นั่งพินิจพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นผ่านงบกลางปีที่เป็นงบนอกคอกนอกงบประมาณ พยายามฟังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีคลังหลายต่อหลายครั้ง ด้วยความสงสัยโดยเฉพาะที่ว่าต่างประเทศเขาก็ทำกัน ..อย่างนั้นหรือ?
แรกทีเดียวที่ฟังประกาศก็เผลอนึกว่ารัฐบาลมาร์ค ๑ ทำแผนไปแก้เศรษฐกิจที่อเมริกาโน่น!
หลายต่อหลายเสียงมองว่ามาตรการต่างๆ ที่ออกมาเป็น “อภิประชานิยม” มองด้านหนึ่งอาจจะใช่ แต่อีกด้านอาจจะไม่ใช่ เพราะถ้าดูที่เจตนาและรายละเอียดเป็นความพยายามในการยัดเงินเข้าระบบให้เงินหมุนเวียน
เพราะด้านหนึ่งเป็นที่ทราบกันอยู่ทั่วไปโดยเฉพาะหมู่คนค้าขาย ตั้งแต่ร้านข้าวแกงตามสั่งริมทางไปจนห้างสรรพสินค้าว่าขายของไม่ค่อยได้ ปัญหาคือคนไม่ค่อยมีเงิน กรุงเทพมีอาการนี้ ต่างจังหวัดก็มีอาการนี้เพียงแต่ว่ารากที่มาของความไม่มีเงินต่างกัน
ซึ่งไม่ใช่อย่างที่นายกรณ์เคยให้สัมภาษณ์ว่าเพราะคนไม่ยอมใช้จ่าย
ใครอาจจะมองว่าเป็นการยัดเงินใส่มือหรือเป็นเรื่องของการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ผมสังหรณ์ใจว่าจะเป็นการ “หว่านลูกกำพรึก” เสียมากกว่า หว่านลูกกำพรึกบนเมรุในงานเผาศพเศรษฐกิจไทย!
แม้นายอภิสิทธิ์จะยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะหลายต่อหลายครั้งว่าเป็นการทำครั้งเดียว เพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัว แต่เราต้องไม่ลืมว่าตลอดสมัยของนักโทษชายหน้าเหลี่ยมนั้น มีการโปรยเงินผ่านโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะกับผู้มีรายได้น้อยในต่างจังหวัดที่เรียกกันว่ารากหญ้า และคนมีรายได้น้อยในเมือง ทำจนติดเป็นระบบเศรษฐกิจแบมือ ระบบเศรษฐกิจแบบคนขี้ขอ
มาตรการยัดเงินใส่มือคนละสองพันของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ขยายฐานมาที่มนุษย์เงินเดือนเป็นหลัก ซึ่งดีไม่ดีจะกลายเป็นว่าเรามีคนขี้ขอ คนแบมือครบถ้วนทุกอนุภาคของเศรษฐกิจ ทั้งสภาวะปัจจุบันการคลังของประเทศอยู่ในสภาพถังแตกเก็บภาษีได้ไม่ตามเป้า ว่าแล้วก็ขอกู้เพื่อรอใช้หนี้ตอนชาติหน้าตอนบ่ายแก่ๆ
การโปรยเงินครั้งนี้ดีไม่ดีจะเป็นการโปรยครั้งสุดท้ายที่บนเมรุแบบลูกกำพรึก
ในระยะหลายวันมานี้นอกจากชุดใหญ่ของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประชาธิปัตย์ ยังมีความเคลื่อนไหวแปลกๆ สะเปะสะปะ ไร้สาระจากหลายการกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงพานิชย์ที่คิดอะไรไม่ออก สินค้าแพงก็ออกธงฟ้า โครงการละร้อยล้านสองร้อยล้านสองสามโครงการ ก็คิดได้กันอยู่แค่นั้น
ก็เคยแสดงความเห็นไว้หลายต่อหลายครั้งเรื่องค่าแก๊ส-ก๊าซ แม้นายอภิสิทธิ์จะทุบโต๊ะไม่ให้ขึ้นราคา แต่คำถามคือทำไมปล่อยให้ราคาเป็นไปตามตลาดข้างนอก ทั้งที่ก๊าซส่วนใหญ่ขุดเองในบ้าน ทำไมปล่อยให้ ปตท. ขโมยก๊าซในบ้านไปขายข้างนอกแล้วซื้อจากข้างนอกมาขายแพง อีกทั้งยังฟันกำไรส่วนต่างค่าอีกตั้ง ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่น้อยเลย ก๊าซเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ค่าครองชีพหลายอย่างสูงกินจริง โดยเฉพาะค่าไฟฟ้า ค่าโดยสารหรือแม้กระทั่งข้าวแกง
รัฐจะทำอย่างไรกับสินค้าต่างๆ ที่ลอยตัวตามค่าน้ำมันแล้วไม่ยอมจมตาม?
