โดยตรง แนวร่วมมวลชนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าแม่ค้าในตลาดหลังที่ 1 และเป็นผู้มีที่พักอาศัยอยู่ในชุมชนเทพประทานริมถนนพระรามสี่ ด้านตรงข้ามกับตลาดแห่งนี้</p>
<p>   2)  กลุ่มสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนชุมชนพัฒนาคลองเตย 79 จำกัด ที่บริหารตลาดหลังที่ 2  เดิมมีนางกะทิ (อายุประมาณ 65 ปี)  ผู้มีกำเนิดในย่านนี้เป็นประธาน แต่หลังจากมีปัญหาการฟ้องร้องและร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ ( DSI ) ถึงความไม่โปร่งใสในการบริหารงานสหกรณ์ จึงมีการแต่งตั้งประธานคนใหม่ชื่อ นายแทน เป็นชาวอำเภอบางพลี  จังหวัดสมุทรปราการ  ซึ่งมิได้มีประวัติว่าประกอบอาชีพค้าขายอยู่ในตลาดหลัง 2 แต่อย่างใด สมาชิกสหกรณ์มีความเชื่อว่านายแทน เป็นตัวเพียงตัวแทนที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาเท่านั้น แต่ประธานตัวจริงยังคงเป็นนางกะทิ เช่นเดิม แกนนำสำคัญของกลุ่มนี้คือ นายทองย้อย ประกอบอาชีพทนายความ มีภูมิลำเนาที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี  ซึ่งก็มิได้เป็นพ่อค้าในตลาดหลังที่ 2 อย่างที่กล่าวอ้างเสมอ และมิได้เป็นกรรมการของสหกรณ์แห่งนี้เช่นกัน คาดว่านายทองย้อย ถูกจ้างมาเพื่อเป็นทีมงานฝ่ายกฏหมายของนางกะทิ เนื่อง จากตั้งแต่เริ่มการคัดค้านการประมูล เมื่อปี  พ.ศ. 2551 นายทองย้อยแสดงตัวเป็นตัวแทนของสหกรณ์ร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เรื่อยมา นายทองย้อยมีประวัติและพฤติการณ์เดิม คือ เป็นจำเลยในคดีฆ่าคนตายโดยเจตนา  เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2542  ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น  คือจำคุก 15 ปี  ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา  มวลชนของกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสหกรณ์และค้าขายในตลาดหลัง ที่ 2 ซึ่งอยู่ในวัยสูงอายุแล้วทั้งสิ้น มีส่วนร่วมและเป็นตัวการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงในตลาดคลองเตย การที่มวลชนเหล่านี้สร้างความวุ่นวายให้เกิดในตลาดคลองเตย เนื่องจาก นายทองย้อย บอกเสมอว่า หากเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงแล้ว การท่าเรือแห่งประเทศไทย สามารถยกเลิกสัญญากับ บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชันแนล จำกัดได้ และหลังจากนั้นจะทำสัญญาโดยตรงกับสมาชิกสหกรณ์  หากสมาชิกคนใดที่จ่ายเงินไป 100 บาท จะได้กำไรถึง 600 บาท พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่อยู่ในวัยสูงอายุ ไม่มีความรู้ แม้กระทั่งหนังสือก็อ่านไม่ได้ จึงเชื่อ นายทองย้อย ซึ่งใช้ความชำนาญในการพูดจาจากอาชีพทนายความพูดกล่อมหลอกลวงให้มีความหวังฟังอยู่ทุก ๆ วัน เป็นเวลานานนับปี ย่อมตกเป็นเหยื่อของนายทองย้อยโดยไม่รู้ตัว จึงงมงายดำเนินการสร้างเหตุความวุ่นวานต่อเนื่องมาจนถึงขณะนี้<br />
    3)  กลุ่มของนางติ่ง  อายุ 48 ปี / 2552 ผู้มีอิทธิพลมาแต่เดิม  กลุ่มนี้พยายามที่ยึดพื้นที่ตลาดหลังที่ 3 และ ตลาดหลังที่ 4 รวมทั้ง ตลาดสายกลางและตลาดเพชรบุรีเอาไว้ให้ได้อย่างเหนียวแน่น โดยมีพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นบริวารมาแต่เดิมเป็นแนวร่วม  ปัจจุบันมักสร้างความรุนแรงโดยว่าจ้างกองกำลังจากภายนอกเป็นผู้เข้ามาปฏิบัติการ และใช้แม่ค้าในตลาดเป็นแกนนำและมีบริวารเป็นแนวร่วม มีบุคคลที่ใกล้ชิดนางติ่งมากแต่ไม่ใช่แม่ค้า ซึ่งเมื่อเข้ามาในพื้นที่วันใดก็จะเกิดเหตุการณ์ รุนแรงถึงขั้นตีกันหรือใช้อาวุธปืนทุกครั้ง คือ นางสาวหมีดำ  อายุ 37 ปี/2552  ที่จะอยู่ในที่เกิดเหตุในลักษณะ  “บัญชาการรบ” เสมอ   ครั้งสุดท้ายที่บุคคลผู้นี้ปรากฎตัวคือวันที่นายตำรวจระดับรองผู้กำกับการ สังกัดตำรวจนครบาล 8 ถูกยิงบาดเจ็บเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2552</p>
<p>		นางติ่ง แม้จะแต่งงานมีสามีตามกฏหมายอยู่แล้ว แต่ยังมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับ นายกล้า อายุประมาณ 70 ปี ซึ่งเคยรับราชการและมีอำนาจในพื้นที่นี้มาก่อน ปัจจุบัน นายกล้าก็ยังคงหลบภรรยาหลวงเพื่อมาพบปะ และร่วมวางแผนเรื่องการยึดอำนาจและผลประโยชน์ในตลาดคลองเตยกลับคืน ที่บ้านพักของนางติ่งในตลาดคลองเตยอยู่เสมอ นายกล้า มีลูกชายคนโตซึ่งรับราชการใหญ่โต มีบทบาทและอำนาจอยู่ในพื้นที่คลองเตยขณะนี้</p>
<p>อนึ่งทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าวข้างต้นในปัจจุบันมีความร่วมมือกันต่อต้าน บริษัท ลีเกิ้ล       โปรเฟสชั่นแนล จำกัด  ในลักษณะ “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง”  หากร่วมมือกันขับไล่ บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชั่นแนล จำกัด  ออกจากพื้นที่ได้แล้ว ต่อมาหากการจัดสรรผลประโยชน์ไม่ลงตัว  ความรุนแรงจากความขัดแย้งเพื่อแย่งชิงผลประโยชน์และชิงการเป็นผู้นำในตลาดคลองเตย ของแต่ละกลุ่มย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน  นอกจากนั้นบรรดาพ่อค้าแม่ค้าก็คงจะถูกหลอกลวงให้เป็นเครื่องมือในการเข้าแสวงประโยชน์จากแต่ละกลุ่มดังกล่าวเหล่านี้ต่อไปเช่นเดิม</p>
<p>                         การดำเนินการของบริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชั่นแนล จำกัด   ที่ใช้หลักสันติวิธีนั้น  เชื่อว่าวิธีการนี้เป็นการเริ่มต้นดำเนินมาอย่างถูกทางแล้ว  แต่จากปัญหาต่าง ๆ ที่หมักหมม  ยืดเยื้อมาอย่างยาวนานในตลาดคลองเตยมิใช่สิ่งที่จะแก้ไขให้ลุล่วงได้อย่างโดยง่าย  ต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างรู้เท่าทันและต้องใช้ความพยายามอดทนอดกลั้นมีความตั้งใจจริง อุตสาหะมานะพยายามเป็นอย่างสูงยิ่ง</p>
<p>                        ปัญหาด้านสังคมจิตวิทยาต่างๆ ที่มีในชุมชนเมืองโดยเฉพาะในตลาดคลองเตยเป็นตัวเร่งปฏิกริยามีอยู่หลายปัญหาดังจะขอหยิบยกมาเป็นตัวอย่างในการพิจารณาแก้ปัญหาควบคู่กันไป ได้แก่<br />
		1)  ปัญหาจากแนวนโยบายของรัฐที่ไม่แน่นอน<br />
		2)  ปัญหาจากเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฏหมาย<br />
		 3)  ปัญหายาเสพติด<br />
  		4)  ปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฏหมาย<br />
		5)  ปัญหาจากกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติกับหัวคะแนน<br />
		6)  ปัญหาจากนายทุนเงินกู้นอกระบบ<br />
		7)  ปัญหานักเลง ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ที่แสวงประโยชน์ใช้อิทธิพลข่มขู่รีดไถ<br />
                             ทุกรูปแบบ<br />
		8)   ปัญหาจากสภาพแวดล้อมที่ไม่ถูกสุขลักษณะและมลภาวะที่เป็นพิษทั้งทางน้ำ และ<br />
                              ทางอากาศ<br />
9)	ปัญหาจากความไม่รู้เพราะมีระดับการศึกษาของผู้ประกอบกิจการค้าในพื้นที่ ที่ถูก<br />
      ชักชวนแสวงประโยชน์ได้โดยง่าย<br />
 	         10)   ปัญหาหวยเถื่อน บ่อนการพนันรายย่อยและการพนันทุกประเภท<br />
 	         11)   ปัญหาการประโคมข่าวของสื่อมวลชน ที่มีลักษณะเป็นสีขาว-สีดำ (พระเอก-ผู้ร้าย)<br />
                              แตกต่างกันอย่างชัดเจน สร้างแต่กระแสแห่งความสับสน เพื่อความตื่นเต้นเร้าใจ<br />
                              ในการเสนอข่าวเชิงธุรกิจ</p>
<p>                 ปัญหาต่างๆดังกล่าวข้างต้นเหล่านี้ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสำนักงานตำรวจแห่งชาติสมควรที่จะต้องร่วมกันบูรณาการ ในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพราะเพียงกองบัญชาการตำรวจนครบาลที่จะเข้าแก้ปัญหาโดยลำพัง คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เต็มที่</p>
<p>	     การสร้างศรัทธา  มีความมุ่งมั่นและยุติธรรม ดำเนินการพัฒนาตลาดคลองเตยให้เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง และมีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและบูรณาการกันเป็นหนึ่งเดียว อย่างเป็นระบบเท่านั้น ที่จะทำให้ปัญหาตลาดคลองเตยคลี่คลายได้และคงต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง  ทั้งยังต้องได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องของรัฐอีกด้วย</p>
<p>                 อย่างไรก็ตามหากเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเจ้าหน้าที่ตำรวจยังมีความใกล้ชิดและมีผลประโยชน์ผูกพันกับกลุ่มอิทธิพลดังเช่นอดีตที่ผ่านมา น่าจะส่งผลให้การแก้ปัญหาในปัจจุบันก็จะเป็นเรื่องยุ่งยากอย่างแน่นอนที่สุด</p>
<p>	ข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นความจริงจากพ่อค้าแม่ค้าที่อยู่ในตลาดคลองเตยมากว่า 50 ปี</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: แม่ค้าคลองเตย...แท้ๆ</title>
		<link>http://www.boringdays.net/klongtoi-market-fired-pad/#comment-7039</link>
		<dc:creator>แม่ค้าคลองเตย...แท้ๆ</dc:creator>
		<pubDate>Wed, 16 Dec 2009 10:12:24 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.boringdays.net/klongtoi-market-fired-pad/#comment-7039</guid>
		<description>ตำนานตลาดคลองเตย