ตั้งแต่เด็กมาทุกครั้งที่จะขึ้นเงินเดือนข้าราชการหรือค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ มีอันต้องพูดกันทุกครั้งเกี่ยวกับราคาสินค้าที่จะสูงขึ้น สิบๆ ปีก็พูดกันเรื่องนี้ ถามว่าการยัดเงินใส่กระเป๋าแบบได้เฉพาะกลุ่มคนมีรายได้ประจำจะทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นหรือไม่ และจะพาให้คนที่เขาไม่ได้สองพันเดือดร้อนตามไปด้วยหรือไม่ และสองพันนั่นจะคลุมค่าครองชีพที่จะเพิ่มขึ้นได้หรือ
คำถามที่ตามมาอีกคำถาม คือ ทำอย่างไรกับภาคเกษตรที่เป็นส่วนหลักในการจับจ่ายใช้สอย เมื่อสินค้าเกษตรตกต่ำแทบทุกอย่าง อย่างภาคใต้ราคายางลดลงไปกว่าครึ่งทำให้เศรษฐกิจภาคใต้ทรุดอย่างหนัก ไหนจะฝนที่เทกระหน่ำซ้ำเติมให้กรีดยางไม่ได้อีกร่วมเดือน เพิ่งแล้งหมาดๆ เราจะผลาญเงินภาษีไปกับวิธีการดึกดำบรรพ์อย่างประกันราคา-รับจำนำไปอีกกี่ปีกี่ชาติ และเราจะสูญเสียไปเข้ากระเป๋าข้าราชการกับนักการเมืองกับการประกันราคาอีกเท่าไหร่
การยัดเงินเข้ากระเป๋าก็ดี การประกันราคาก็ดี อาจจะเป็นมาตรการชั่วคราว แต่เราก็ใช้มาตรการชั่วคราวแบบนี้สม่ำเสมอ จนกลายเป็นมาตรการชั่วคราวประจำฤดูกาล คือ ผลไม่ออกทีแทรกแซงที ธัญพืชออกทีแทรกแซงที มีปัญหาเศรษฐกิจทีโปรยเงินที บัดนี้เราอับจนปัญญาถึงขั้นคิดอะไรไม่ออกกระทั่งมีปัญหาปุ๊บก็กางตำราฝรั่งบ้าง สูตรเก่าๆ บ้างแล้วก็บอกว่าใครๆ เขาก็ทำกันอย่างนั้นหรือ?
ประเทศนี้ขาดสติปัญญาที่จะแก้ปัญหาด้วยมันสมองของตัวเองแล้วหรือ?