		ในอดีตกว่า 50 ปีมานี้  บริเวณที่ตั้งตลาดคลองเตย  ซึ่งเป็นพื้นที่ในความดูแลของการท่าเรือแห่งประเทศไทย มีลักษณะกึ่งเมืองกึ่งชนบท  ยังเป็นพื้นที่เรือกสวน ไร่นา สลับกับป่าละเมาะ  เพราะความเจริญของเมืองยังไม่ขยายอาณาเขตมาถึง ณ สถานที่แห่งนี้  ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณที่ราบลุ่มริมแม่น้ำเจ้าพระยา และยังมีบางส่วนที่ประกอบอาชีพกสิกรรมเป็นสวนผลไม้ พื้นที่ที่อยู่ห่างออกมาจากแนวแม่น้ำ มีทั้งพื้นที่สวนผัก เล้าหมู เป็ด ไก่ และบ่อเลี้ยงปลาของคนไทยเชื้อสายจีน พื้นที่บางส่วนเป็นพื้นที่นาข้าวสลับกับป่าละเมาะ มีโรงสีข้าวตั้งอยู่เป็นของคหบดีดั้งเดิมคือตระกูลหิมะทองคำ ประกอบกิจการอยู่ โรงสีข้าวแห่งนี้มีหลงจู๊ ซึ่งเป็นบิดาของกลุ่มอิทธิพลใหญ่ในคลองเตย
	
             	ต่อมาการท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งอย่างสมบูรณ์ ณ ที่แห่งนี้ เมื่อ พ.ศ. 2494 ได้มีแนวความคิดในการพัฒนาที่ดินรกร้างว่างเปล่าผืนนี้เพื่อป้องกันการบุกรุกจนกลายเป็นชุมชนแออัด
 ( สลัม ) และเพื่อประโยชน์แก่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย จึงได้เปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น จำนวน 1,200 ห้อง เมื่อปี พ.ศ. 2500  โดยเอกชนที่ประมูลได้สามารถเก็บค่าเช่าได้ 25 ปี หลังจากนั้นการท่าเรือแห่งประเทศไทยจะเข้าดำเนินการต่อไป  บริษัทที่ได้รับสัมปทานก่อสร้างและดำเนินการต่ออาคารพาณิชย์ดังกล่าวได้แก่ บริษัท วัฒนอาคารจำกัด ของตระกูลหิมะทองคำ
	
             	เมื่อมีการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ มีชุมชน ก็มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างตลาดเพื่อการจับจ่ายใช้สอย  สนองต่อความต้องการของประชาชนที่อาศัยอยู่ ณ อาคารพาณิชย์ ควบคู่กันไป  บริษัท วัฒนอาคาร จำกัด จึงสร้างตลาดสดขนาดใหญ่ เป็นแถวเรียงกันไปตามยาวขนานกับแนวของถนนพระรามสี่  จำนวน 3 หลัง ปัจจุบันคือ ตลาดคลองเตยหลังที่ 1  หลังที่ 2  และหลังที่ 3   ตลาดหลังที่ 1 ขายเสื้อผ้าและขนมอาหารสำเร็จรูปมีขนาดเล็กกว่าเพื่อน  ในขณะที่ตลาดหลังที่ 2 ขายวัตถุดิบและอาหารสด ส่วนตลาดหลังที่ 3  (ตลาดโต้รุ่ง) ขายอาหารสำเร็จรูป มีความกว้างและความยาวเท่า ๆ กัน
	
            		ตลาดคลองเตยในยุคแรก  ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 – พ.ศ. 2525  ตลาดคลองเตยทั้ง 3 หลัง  บริหารจัดการโดยกลุ่มตระกูลหิมะทองคำเพียงรายเดียว เพราะเป็นผู้ทรงสิทธิในสัญญาการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ กับ การท่าเรือแห่งประเทศไทย 
 	ในห้วงนั้นหลงจู๊ผู้ดูแลโรงสีข้าวของตระกูลหิมะทองคำ มีภรรยาซึ่งประกอบอาชีพเป็นแม่ค้าขายเนื้อวัวในตลาดหลังที่ 2   มีบุตร – ธิดา  รวมกัน 9 คน  ที่สำคัญควรกล่าวถึงได้แก่
1)  นายเบิ้ม เกิด พ.ศ. 2489  เสียชีวิต พ.ศ. 2548  สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนป่าไม้จังหวัดแพร่  หลังจากจบการศึกษาไม่ได้ทำงานป่าไม้ แต่ไปช่วยบิดาทำเหมืองแร่ที่ภาคใต้ระยะเวลาหนึ่ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงกลับมาอาศัยอยู่ในพื้นที่ตลาดคลองเตย
2)  นายหนุ่ม  เกิด พ.ศ. 2497  (อายุ 55 ปี / 2552)  การศึกษาระดับประถมต้น	
3)  นางติ่ง  เกิด พ.ศ. 2504  (อายุ 48 ปี / 2552)  การศึกษาสูงกว่าพี่น้องทุกคน  สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิตและปริญญาโทจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์  (นิด้า)  มีประวัติว่าได้เข้าร่วมดูแลงานกับพี่ๆในตลาดคลองเตยเป็นครั้งคราวมาตั้งแต่อายุ 18 ปีแล้ว

นายเบิ้ม  และนายหนุ่ม  มีชีวิตแต่เล็กในสภาพแวดล้อมตลาดคลองเตยถูกหล่อหลอมมาจากสภาพของนักเลง ก้าวร้าว และไม่กลัวใคร  มีระดับการศึกษาไม่สูงนัก  เป็นคนใจถึงจึงได้รับความยำเกรงจากแม่ค้าพ่อค้าทั่วไปที่ประกอบอาชีพอย่างสันติสุขและไม่อยากมีเรื่องราวกับใคร ๆ  ดังนั้นบุคคลทั้งสองจึงเริ่มขยายฐานการเป็นผู้มีอิทธิพลตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
	
           ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2500 – พ.ศ. 2525 การค้าขายในตลาดคลองเตยเจริญเติบโตขึ้นตามลำดับ พร้อม ๆ กับเรื่องของยาเสพติด สิ่งของผิดกฎหมาย และกลุ่มอิทธิพลซึ่งในเวลานั้นมีหลายกลุ่มก็เจริญเติบโตไปด้วย ในที่สุดกลุ่มที่มีอิทธิพลเข้มแข็งที่สุดคือกลุ่มของนายเบิ้ม ผู้บริหารตลาดจากตระกูลหิมะทองคำเองก็ต้องยอมถูกเอาเปรียบจากกลุ่มของนายเบิ้มและน้อง ๆ แต่ยังพอพูดจากันได้และให้เกียรติบ้างในฐานะที่มีความผูกพันกันมาแต่เดิม เพราะในอดีตบิดาของนายเบิ้มเคยทำงานเป็นหลงจู๊อยู่ในโรงสีของตระกูลหิมะทองคำ 

            ภายหลังสัญญาเช่าสร้างและบริหารพื้นที่อาคารพาณิชย์และตลาดทั้ง 3 หลัง       ระหว่าง กลุ่มตระกูลหิมะทองคำและการท่าเรือแห่งประเทศไทย สิ้นสุดลงในปลายปี พ.ศ. 2525 การท่าเรือแห่งประเทศไทยเข้าบริหารจัดการในส่วนของอาคารพาณิชย์  แต่ส่วนตลาดคลองเตยทั้ง 3 หลัง  ได้เปิดให้เอกชนเข้าดำเนินการ ซึ่งการประมูลครั้งนั้นเอกชนรายเดิม คือ กลุ่มหิมะทองคำ ซึ่งเริ่มเบื่อหน่ายที่ไม่สามารถเก็บรายได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะแม่ค้าหลายรายต่างก็มีกลุ่มอิทธิพลหนุน


หลังและเก็บผลประโยชน์อยู่ ในที่สุดกลุ่มหิมะทองคำจึงประมูลได้เฉพาะตลาดหลังที่ 1 และตลาดหลังที่ 3  ส่วนตลาดหลังที่ 2 พ่อค้าแม่ค้าที่อาศัยอยู่ในชุมชนเทพประทานและเป็นสมาชิกของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนชุมชนพัฒนาคลองเตย 79 จำกัด ได้ชักชวน นางกะทิ ซึ่งเป็นประธานสหกรณ์เข้ามาประมูลและชนะการประมูลได้จัดการบริหารตลาดหลังที่ 2 โดยจัดในรูปสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่ลอกเลียนแบบอย่างการบริหารมาจากประเทศ เยอรมนี โดยมีนางกะทิ เป็นประธานสหกรณ์

             ในห้วงดังกล่าว ปรากฏว่าชุมชนตลาดคลองเตยมีความหนาแน่นขึ้น  นอกจากนั้นยังมีผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงให้ความนิยมมาจับจ่ายใช้สอยสินค้าในตลาดคลองเตยเพิ่มมากขึ้น  ลานจอดรถบริเวณหน้าตลาดหลังที่ 3 ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่  มีพ่อค้าแม่ค้าจากจังหวัดเพชรบุรีนำสินค้ามาขายโดยวางกับพื้นในลักษณะที่เรียกว่า “แบกะดิน”  เป็นที่นิยมมากเพราะลูกค้ามีความเชื่อว่าเป็นสินค้ามีความสดใหม่มาจากเกษตรกรโดยตรง และน่าจะมีราคาถูกกว่าสินค้าที่วางขายอยู่ในตลาดที่มีการเก็บค่าเช่าแผง บริเวณดังกล่าวจึงถูกพ่อค้าแม่ค้าจับจองปลูกเพิงพักอาศัย จนการท่าเรือแห่งประเทศไทยต้องเปิดประมูลหาผู้ที่จะมาขับไล่ผู้บุกรุกและบริหารพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นค่าเช่าพื้นที่ในส่วนนี้จึงถูกที่สุดเมื่อเปรียบเทียบสัมปทานทั้งสามราย

                         การท่าเรือแห่งประเทศไทยจึงจัดให้มีการประมูลพื้นที่ลานจอดรถซึ่งกลายสภาพเป็นตลาดไปแล้ว ผู้ชนะการประมูล คือ บริษัท โซวเคี่ยมเส็ง จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจขายทองย่านตลาดพระโขนง ต่อมาได้สร้างเป็นตลาดมีหลังคาทำด้วยผ้าใบ เรียกว่าตลาดเต็นท์ หรือตลาดคลองเตยหลังที่ 4 นั่นเอง ในครั้งแรก บริษัท โซวเคี่ยมเส็ง จำกัด ได้ส่ง นายอุทัย ชาวจังหวัดแพร่มาเป็นตัวแทนในการบริหารจัดการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ แต่ต่อมาไม่นานนัก นายอุทัย ก็ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณอู่รถเมล์ใกล้ตลาดคลองเตย ดังนั้นในเวลาต่อมา บริษัท โซวเคี่ยมเส็ง จำกัด จึงจำใจต้องจ้างนายเบิ้มเข้ามาบริหารจัดการในตลาดหลังที่ 4 
	
           ในห้วงประมาณปีพ.ศ. 2527 – พ.ศ. 2528  ทางราชการมีความจำเป็นที่จะต้องตัดถนนขยายเครือข่ายคมนาคมสนองต่อการสัญจรอันคับคั่งของกรุงเทพมหานคร  ถนนนี้ปัจจุบันคือถนนรัชดาภิเษกนั่นเอง  การตัดถนนนี้ได้ตัดระหว่างตลาดหลังที่ 1 และตลาดหลังที่ 2 ซึ่งทำให้ตัดพื้นที่บางส่วนของตลาดทั้งสองรวมทั้งอาคารพาณิชย์จำนวน 191 ห้อง  แนวถนนรัชดาภิเษกตัดผ่านตลาด


หลังที่ 1 ครอบคลุมพื้นที่มากกว่าตลาดหลังที่ 2  ดังนั้นตลาดหลังที่ 1 จึงมีพื้นที่เล็กที่สุดในจำนวน 4 ตลาด และอาคารพาณิชย์ก็เหลืออยู่เพียง 1,009 ห้อง ในปัจจุบัน
	
                       นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 บริษัท วัฒนอาคาร จำกัด ของกลุ่มหิมะทองคำ มีนายต้นเป็นผู้บริหารตลาดคลองเตยหลังที่ 1 และตลาดคลองเตยหลังที่ 3 แต่นายต้นชื่นชอบงานทางด้านการเมืองมากกว่า จึงสมัครเป็นสมาชิกสภาเขตคลองเตยและได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเรื่อยมา ในเรื่องของการบริหารจัดการตลาดซึ่งมีกลุ่มอิทธิพลหลาย ๆ กลุ่ม เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ นายต้นจึงมอบอำนาจให้พนักงานในบริษัทที่มีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้กำกับสถานีตำรวจนครบาลท่าเรือนายหนึ่งเป็นตัวแทนดูแลเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ โดยที่นายต้นจำต้องยินยอมรับรายได้เพียงเล็กน้อยที่พนักงานจัดส่งให้ 

          ในส่วนของตลาดคลองเตยหลังที่ 2 มีการจัดการบริหารตลาดในรูปสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่ลอกเลียนแบบอย่างการบริหารมาจากประเทศเยอรมนี พ่อค้าแม่ค้าจะต้องสมัครเป็นสมาชิกสหกรณ์ และถูกเรียกเก็บเงินค่าทุนเรือนหุ้นและเงินฝากในรูปแบบสหกรณ์ดังกล่าวข้างต้น จนถึงปัจจุบัน ตลาดสหกรณ์หรือตลาดคลองเตยหลังที่ 2 นี้ ต่ออายุสัญญากับการท่าเรือแห่งประเทศไทยคราวละ 2ปีบ้าง 3 ปีบ้าง  จนกระทั่งสิ้นสุดสัญญาเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2551  แต่ผู้บริหารสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนชุมชนพัฒนาคลองเตย 79 จำกัด  ก็ยังคงเพิกเฉย  ไม่ยอมส่งมอบพื้นที่ให้กับการท่าเรือแห่งประเทศไทย ยังคงดำเนินการเก็บเงินค่าเช่าแผงต่อไปทั้งที่ไม่มีสิทธิ์ และยังกล่าวอ้างขอระดมทุนด้วยการเรียกเก็บเงินจาก บรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ เพื่อใช้เป็นทุนในการต่อสู้คดีที่ถูกฟ้องขับไล่จาก บริษัท ลีเกิ้ล                     โปรเฟสชันแนล จำกัด และการท่าเรือแห่งประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์ในการต่อสู้ทางกฏหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อให้เรื่องยืดเยื้อยาวนานที่สุด ในลักษณะ  “ ซื้อเวลา “
	
          ตามที่กล่าวมาข้างต้นว่า บริษัท โซวเคี่ยมเส็ง จำกัด ได้ชนะการประมูลตลาดลานพื้นคอนกรีต หรือตลาดหลังที่ 4  ในปัจจุบัน มาตั้งแต่ พ.ศ. 2526 สิ้นสุดในปี พ.ศ. 2551 ภายหลังการประมูลเข้าบริหารจัดการไม่สามารถเข้าดำเนินการในตลาดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพจึงจำเป็นต้องติดต่อให้ผู้มีอิทธิพลในตลาดคลองเตยเป็นผู้บริหารและเก็บค่าเช่าแผงให้  กลุ่มอิทธิพลดังกล่าวคือกลุ่ม
ของนายเบิ้มซึ่งมิได้เป็นพ่อค้า แต่มีมารดาเป็นแม่ค้าซึ่งมีแผงขายเนื้อวัวอยู่ในตลาดหลังที่ 2 มาแต่เดิมนั่นเอง  ขณะนั้นนายเบิ้ม  มีอายุ 37 ปี ต่อมานายเบิ้ม ได้มอบหมายให้นายหนุ่ม น้องชายซึ่งขณะนั้นมีอายุ 29 ปี และมีอาชีพเป็นพ่อค้าขายเนื้อหมู ในตลาดหลังที่ 4 ให้เป็นผู้ช่วยเหลือด้วย

          ตลาดคลองเตยเจริญเติบโตขึ้นอีก  ดังนั้นถนนที่ใช้เป็นเส้นทางสัญจรซึ่งอยู่ระหว่างตลาดหลังที่ 3 และตลาดหลังที่ 4  จึงถูกนำมาจัดสรรเป็นแผงค้าในปี พ.ศ. 2528  จากแนวความคิดในการ
บริหารงานของ นายเบิ้มและนายหนุ่ม ซึ่งสามารถเก็บเกี่ยวรายได้มาเป็นของกลุ่มตนโดยที่ไม่ต้องเสีย ค่าเช่าให้กับการท่าเรือแห่งประเทศไทย บริเวณนี้ปัจจุบันเรียกว่า  ตลาดสายกลาง  ซึ่งดำเนินการมาเป็นเวลากว่า 25 ปีแล้ว
	
          สรุปได้ว่าตั้งแต่ พ.ศ. 2528  ตลาดคลองเตยมีตลาดใหญ่ ๆ 4 ตลาด และตลาดย่อย ๆ อีกหลายแห่งในบริเวณใกล้เคียงที่ขยายตัวออกไปจากความหนาแน่นของชุมชนเช่น ตลาดเข่งไก่ริมคลองหัวลำโพง ตลาดเพชรบุรี และตลาดอ่างทอง แผงค้าใดตั้งอยู่หน้าอาคารพาณิชย์เจ้าของอาคารก็จะเป็นผู้เก็บค่าเช่า นอกจากนี้ยังมีตลาดบนทางเท้าริมถนนพระรามสี่ซึ่งอยู่นอกพื้นที่ตลาดคลองเตย เรียกว่า ตลาดลาว มีเจ้าหน้าที่เทศกิจเขตคลองเตยเข้ามาแสวงประโยชน์ โดยลำพัง