วันก่อนนายอภิสิทธิ์บอกว่ากำลังจะประกาศมาตรการระยะยาวว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ก็คอยดูอย่างจดจ่อว่าจะมีอะไรที่เป็นสัญญาณการพลิกรื้อโครงสร้างใหม่ทั้งหมดไหม มีสิ่งซึ่งเรียกว่าเป็นการ “รื้อ-สร้าง” “ทำลาย-สร้าง” เพื่อเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจให้มีความเข้มแข็งพึ่งพาตัวเองได้ ไม่ใช่ดำรงความเป็น “เศรษฐกิจผักตบชวา” ที่ลอยขึ้น-ลง ไป-มา ตามน้ำขึ้นน้ำลง ผันไปตามว่าเศรษฐกิจโลกดีก็ดี เศรษฐกิจโลกแย่ก็แย่
แต่ฟังนายกรณ์แล้วผมก็ไม่ค่อยเห็นความหวัง เพราะเคยระบุในทำนองว่าเป็นการประคับประคองให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่
ไหนจะมีการส่งสัญญาณว่าจะเดินหน้าขายสมบัติชาติต่อก็พาให้อ่อนใจ ประชาธิปัตย์เองสมัยออกกฎหมายขายชาติ ๑๑ ฉบับ ก็ยังพอเข้าใจได้ว่าตอนนั้นเป็นขี้ข้าไอเอ็มเอฟ แต่เข้ามารอบนี้แล้วไม่เลิกเสีย ทั้งยังจะขายบางอย่างอีกผมว่ามันก็เกินไปแล้ว
เมื่อไหร่คนเรียนนอกจะเลิกหลงไหลได้ปลื้มเป็นขี้ข้าความคิดระบบ “ทุนนิยมเสรี” เสียที ระบบนี้ไม่ได้ก่อความเป็นธรรมอะไรให้กับสังคมได้เลย แก่นแท้มันก็แก้ใครมือยาวสาวได้สาวเอา อย่าเพ้อเจ้อเลอะเทอะฝันกลางวันถึงการค้าที่เป็นธรรมและเท่าเทียมเลย ไร้สาระและหลอกลวงทั้งเพ และประเทศไทยน่ะไม่ใช่ “ใครๆ ก็ปี้ได้”!
ครับ วิธีคิดของทีมเศรษฐกิจประชาธิปัตย์บวกกับทีดีอาร์ไอที่เป็นทุนนิยมเสรีจ๋าพอๆ กันทั้งคู่ ถ้าจับมือกันละก็ฉิบหายแน่นอน
ยังจำนิทานเรื่องเปิดเสรีทางการเงินก่อนนำมาสู่โรคต้มยำกุ้งกันได้ไม่ใช่หรือ ฉิบหายทั้งนั้น!
แม้รัฐบาลจะพยายามด้วยหลายมาตรการที่เน้นการยัดเงินใส่มือ แต่ก็อยากชวนกันซ้ำเติมเศรษฐกิจ รัฐทำมือนึงประชาชนทำมือนึง ใครมีเงินสดก็เก็บเงินสดไว้กับมือ (อย่าใส่ธนาคาร) ใครประหยัดได้ก็ประหยัด (นี่ผมประหยัดค่าเน็ตไปเดือนละ ๖๐๐) เชื่อเถอะว่าความฉิบหายรออยู่ไม่ไกล ถึงตอนนั้นเงินในมือยังพอช่วยให้ถูๆ ไถๆ ไปได้บ้างละนา
ผมน่ะเชื่อมั่นประเทศไทยแต่ไม่วางใจอภิสิทธิ์ รอดูมาตรการระยะยาวอีกหน่อยแล้วจะมาปิดบทความอีกทีว่า รอบนี้หว่านกำพรึกรอบหน้าจุดไฟหรือไม่ ส่วน “กุศลาธรรมา อกุศลาธรรมา” นั้น ผ่านมาตั้งแต่ครั้งรัฐบาลนอมินีสัตว์นรกทั้งสองตัวโน่นแล้ว!!

ยังคิดอะไรไม่ออก
คิดออกแล้วค่อยกลับมาเมนท์
บทความฝากอ่าน “ถ้าไม่ขึ้นค่าก๊าซ ปตท.จะเจ๊ง?”