           จากความนิยมของผู้มาจับจ่ายซื้อสินค้าสร้างความมั่นคงให้แก่กลุ่มผู้มีอิทธิพลเป็นอย่างมาก  บรรดาพ่อค้าแม่ค้าต่างก็ยำเกรงเพราะต่างก็เห็นภาพกลุ่มผู้มีอิทธิพลกระทำการรุนแรง เช่น ยิงหรือพังแผงค้าของผู้ที่ขัดขวางไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเป็นภาพที่ติดตาจนกระทั่งต้องอยู่ในสภาพที่เงียบเฉย  หากมีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้นก็จะอยู่ในลักษณะไม่รู้ไม่เห็นไม่เป็นพยาน ซึ่งกลุ่มนี้คือคนส่วนใหญ่ของตลาดคลองเตย ที่ไม่เข้าฝักใฝ่ฝ่ายใด
	
         กลุ่มผู้มีอิทธิพลเหล่านี้ จึงมีความคิดฝังใจว่าตลาดคลองเตยเป็นสมบัติตกทอดมายังกลุ่มหรือตระกูลของตนโดยอัตโนมัติ ในลักษณะมรดกตกทอดที่บุคคลกลุ่มอื่นใดจะเข้ามาบริหารจัดการแทนพวกตนไม่ได้เป็นอันขาด

         ในปี พ.ศ. 2529  กลุ่มผู้มีอิทธิพลพี่น้อง (นายเบิ้มและนายหนุ่ม)  เริ่มมีความขัดแย้งกัน   ในการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เฉพาะที่ตลาดคลองเตยหลังที่ 4 และตลาดสายกลาง  ที่ผลประโยชน์บางส่วนที่เก็บได้ถูกยักยอกสูญหายไป  ดังนั้นนายเบิ้มจึงนำนางติ่งขณะนั้นอายุ 25 ปี ซึ่งสำเร็จ
การศึกษาสูงกว่าพี่น้องทุกคนเข้ามาร่วมดูแลการบริหารจัดการอย่างเต็มตัวตั้งแต่นั้นมา  เมื่อมีการขัดแย้งหวาดระแวงกันเรื่องผลประโยชน์จึงทำให้กลุ่มพี่น้อง 3 คน  แยกจากกันออกเป็น 2 กลุ่ม  คือกลุ่มนายเบิ้มกับนางติ่ง และกลุ่มนายหนุ่ม
	
        จากการที่นางติ่งมีพื้นฐานการศึกษาดี  รู้จักประสานประโยชน์  สามารถปกครองและใช้พ่อค้าแม่ค้าเป็นฐานแนวร่วมที่สำคัญ พ่อค้าแม่ค้าส่วนหนึ่งจะมีส่วนที่มีความสัมพันธ์ฉันท์เครือญาติหรือสายสัมพันธ์กันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ  ทั้งยังมีการช่วยเหลือเกื้อกูล มีบุญคุณผูกพันกับพ่อค้าแม่ค้าหลายราย  จึงได้รับความรักใคร่และศรัทธาจากพ่อค้าแม่ค้าหลายรายอย่างเหนียวแน่นมาจนถึงปัจจุบัน ประกอบกับนายเบิ้ม ซึ่งเป็นพี่ชายคนโตเสียชีวิตกะทันหัน เมื่อ พ.ศ. 2548  จึงทำให้นางติ่งมีอิทธิพลมากยิ่งขึ้นในตลาดคลองเตย  ทั้งยังดำเนินการบ่อนทำลายลดความนิยมพี่ชายคนรองซึ่งก็คือนายหนุ่ม อยู่ตลอดเวลาโดยนายหนุ่มเองก็ทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี 

          นางติ่งที่เข้าครอบครองบริหารจัดการในห้วงนี้  ทราบว่าสิ่งที่บรรดาพ่อค้าแม่ค้ากลัวที่สุดก็คือการไม่มีแผงค้าขาย  ดังนั้นการที่จะใช้เงื่อนไขชักชวนพ่อค้าแม่ค้าให้รวมตัวต่อต้านอำนาจรัฐได้อย่างเป็นกลุ่มก้อน ก็คือกล่าวอ้างว่าการท่าเรือแห่งประเทศไทยจะนำพื้นที่ตลาดคลองเตยไปพัฒนาสร้างศูนย์การค้าขนาดใหญ่และทันสมัย (Complex) จึงนำเงื่อนไขดังกล่าวนี้มาปลุกระดมมวลชนในตลาดให้เข้าร่วมชุมนุมกดดันต่อต้านการท่าเรือแห่งประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง  	           

            อนึ่ง การชุมนุมใหญ่ที่ผ่านมา ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2547 – 2551 เป็นการใช้มวลชนกดดันการท่าเรือแห่งประเทศไทย โดยให้ข้อมูลที่บิดเบือนแก่พ่อค้าแม่ค้าและชาวชุมชนทุกครั้งว่า การท่าเรือแห่งประเทศไทยจะนำตลาดออกประมูลแล้วสร้างเป็นศูนย์การค้าทันสมัย ไม่มีตลาดคลองเตยพ่อค้าแม่ค้าจะไม่มีที่ทำมาหากินอีกต่อไป 

           ปี พ.ศ.2547 จากรายได้มหาศาลมากกว่า 200 ล้านบาทต่อปีของนางติ่งแต่ไม่เคยจ่ายให้แก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยรวมทั้งไม่เคยพัฒนาตลาดเลยเป็นเวลามากกว่า 20 ปี จึงเป็นเหตุให้การท่าเรือแห่งประทศไทยต้องนำพื้นที่ตลาดคลองเตยออกประมูลเพื่อให้รายได้เข้ารัฐอย่างเหมาะสมรวมทั้งพัฒนาชุมชนให้ได้รับสวัสดิการที่ดี ตลาดสะอาด ทันสมัยพื่อเป็นภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร แต่นางติ่งกลับปลุกระดมมวลชนมาชุมนุมกดดันการท่าเรือแห่งประเทศไทยโดยใช้ความหวาดกลัวของพ่อค้าแม่ค้าว่าจะขาดที่ทำกินมาเป็นเหตุ แล้วยื่นเงื่อนไขให้ต่ออายุสัญญาเช่าตลาดคลองเตยอย่างน้อยเป็นเวลา 20 ปีให้กับพวกตนโดยไม่ต้องมีการประมูล  ซึ่งหลังการชุมนุมการท่าเรือแห่งประเทศ



ไทยจำต้องต่อสัญญาให้สัมปทานเดิมทั้งสามรายอีกเป็นเวลา  3 ปี สิ้นสุดเมื่อปีพ.ศ. 2550 โดยมีเงื่อนไขว่าให้สัมปทานเดิมทั้งสามรายจะต้องทำแผนพัฒนา ตลาดรวมทั้งบ่อบำบัดน้ำเสียเสนอให้แก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย ปรากฎว่า บริษัท วัฒนอาคาร จำกัด ไม่มีเงินเพียงพอที่จะทำโครงการดังกล่าวและกลัวอิทธิพลของนางติ่ง จึงมีการคุยกันอย่างลับ ๆ กับนางติ่งว่าจะยกสัมปทานส่วนของบริษัท วัฒนอาคาร จำกัด ให้แก่นางติ่ง
 
       ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 นายต้นก็ยังไม่ตกลงยกสัมปทานทั้งหมดของบริษัท วัฒนอาคาร จำกัด ให้แก่นางติ่ง เพราะนางติ่งเอาเปรียบกดราคามาก เช่น บริเวณชายคาตลาดคลองเตยหลังที่ 3 ซึ่งทำรายได้ให้นางติ่งเดือนละกว่า 700,000.- (เจ็ดแสนบาท) แต่แบ่งให้นายต้นเพียง 50,000.- (ห้าหมื่นบาท) แล้วบอกแม่ค้าว่าเป็นค่าเลี้ยงดูนายต้น เพราะรักและนับถือนายต้นเหมือนพี่ชาย เป็นต้น นางติ่งเล่าอวดให้พ่อค้าแม่ค้าฟังว่า ได้จ้างสถาปนิกออกแบบตลาดหลังใหม่ซึ่งต้องใช้งบประมาณในการก่อสร้างกว่าร้อยล้านบาท โดยอาคารหลังใหม่นี้จะครอบคลุมพื้นที่ของตลาดหลังที่ 3 ซึ่งนายต้นเตรียมยกให้นางติ่งดูแลแล้ว รวมกับพื้นที่ตลาดหลังที่ 4  ของนางติ่ง (แม่ค้าคิดว่านางติ่งคือเจ้าของบริษัท โซวเคี่ยมเส็ง จำกัด)  ส่วนบ่อบำบัดน้ำเสียยังอยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะอยู่บนดินซึ่งใช้งบประมาณ 35 ล้านหรือจะสร้างใต้พื้นดินซึ่งจะใช้งบประมาณ  50 ล้านบาท ภาพของตลาดหลังใหม่ที่ทันสมัยและบ่อบำบัดน้ำเสียราคาหลายสิบล้านยังเป็นข้อมูลที่ฝังอยู่ในความคิดของแม่ค้าพ่อค้าและใช้ในการต่อสู้เรียกร้องให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยต่อสัญญาเช่ากับนางติ่งมาโดยตลอด

       สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนชุมชนพัฒนาคลองเตย 79 จำกัด เสนอแบบตลาดใหม่โดยรูปวาดด้วยดินสออย่างหยาบ ๆ เหมือนขอไปที แต่ตั้งเป้าหมายที่จะต่อสู้คดีที่จะถูกฟ้องร้องขับไล่ทางแพ่ง โดยให้แม่ค้าเก็บเงินสะสมแผงละ 40 บาทต่อวัน ในสหกรณ์เคหสถานบ้านไทย รวมเวลาเกือบ 3 ปี โดยพ่อค้าแม่ค้าแต่ละคนมีเงินฝากไม่น้อยกว่า 50,000.- (ห้าหมื่นบาท) โดยไม่มีดอกเบี้ย จนในที่สุดพ่อค้าแม่ค้าจึงขอถอนเงินออกมาแต่ก็ได้เพียงบางส่วน นางกะทิ ประธานสหกรณ์อ้างกับพ่อค้าแม่ค้าว่าให้สู้คดีกันไป เรื่องต้องยืดเยื้ออย่างน้อยก็เป็นเวลาถึง 10 ปี เพราะฉะนั้นขอให้ทุกคนร่วมมือกันจ่าย ด้วยความเชื่อเรื่องคดีฟ้องขับไล่ที่ต้องต่อสู้ยืดเยื้อยาวนานถึง 10 ปีนี้เอง ทำให้พ่อค้าแม่ค้าในตลาดคลองเตยหลังที่ 2 ให้ความร่วมมือกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนชุมชนพัฒนาคลองเตย 79 จำกัด ไม่ยอมมาทำสัญญากับ บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชันแนล จำกัด ผู้ได้รับสัมปทานอย่างถูกต้องจากการท่าเรือแห่งประเทศไทย</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>ตำนานตลาดคลองเตย</p>
<p>		ในอดีตกว่า 50 ปีมานี้  บริเวณที่ตั้งตลาดคลองเตย  ซึ่งเป็นพื้นที่ในความดูแลของการท่าเรือแห่งประเทศไทย มีลักษณะกึ่งเมืองกึ่งชนบท  ยังเป็นพื้นที่เรือกสวน ไร่นา สลับกับป่าละเมาะ  เพราะความเจริญของเมืองยังไม่ขยายอาณาเขตมาถึง ณ สถานที่แห่งนี้  ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณที่ราบลุ่มริมแม่น้ำเจ้าพระยา และยังมีบางส่วนที่ประกอบอาชีพกสิกรรมเป็นสวนผลไม้ พื้นที่ที่อยู่ห่างออกมาจากแนวแม่น้ำ มีทั้งพื้นที่สวนผัก เล้าหมู เป็ด ไก่ และบ่อเลี้ยงปลาของคนไทยเชื้อสายจีน พื้นที่บางส่วนเป็นพื้นที่นาข้าวสลับกับป่าละเมาะ มีโรงสีข้าวตั้งอยู่เป็นของคหบดีดั้งเดิมคือตระกูลหิมะทองคำ ประกอบกิจการอยู่ โรงสีข้าวแห่งนี้มีหลงจู๊ ซึ่งเป็นบิดาของกลุ่มอิทธิพลใหญ่ในคลองเตย</p>
<p>             	ต่อมาการท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งอย่างสมบูรณ์ ณ ที่แห่งนี้ เมื่อ พ.ศ. 2494 ได้มีแนวความคิดในการพัฒนาที่ดินรกร้างว่างเปล่าผืนนี้เพื่อป้องกันการบุกรุกจนกลายเป็นชุมชนแออัด<br />
 ( สลัม ) และเพื่อประโยชน์แก่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย จึงได้เปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น จำนวน 1,200 ห้อง เมื่อปี พ.ศ. 2500  โดยเอกชนที่ประมูลได้สามารถเก็บค่าเช่าได้ 25 ปี หลังจากนั้นการท่าเรือแห่งประเทศไทยจะเข้าดำเนินการต่อไป  บริษัทที่ได้รับสัมปทานก่อสร้างและดำเนินการต่ออาคารพาณิชย์ดังกล่าวได้แก่ บริษัท วัฒนอาคารจำกัด ของตระกูลหิมะทองคำ</p>
<p>             	เมื่อมีการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ มีชุมชน ก็มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างตลาดเพื่อการจับจ่ายใช้สอย  สนองต่อความต้องการของประชาชนที่อาศัยอยู่ ณ อาคารพาณิชย์ ควบคู่กันไป  บริษัท วัฒนอาคาร จำกัด จึงสร้างตลาดสดขนาดใหญ่ เป็นแถวเรียงกันไปตามยาวขนานกับแนวของถนนพระรามสี่  จำนวน 3 หลัง ปัจจุบันคือ ตลาดคลองเตยหลังที่ 1  หลังที่ 2  และหลังที่ 3   ตลาดหลังที่ 1 ขายเสื้อผ้าและขนมอาหารสำเร็จรูปมีขนาดเล็กกว่าเพื่อน  ในขณะที่ตลาดหลังที่ 2 ขายวัตถุดิบและอาหารสด ส่วนตลาดหลังที่ 3  (ตลาดโต้รุ่ง) ขายอาหารสำเร็จรูป มีความกว้างและความยาวเท่า ๆ กัน</p>
<p>            		ตลาดคลองเตยในยุคแรก  ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 – พ.ศ. 2525  ตลาดคลองเตยทั้ง 3 หลัง  บริหารจัดการโดยกลุ่มตระกูลหิมะทองคำเพียงรายเดียว เพราะเป็นผู้ทรงสิทธิในสัญญาการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ กับ การท่าเรือแห่งประเทศไทย<br />
 	ในห้วงนั้นหลงจู๊ผู้ดูแลโรงสีข้าวของตระกูลหิมะทองคำ มีภรรยาซึ่งประกอบอาชีพเป็นแม่ค้าขายเนื้อวัวในตลาดหลังที่ 2   มีบุตร – ธิดา  รวมกัน 9 คน  ที่สำคัญควรกล่าวถึงได้แก่<br />
1)  นายเบิ้ม เกิด พ.ศ. 2489  เสียชีวิต พ.ศ. 2548  สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนป่าไม้จังหวัดแพร่  หลังจากจบการศึกษาไม่ได้ทำงานป่าไม้ แต่ไปช่วยบิดาทำเหมืองแร่ที่ภาคใต้ระยะเวลาหนึ่ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงกลับมาอาศัยอยู่ในพื้นที่ตลาดคลองเตย<br />
2)  นายหนุ่ม  เกิด พ.ศ. 2497  (อายุ 55 ปี / 2552)  การศึกษาระดับประถมต้น<br />
3)  นางติ่ง  เกิด พ.ศ. 2504  (อายุ 48 ปี / 2552)  การศึกษาสูงกว่าพี่น้องทุกคน  สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิตและปริญญาโทจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์  (นิด้า)  มีประวัติว่าได้เข้าร่วมดูแลงานกับพี่ๆในตลาดคลองเตยเป็นครั้งคราวมาตั้งแต่อายุ 18 ปีแล้ว</p>
<p>นายเบิ้ม  และนายหนุ่ม  มีชีวิตแต่เล็กในสภาพแวดล้อมตลาดคลองเตยถูกหล่อหลอมมาจากสภาพของนักเลง ก้าวร้าว และไม่กลัวใคร  มีระดับการศึกษาไม่สูงนัก  เป็นคนใจถึงจึงได้รับความยำเกรงจากแม่ค้าพ่อค้าทั่วไปที่ประกอบอาชีพอย่างสันติสุขและไม่อยากมีเรื่องราวกับใคร ๆ  ดังนั้นบุคคลทั้งสองจึงเริ่มขยายฐานการเป็นผู้มีอิทธิพลตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา</p>
<p>           ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2500 – พ.ศ. 2525 การค้าขายในตลาดคลองเตยเจริญเติบโตขึ้นตามลำดับ พร้อม ๆ กับเรื่องของยาเสพติด สิ่งของผิดกฎหมาย และกลุ่มอิทธิพลซึ่งในเวลานั้นมีหลายกลุ่มก็เจริญเติบโตไปด้วย ในที่สุดกลุ่มที่มีอิทธิพลเข้มแข็งที่สุดคือกลุ่มของนายเบิ้ม ผู้บริหารตลาดจากตระกูลหิมะทองคำเองก็ต้องยอมถูกเอาเปรียบจากกลุ่มของนายเบิ้มและน้อง ๆ แต่ยังพอพูดจากันได้และให้เกียรติบ้างในฐานะที่มีความผูกพันกันมาแต่เดิม เพราะในอดีตบิดาของนายเบิ้มเคยทำงานเป็นหลงจู๊อยู่ในโรงสีของตระกูลหิมะทองคำ </p>
<p>            ภายหลังสัญญาเช่าสร้างและบริหารพื้นที่อาคารพาณิชย์และตลาดทั้ง 3 หลัง       ระหว่าง กลุ่มตระกูลหิมะทองคำและการท่าเรือแห่งประเทศไทย สิ้นสุดลงในปลายปี พ.ศ. 2525 การท่าเรือแห่งประเทศไทยเข้าบริหารจัดการในส่วนของอาคารพาณิชย์  แต่ส่วนตลาดคลองเตยทั้ง 3 หลัง  ได้เปิดให้เอกชนเข้าดำเนินการ ซึ่งการประมูลครั้งนั้นเอกชนรายเดิม คือ กลุ่มหิมะทองคำ ซึ่งเริ่มเบื่อหน่ายที่ไม่สามารถเก็บรายได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะแม่ค้าหลายรายต่างก็มีกลุ่มอิทธิพลหนุน</p>
<p>หลังและเก็บผลประโยชน์อยู่ ในที่สุดกลุ่มหิมะทองคำจึงประมูลได้เฉพาะตลาดหลังที่ 1 และตลาดหลังที่ 3  ส่วนตลาดหลังที่ 2 พ่อค้าแม่ค้าที่อาศัยอยู่ในชุมชนเทพประทานและเป็นสมาชิกของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนชุมชนพัฒนาคลองเตย 79 จำกัด ได้ชักชวน นางกะทิ ซึ่งเป็นประธานสหกรณ์เข้ามาประมูลและชนะการประมูลได้จัดการบริหารตลาดหลังที่ 2 โดยจัดในรูปสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่ลอกเลียนแบบอย่างการบริหารมาจากประเทศ เยอรมนี โดยมีนางกะทิ เป็นประธานสหกรณ์</p>
<p>             ในห้วงดังกล่าว ปรากฏว่าชุมชนตลาดคลองเตยมีความหนาแน่นขึ้น  นอกจากนั้นยังมีผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงให้ความนิยมมาจับจ่ายใช้สอยสินค้าในตลาดคลองเตยเพิ่มมากขึ้น  ลานจอดรถบริเวณหน้าตลาดหลังที่ 3 ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่  มีพ่อค้าแม่ค้าจากจังหวัดเพชรบุรีนำสินค้ามาขายโดยวางกับพื้นในลักษณะที่เรียกว่า “แบกะดิน”  เป็นที่นิยมมากเพราะลูกค้ามีความเชื่อว่าเป็นสินค้ามีความสดใหม่มาจากเกษตรกรโดยตรง และน่าจะมีราคาถูกกว่าสินค้าที่วางขายอยู่ในตลาดที่มีการเก็บค่าเช่าแผง บริเวณดังกล่าวจึงถูกพ่อค้าแม่ค้าจับจองปลูกเพิงพักอาศัย จนการท่าเรือแห่งประเทศไทยต้องเปิดประมูลหาผู้ที่จะมาขับไล่ผู้บุกรุกและบริหารพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นค่าเช่าพื้นที่ในส่วนนี้จึงถูกที่สุดเมื่อเปรียบเทียบสัมปทานทั้งสามราย</p>
<p>                         การท่าเรือแห่งประเทศไทยจึงจัดให้มีการประมูลพื้นที่ลานจอดรถซึ่งกลายสภาพเป็นตลาดไปแล้ว ผู้ชนะการประมูล คือ บริษัท โซวเคี่ยมเส็ง จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจขายทองย่านตลาดพระโขนง ต่อมาได้สร้างเป็นตลาดมีหลังคาทำด้วยผ้าใบ เรียกว่าตลาดเต็นท์ หรือตลาดคลองเตยหลังที่ 4 นั่นเอง ในครั้งแรก บริษัท โซวเคี่ยมเส็ง จำกัด ได้ส่ง นายอุทัย ชาวจังหวัดแพร่มาเป็นตัวแทนในการบริหารจัดการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ แต่ต่อมาไม่นานนัก นายอุทัย ก็ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณอู่รถเมล์ใกล้ตลาดคลองเตย ดังนั้นในเวลาต่อมา บริษัท โซวเคี่ยมเส็ง จำกัด จึงจำใจต้องจ้างนายเบิ้มเข้ามาบริหารจัดการในตลาดหลังที่ 4 </p>
<p>           ในห้วงประมาณปีพ.ศ. 2527 – พ.ศ. 2528  ทางราชการมีความจำเป็นที่จะต้องตัดถนนขยายเครือข่ายคมนาคมสนองต่อการสัญจรอันคับคั่งของกรุงเทพมหานคร  ถนนนี้ปัจจุบันคือถนนรัชดาภิเษกนั่นเอง  การตัดถนนนี้ได้ตัดระหว่างตลาดหลังที่ 1 และตลาดหลังที่ 2 ซึ่งทำให้ตัดพื้นที่บางส่วนของตลาดทั้งสองรวมทั้งอาคารพาณิชย์จำนวน 191 ห้อง  แนวถนนรัชดาภิเษกตัดผ่านตลาด</p>
<p>หลังที่ 1 ครอบคลุมพื้นที่มากกว่าตลาดหลังที่ 2  ดังนั้นตลาดหลังที่ 1 จึงมีพื้นที่เล็กที่สุดในจำนวน 4 ตลาด และอาคารพาณิชย์ก็เหลืออยู่เพียง 1,009 ห้อง ในปัจจุบัน</p>
<p>                       นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 บริษัท วัฒนอาคาร จำกัด ของกลุ่มหิมะทองคำ มีนายต้นเป็นผู้บริหารตลาดคลองเตยหลังที่ 1 และตลาดคลองเตยหลังที่ 3 แต่นายต้นชื่นชอบงานทางด้านการเมืองมากกว่า จึงสมัครเป็นสมาชิกสภาเขตคลองเตยและได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเรื่อยมา ในเรื่องของการบริหารจัดการตลาดซึ่งมีกลุ่มอิทธิพลหลาย ๆ กลุ่ม เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ นายต้นจึงมอบอำนาจให้พนักงานในบริษัทที่มีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้กำกับสถานีตำรวจนครบาลท่าเรือนายหนึ่งเป็นตัวแทนดูแลเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ โดยที่นายต้นจำต้องยินยอมรับรายได้เพียงเล็กน้อยที่พนักงานจัดส่งให้ </p>
<p>          ในส่วนของตลาดคลองเตยหลังที่ 2 มีการจัดการบริหารตลาดในรูปสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่ลอกเลียนแบบอย่างการบริหารมาจากประเทศเยอรมนี พ่อค้าแม่ค้าจะต้องสมัครเป็นสมาชิกสหกรณ์ และถูกเรียกเก็บเงินค่าทุนเรือนหุ้นและเงินฝากในรูปแบบสหกรณ์ดังกล่าวข้างต้น จนถึงปัจจุบัน ตลาดสหกรณ์หรือตลาดคลองเตยหลังที่ 2 นี้ ต่ออายุสัญญากับการท่าเรือแห่งประเทศไทยคราวละ 2ปีบ้าง 3 ปีบ้าง  จนกระทั่งสิ้นสุดสัญญาเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2551  แต่ผู้บริหารสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนชุมชนพัฒนาคลองเตย 79 จำกัด  ก็ยังคงเพิกเฉย  ไม่ยอมส่งมอบพื้นที่ให้กับการท่าเรือแห่งประเทศไทย ยังคงดำเนินการเก็บเงินค่าเช่าแผงต่อไปทั้งที่ไม่มีสิทธิ์ และยังกล่าวอ้างขอระดมทุนด้วยการเรียกเก็บเงินจาก บรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ เพื่อใช้เป็นทุนในการต่อสู้คดีที่ถูกฟ้องขับไล่จาก บริษัท ลีเกิ้ล                     โปรเฟสชันแนล จำกัด และการท่าเรือแห่งประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์ในการต่อสู้ทางกฏหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อให้เรื่องยืดเยื้อยาวนานที่สุด ในลักษณะ  “ ซื้อเวลา “</p>
<p>          ตามที่กล่าวมาข้างต้นว่า บริษัท โซวเคี่ยมเส็ง จำกัด ได้ชนะการประมูลตลาดลานพื้นคอนกรีต หรือตลาดหลังที่ 4  ในปัจจุบัน มาตั้งแต่ พ.ศ. 2526 สิ้นสุดในปี พ.ศ. 2551 ภายหลังการประมูลเข้าบริหารจัดการไม่สามารถเข้าดำเนินการในตลาดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพจึงจำเป็นต้องติดต่อให้ผู้มีอิทธิพลในตลาดคลองเตยเป็นผู้บริหารและเก็บค่าเช่าแผงให้  กลุ่มอิทธิพลดังกล่าวคือกลุ่ม<br />
ของนายเบิ้มซึ่งมิได้เป็นพ่อค้า แต่มีมารดาเป็นแม่ค้าซึ่งมีแผงขายเนื้อวัวอยู่ในตลาดหลังที่ 2 มาแต่เดิมนั่นเอง  ขณะนั้นนายเบิ้ม  มีอายุ 37 ปี ต่อมานายเบิ้ม ได้มอบหมายให้นายหนุ่ม น้องชายซึ่งขณะนั้นมีอายุ 29 ปี และมีอาชีพเป็นพ่อค้าขายเนื้อหมู ในตลาดหลังที่ 4 ให้เป็นผู้ช่วยเหลือด้วย</p>
<p>          ตลาดคลองเตยเจริญเติบโตขึ้นอีก  ดังนั้นถนนที่ใช้เป็นเส้นทางสัญจรซึ่งอยู่ระหว่างตลาดหลังที่ 3 และตลาดหลังที่ 4  จึงถูกนำมาจัดสรรเป็นแผงค้าในปี พ.ศ. 2528  จากแนวความคิดในการ<br />
บริหารงานของ นายเบิ้มและนายหนุ่ม ซึ่งสามารถเก็บเกี่ยวรายได้มาเป็นของกลุ่มตนโดยที่ไม่ต้องเสีย ค่าเช่าให้กับการท่าเรือแห่งประเทศไทย บริเวณนี้ปัจจุบันเรียกว่า  ตลาดสายกลาง  ซึ่งดำเนินการมาเป็นเวลากว่า 25 ปีแล้ว</p>
<p>          สรุปได้ว่าตั้งแต่ พ.ศ. 2528  ตลาดคลองเตยมีตลาดใหญ่ ๆ 4 ตลาด และตลาดย่อย ๆ อีกหลายแห่งในบริเวณใกล้เคียงที่ขยายตัวออกไปจากความหนาแน่นของชุมชนเช่น ตลาดเข่งไก่ริมคลองหัวลำโพง ตลาดเพชรบุรี และตลาดอ่างทอง แผงค้าใดตั้งอยู่หน้าอาคารพาณิชย์เจ้าของอาคารก็จะเป็นผู้เก็บค่าเช่า นอกจากนี้ยังมีตลาดบนทางเท้าริมถนนพระรามสี่ซึ่งอยู่นอกพื้นที่ตลาดคลองเตย เรียกว่า ตลาดลาว มีเจ้าหน้าที่เทศกิจเขตคลองเตยเข้ามาแสวงประโยชน์ โดยลำพัง</p>
<p>           จากความนิยมของผู้มาจับจ่ายซื้อสินค้าสร้างความมั่นคงให้แก่กลุ่มผู้มีอิทธิพลเป็นอย่างมาก  บรรดาพ่อค้าแม่ค้าต่างก็ยำเกรงเพราะต่างก็เห็นภาพกลุ่มผู้มีอิทธิพลกระทำการรุนแรง เช่น ยิงหรือพังแผงค้าของผู้ที่ขัดขวางไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเป็นภาพที่ติดตาจนกระทั่งต้องอยู่ในสภาพที่เงียบเฉย  หากมีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้นก็จะอยู่ในลักษณะไม่รู้ไม่เห็นไม่เป็นพยาน ซึ่งกลุ่มนี้คือคนส่วนใหญ่ของตลาดคลองเตย ที่ไม่เข้าฝักใฝ่ฝ่ายใด</p>
<p>         กลุ่มผู้มีอิทธิพลเหล่านี้ จึงมีความคิดฝังใจว่าตลาดคลองเตยเป็นสมบัติตกทอดมายังกลุ่มหรือตระกูลของตนโดยอัตโนมัติ ในลักษณะมรดกตกทอดที่บุคคลกลุ่มอื่นใดจะเข้ามาบริหารจัดการแทนพวกตนไม่ได้เป็นอันขาด</p>
<p>         ในปี พ.ศ. 2529  กลุ่มผู้มีอิทธิพลพี่น้อง (นายเบิ้มและนายหนุ่ม)  เริ่มมีความขัดแย้งกัน   ในการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เฉพาะที่ตลาดคลองเตยหลังที่ 4 และตลาดสายกลาง  ที่ผลประโยชน์บางส่วนที่เก็บได้ถูกยักยอกสูญหายไป  ดังนั้นนายเบิ้มจึงนำนางติ่งขณะนั้นอายุ 25 ปี ซึ่งสำเร็จ<br />
การศึกษาสูงกว่าพี่น้องทุกคนเข้ามาร่วมดูแลการบริหารจัดการอย่างเต็มตัวตั้งแต่นั้นมา  เมื่อมีการขัดแย้งหวาดระแวงกันเรื่องผลประโยชน์จึงทำให้กลุ่มพี่น้อง 3 คน  แยกจากกันออกเป็น 2 กลุ่ม  คือกลุ่มนายเบิ้มกับนางติ่ง และกลุ่มนายหนุ่ม</p>
<p>        จากการที่นางติ่งมีพื้นฐานการศึกษาดี  รู้จักประสานประโยชน์  สามารถปกครองและใช้พ่อค้าแม่ค้าเป็นฐานแนวร่วมที่สำคัญ พ่อค้าแม่ค้าส่วนหนึ่งจะมีส่วนที่มีความสัมพันธ์ฉันท์เครือญาติหรือสายสัมพันธ์กันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ  ทั้งยังมีการช่วยเหลือเกื้อกูล มีบุญคุณผูกพันกับพ่อค้าแม่ค้าหลายราย  จึงได้รับความรักใคร่และศรัทธาจากพ่อค้าแม่ค้าหลายรายอย่างเหนียวแน่นมาจนถึงปัจจุบัน ประกอบกับนายเบิ้ม ซึ่งเป็นพี่ชายคนโตเสียชีวิตกะทันหัน เมื่อ พ.ศ. 2548  จึงทำให้นางติ่งมีอิทธิพลมากยิ่งขึ้นในตลาดคลองเตย  ทั้งยังดำเนินการบ่อนทำลายลดความนิยมพี่ชายคนรองซึ่งก็คือนายหนุ่ม อยู่ตลอดเวลาโดยนายหนุ่มเองก็ทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี </p>
<p>          นางติ่งที่เข้าครอบครองบริหารจัดการในห้วงนี้  ทราบว่าสิ่งที่บรรดาพ่อค้าแม่ค้ากลัวที่สุดก็คือการไม่มีแผงค้าขาย  ดังนั้นการที่จะใช้เงื่อนไขชักชวนพ่อค้าแม่ค้าให้รวมตัวต่อต้านอำนาจรัฐได้อย่างเป็นกลุ่มก้อน ก็คือกล่าวอ้างว่าการท่าเรือแห่งประเทศไทยจะนำพื้นที่ตลาดคลองเตยไปพัฒนาสร้างศูนย์การค้าขนาดใหญ่และทันสมัย (Complex) จึงนำเงื่อนไขดังกล่าวนี้มาปลุกระดมมวลชนในตลาดให้เข้าร่วมชุมนุมกดดันต่อต้านการท่าเรือแห่งประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง  	           </p>
<p>            อนึ่ง การชุมนุมใหญ่ที่ผ่านมา ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2547 – 2551 เป็นการใช้มวลชนกดดันการท่าเรือแห่งประเทศไทย โดยให้ข้อมูลที่บิดเบือนแก่พ่อค้าแม่ค้าและชาวชุมชนทุกครั้งว่า การท่าเรือแห่งประเทศไทยจะนำตลาดออกประมูลแล้วสร้างเป็นศูนย์การค้าทันสมัย ไม่มีตลาดคลองเตยพ่อค้าแม่ค้าจะไม่มีที่ทำมาหากินอีกต่อไป </p>
<p>           ปี พ.ศ.2547 จากรายได้มหาศาลมากกว่า 200 ล้านบาทต่อปีของนางติ่งแต่ไม่เคยจ่ายให้แก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยรวมทั้งไม่เคยพัฒนาตลาดเลยเป็นเวลามากกว่า 20 ปี จึงเป็นเหตุให้การท่าเรือแห่งประทศไทยต้องนำพื้นที่ตลาดคลองเตยออกประมูลเพื่อให้รายได้เข้ารัฐอย่างเหมาะสมรวมทั้งพัฒนาชุมชนให้ได้รับสวัสดิการที่ดี ตลาดสะอาด ทันสมัยพื่อเป็นภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร แต่นางติ่งกลับปลุกระดมมวลชนมาชุมนุมกดดันการท่าเรือแห่งประเทศไทยโดยใช้ความหวาดกลัวของพ่อค้าแม่ค้าว่าจะขาดที่ทำกินมาเป็นเหตุ แล้วยื่นเงื่อนไขให้ต่ออายุสัญญาเช่าตลาดคลองเตยอย่างน้อยเป็นเวลา 20 ปีให้กับพวกตนโดยไม่ต้องมีการประมูล  ซึ่งหลังการชุมนุมการท่าเรือแห่งประเทศ</p>
<p>ไทยจำต้องต่อสัญญาให้สัมปทานเดิมทั้งสามรายอีกเป็นเวลา  3 ปี สิ้นสุดเมื่อปีพ.ศ. 2550 โดยมีเงื่อนไขว่าให้สัมปทานเดิมทั้งสามรายจะต้องทำแผนพัฒนา ตลาดรวมทั้งบ่อบำบัดน้ำเสียเสนอให้แก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย ปรากฎว่า บริษัท วัฒนอาคาร จำกัด ไม่มีเงินเพียงพอที่จะทำโครงการดังกล่าวและกลัวอิทธิพลของนางติ่ง จึงมีการคุยกันอย่างลับ ๆ กับนางติ่งว่าจะยกสัมปทานส่วนของบริษัท วัฒนอาคาร จำกัด ให้แก่นางติ่ง</p>
<p>       ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 นายต้นก็ยังไม่ตกลงยกสัมปทานทั้งหมดของบริษัท วัฒนอาคาร จำกัด ให้แก่นางติ่ง เพราะนางติ่งเอาเปรียบกดราคามาก เช่น บริเวณชายคาตลาดคลองเตยหลังที่ 3 ซึ่งทำรายได้ให้นางติ่งเดือนละกว่า 700,000.- (เจ็ดแสนบาท) แต่แบ่งให้นายต้นเพียง 50,000.- (ห้าหมื่นบาท) แล้วบอกแม่ค้าว่าเป็นค่าเลี้ยงดูนายต้น เพราะรักและนับถือนายต้นเหมือนพี่ชาย เป็นต้น นางติ่งเล่าอวดให้พ่อค้าแม่ค้าฟังว่า ได้จ้างสถาปนิกออกแบบตลาดหลังใหม่ซึ่งต้องใช้งบประมาณในการก่อสร้างกว่าร้อยล้านบาท โดยอาคารหลังใหม่นี้จะครอบคลุมพื้นที่ของตลาดหลังที่ 3 ซึ่งนายต้นเตรียมยกให้นางติ่งดูแลแล้ว รวมกับพื้นที่ตลาดหลังที่ 4  ของนางติ่ง (แม่ค้าคิดว่านางติ่งคือเจ้าของบริษัท โซวเคี่ยมเส็ง จำกัด)  ส่วนบ่อบำบัดน้ำเสียยังอยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะอยู่บนดินซึ่งใช้งบประมาณ 35 ล้านหรือจะสร้างใต้พื้นดินซึ่งจะใช้งบประมาณ  50 ล้านบาท ภาพของตลาดหลังใหม่ที่ทันสมัยและบ่อบำบัดน้ำเสียราคาหลายสิบล้านยังเป็นข้อมูลที่ฝังอยู่ในความคิดของแม่ค้าพ่อค้าและใช้ในการต่อสู้เรียกร้องให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยต่อสัญญาเช่ากับนางติ่งมาโดยตลอด</p>
<p>       สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนชุมชนพัฒนาคลองเตย 79 จำกัด เสนอแบบตลาดใหม่โดยรูปวาดด้วยดินสออย่างหยาบ ๆ เหมือนขอไปที แต่ตั้งเป้าหมายที่จะต่อสู้คดีที่จะถูกฟ้องร้องขับไล่ทางแพ่ง โดยให้แม่ค้าเก็บเงินสะสมแผงละ 40 บาทต่อวัน ในสหกรณ์เคหสถานบ้านไทย รวมเวลาเกือบ 3 ปี โดยพ่อค้าแม่ค้าแต่ละคนมีเงินฝากไม่น้อยกว่า 50,000.- (ห้าหมื่นบาท) โดยไม่มีดอกเบี้ย จนในที่สุดพ่อค้าแม่ค้าจึงขอถอนเงินออกมาแต่ก็ได้เพียงบางส่วน นางกะทิ ประธานสหกรณ์อ้างกับพ่อค้าแม่ค้าว่าให้สู้คดีกันไป เรื่องต้องยืดเยื้ออย่างน้อยก็เป็นเวลาถึง 10 ปี เพราะฉะนั้นขอให้ทุกคนร่วมมือกันจ่าย ด้วยความเชื่อเรื่องคดีฟ้องขับไล่ที่ต้องต่อสู้ยืดเยื้อยาวนานถึง 10 ปีนี้เอง ทำให้พ่อค้าแม่ค้าในตลาดคลองเตยหลังที่ 2 ให้ความร่วมมือกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนชุมชนพัฒนาคลองเตย 79 จำกัด ไม่ยอมมาทำสัญญากับ บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชันแนล จำกัด ผู้ได้รับสัมปทานอย่างถูกต้องจากการท่าเรือแห่งประเทศไทย</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: wanderer</title>
		<link>http://www.boringdays.net/klongtoi-market-fired-pad/#comment-6867</link>
		<dc:creator>wanderer</dc:creator>
		<pubDate>Fri, 06 Nov 2009 14:27:02 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.boringdays.net/klongtoi-market-fired-pad/#comment-6867</guid>
		<description>สถานการณ์ของฝั่งผู้ค้า ไม่สู้ดีเลย  :ม่ายๆ:</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>สถานการณ์ของฝั่งผู้ค้า ไม่สู้ดีเลย  <img src='http://www.boringdays.net/wp-includes/images/smilies/boring_sad.gif' alt=':ม่ายๆ:' class='wp-smiley' /> </p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: n/e</title>
		<link>http://www.boringdays.net/klongtoi-market-fired-pad/#comment-6843</link>
		<dc:creator>n/e</dc:creator>
		<pubDate>Mon, 02 Nov 2009 02:19:16 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.boringdays.net/klongtoi-market-fired-pad/#comment-6843</guid>
		<description>@&lt;a href=&quot;#comment-6841&quot; rel=&quot;nofollow&quot;&gt;Kittinunn&lt;/a&gt;: 
อิดหนาระอาใจเหลือทนเนาะ
ก็อยู่ ๆ กันไป อะไรทำได้ก็ทำ
ไม่ช่วยกันก็ไม่มีสังคมที่ดีขึ้น
เรื่องสื่อนี่หลายต่อหลายกรณีน่าสะอิดสะเอียนเต็มทน

@&lt;a href=&quot;#comment-6842&quot; rel=&quot;nofollow&quot;&gt;นอ หน่อย คนมีนอ&lt;/a&gt;: 
เหนื่อยใจเน๊าะเจ้
วันไหนมีเวลาไปดูสถานการณ์กันหน่อย</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>@<a class="atr_link" href="#comment-6841" rel="nofollow">Kittinunn</a>:<br />
อิดหนาระอาใจเหลือทนเนาะ<br />
ก็อยู่ ๆ กันไป อะไรทำได้ก็ทำ<br />
ไม่ช่วยกันก็ไม่มีสังคมที่ดีขึ้น<br />
เรื่องสื่อนี่หลายต่อหลายกรณีน่าสะอิดสะเอียนเต็มทน</p>
<p>@<a class="atr_link" href="#comment-6842" rel="nofollow">นอ หน่อย คนมีนอ</a>:<br />
เหนื่อยใจเน๊าะเจ้<br />
วันไหนมีเวลาไปดูสถานการณ์กันหน่อย</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: นอ หน่อย คนมีนอ</title>
		<link>http://www.boringdays.net/klongtoi-market-fired-pad/#comment-6842</link>
		<dc:creator>นอ หน่อย คนมีนอ</dc:creator>
		<pubDate>Mon, 02 Nov 2009 01:54:52 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.boringdays.net/klongtoi-market-fired-pad/#comment-6842</guid>
		<description>เรื่องคลองเตย  คนทั่วไปชอบบอกว่าพี่น้องทะเลาะกันบ้าง (กรณีนิ่มซี่เส็ง)

หรือลีเกิ้ลประมูลชนะ แม่ค้าไม่ย้ายออก

ความจริงก็คือ...การประมูลก็ผิดกฎหมาย(การท่าเรือฮั้วลีเกิ้ล)...

บริษัทลีเกิ้ลเป็นบริษัทรักษาความปลอดภัย  แต่เพิ่งจะเพิ่มวัตถุประสงค์  พัฒนาอสังหาฯ

การท่าเรือเป็นรัฐวิสาหกิจ  การประมูลมูลค่าเกินพันล้านต้องเข้า ค.ร.ม.  เลยแยกย่อยโครงการ

บริษัทลีเกิ้ล  ทุนจดทะเบียนไม่ถึงกำหนด (เพิ่งจะเพิ่ม) ขาดทุนติดต่อกัน  ขาดคุณสมบัติของผู้เข้าประมูล

ประชาชนฟ้องศาลปกครอง  และศาลก็คุ้มครอง  แต่กลับเข้ามาอาละวาดแบบนี้

คราวที่แล้วระเบิด 3 ลูก  ไปเจรจาที่ ส.น.ท่าเรือ  ดิฉันก็ไป  และโดนผู้บริหารลีเกิ้ล ข่มขู่

พูดในเชิงว่าดิฉันหยาบคาย  พูดจาเสียดสี  ยั่วโทสะ  และธุระไม่ใช่ (ก็เราเป็นคนไทย  สังคมนี้ก็สังคมไทย  ระเบิดกลางกรุง  ก็ต้องช่วยเค้า) แค่นี้ระเบิดลงเลยว่ะ

มาคราวนี้  ปืนกระหน่ำ  ดิฉันไม่อยู่นะคะ  คราวนี้จะโทษใครอีกล่ะ  :ดำๆ:</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>เรื่องคลองเตย  คนทั่วไปชอบบอกว่าพี่น้องทะเลาะกันบ้าง (กรณีนิ่มซี่เส็ง)</p>
<p>หรือลีเกิ้ลประมูลชนะ แม่ค้าไม่ย้ายออก</p>
<p>ความจริงก็คือ&#8230;การประมูลก็ผิดกฎหมาย(การท่าเรือฮั้วลีเกิ้ล)&#8230;</p>
<p>บริษัทลีเกิ้ลเป็นบริษัทรักษาความปลอดภัย  แต่เพิ่งจะเพิ่มวัตถุประสงค์  พัฒนาอสังหาฯ</p>
<p>การท่าเรือเป็นรัฐวิสาหกิจ  การประมูลมูลค่าเกินพันล้านต้องเข้า ค.ร.ม.  เลยแยกย่อยโครงการ</p>
<p>บริษัทลีเกิ้ล  ทุนจดทะเบียนไม่ถึงกำหนด (เพิ่งจะเพิ่ม) ขาดทุนติดต่อกัน  ขาดคุณสมบัติของผู้เข้าประมูล</p>
<p>ประชาชนฟ้องศาลปกครอง  และศาลก็คุ้มครอง  แต่กลับเข้ามาอาละวาดแบบนี้</p>
<p>คราวที่แล้วระเบิด 3 ลูก  ไปเจรจาที่ ส.น.ท่าเรือ  ดิฉันก็ไป  และโดนผู้บริหารลีเกิ้ล ข่มขู่</p>
<p>พูดในเชิงว่าดิฉันหยาบคาย  พูดจาเสียดสี  ยั่วโทสะ  และธุระไม่ใช่ (ก็เราเป็นคนไทย  สังคมนี้ก็สังคมไทย  ระเบิดกลางกรุง  ก็ต้องช่วยเค้า) แค่นี้ระเบิดลงเลยว่ะ</p>
<p>มาคราวนี้  ปืนกระหน่ำ  ดิฉันไม่อยู่นะคะ  คราวนี้จะโทษใครอีกล่ะ  <img src='http://www.boringdays.net/wp-includes/images/smilies/boring_black.gif' alt=':ดำๆ:' class='wp-smiley' /> </p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: Kittinunn</title>
		<link>http://www.boringdays.net/klongtoi-market-fired-pad/#comment-6841</link>
		<dc:creator>Kittinunn</dc:creator>
		<pubDate>Sun, 01 Nov 2009 21:32:54 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.boringdays.net/klongtoi-market-fired-pad/#comment-6841</guid>
		<description>พูดไปก็เท่านั้นแหละพี่ ตราบใดที่สังคมไทยเรารับรู้อะไรเพียงฉาบฉวย โดยไม่ได้มองเห็นถึงผลกระทบระยะยาว โอเคล่ะ บางเรื่องถือเป็นการสร้างความเดือดร้อนก็จริง แต่บางทีคงเป็นเพราะสื่อบ้านเราทำหน้าที่เพียงแค่ตามน้ำผู้อื่น ใครได้ประโยชนืกว่าก็ยืนอยู่ข้างนั้น ประชาชนไม่ได้หรอก เดี๋ยวไม่มีกิน 

ตัวอย่างง่ายๆ ตอนที่พวกเราคัดค้านแปรรูป กฟผ. หนังสือพิมพ์ไทยรัฐหน้าเศรษฐกิจด่าคุณรสนากับคุณสาลีเฉยเลย เพราะฉะนั้น พูดไปพูดมาเรายืนอยู่ท่ามกลางกระแสลมหลายครั้ง จะยืนหยัดอยู่อีกสักครั้งจะเป็นอะไรไป</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>พูดไปก็เท่านั้นแหละพี่ ตราบใดที่สังคมไทยเรารับรู้อะไรเพียงฉาบฉวย โดยไม่ได้มองเห็นถึงผลกระทบระยะยาว โอเคล่ะ บางเรื่องถือเป็นการสร้างความเดือดร้อนก็จริง แต่บางทีคงเป็นเพราะสื่อบ้านเราทำหน้าที่เพียงแค่ตามน้ำผู้อื่น ใครได้ประโยชนืกว่าก็ยืนอยู่ข้างนั้น ประชาชนไม่ได้หรอก เดี๋ยวไม่มีกิน </p>
<p>ตัวอย่างง่ายๆ ตอนที่พวกเราคัดค้านแปรรูป กฟผ. หนังสือพิมพ์ไทยรัฐหน้าเศรษฐกิจด่าคุณรสนากับคุณสาลีเฉยเลย เพราะฉะนั้น พูดไปพูดมาเรายืนอยู่ท่ามกลางกระแสลมหลายครั้ง จะยืนหยัดอยู่อีกสักครั้งจะเป็นอะไรไป</p>
]]></content:encoded>
	</item>
</channel>
</rss>