http://www.manager.co.th/Daily.....0000006216
ด้วยความไม่รู้ในเศรษฐกิจมหภาค จึงไม่ค่อยกล้าแสดงความคิดอ่านสักเท่าไหร่
เพียงแต่เชื่อว่า การเมืองเปลี่ยนขั้วเป็นโอกาสของประเทศไทย
ไม่ได้นิยมประชาธิปัตย์เป็นพิเศษ แต่คิดว่าเป็นโอกาสสุดท้ายของการเปลี่ยนแปลงภายใต้กรอบของรัฐสภา และโชคดีที่ได้นายกชื่ออภิสิทธิ์ ซึ่งเท่าที่มองก็พบความมุ่งมั่นในการทำงาน
วันนี้จึงเฝ้ารอดูและคอยเอาใจช่วย
ผมเชื่ออย่างเหนียวแน่นว่า การศึกษาที่ดี ควบคู่กับการปลูกฝังคุณธรรมในเยาวชน และเน้นให้คนในชาติน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้กับชิวิต เป็นแนวทางที่จะพัฒนาประเทศสู่อารยะอย่างยั่งยืน
เห็นด้วยกับเน
@เคระ
ผู้ประกอบการอย่างเก๊ะจะไม่ลองสะท้อนปัญหาบ้างหรือ
@YHUN
ผมไม่มีความรู้เศรษฐศาสตร์มหภาค-จุลภาคครับ เป็นแต่ข้อสังเกตจากการสังเกตการณ์ มองความเป็นไปผ่านสิ่งที่สัมผัสจริงรอบตัว ผมสนใจเศรษฐกิจในระดับตลาดนัด-ตลาดสด สนใจไถ่ถามพ่อค้าแม่ขาย เข้าห้างยังทะลึ่งถามแคชเชียร์
ส่วนตัวแล้ว ในวงการที่ทำอยู่ เจ้าของบริษัทที่เป็นนายกสมาคม ก็เอางบโฆษณาจากรัฐบาล ไปโฆษณาสินค้าของตัวเองซะมาก ไม่สนใจผู้ประกอบการรายย่อย ดีไซน์ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ กลับไม่ได้รับการส่งเสริม ไม่มีทิศทางใด ๆ หลับตาวาด ๆ กันไป แจกรางวัลออกทีวีให้เป็นข่าวใหญ่ ๆ คุณภาพ ก็ชื่นชมแต่ของโรงงานตัวเอง
ประเทศเราดังเรื่องเครื่องประดับมาก แต่ไม่มีแบรนด์ซักแบรนด์ โรงงานที่ดีไซน์เอง จัดชุดสินค้าได้ ไม่ลอกเค้าอย่างเดียว มีไม่เกิน 3 โรงงาน
เวลาจัดงานแสดงสินค้าก็คอรัปชั่น นายกคนปัจจุบัน ไม่มีงานทำ เค้าตั้งขึ้นมาให้ช่วยกันโกงกินภายใน งบจัดงานก็แค่หลักร้อยล้านเท่านั้นเอง เปิดงาน เหมือนเดิมติดกันมาสิบกว่าปี ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ที่สงสารมากกว่าคือภาคเกษตร เลยเห็นด้วยกับเนมาก ลูกน้องมาจากภาคเกษตรทุกคน กลับไม่มีใครเห็นคุณค่าในสิ่งที่บ้านตัวทำ กลับอาย ที่เป็นชาวไร่ชาวนา รัฐบาลก็ใช้วิธีประกันราคาโง่ ๆ แบบที่เนบอก พอระบบไม่มีเงินก็ฉีดเงินเข้าไปเลย เด็กที่ไหนก็คิดได้ อย่าให้แสดงความคิดเห็นเลย สงสารเกษตรกร เค้ามีคุณค่ามากเหลือเกิน แต่ผู้ใหญ่ในประเทศกลับปล่อยให้เค้าตายอย่างโดดเดี่ยวไปทีละน้อย
ขอบคุณที่เนถาม เก๊ะชอบปชปนะ และไม่ได้มีอคติกับคนเรียนนอก เพราะเรียนที่ไหน ก็ปรับเปลี่ยนความรู้ให้มีประโยชน์กับบ้านเกิดเมืองนอนได้ แต่ลอกฝรั่งมาทั้งกระบิ ทั้งที่มีผู้ใหญ่เตือนกันมากมาย มันก็น่าเหนื่อยหน่ายจริง ๆ
@เก๊ะ
หาดีไซเนอร์ให้คนนึงเอามะ จบสถาบันมีชื่อเสียงอะไรมาไม่รู้จำไม่ได้แล้ว
หว่านครั้งนี้อาจเพียงเพื่อเหยียบหัวแม้วให้จมลงไปในดินก็ได้
และสิ่งอื่นๆที่ปชป.ทำ ผมว่าต้องมีความหมายแน่ ไม่อยากให้ติเรือทั้งโกลน พี่เขียนดีนะครับ แต่อันนี้บังเอิญไม่ถูกใจผม
พี่ฝากลิงคด้วยครับ
http://www.protecttheking.net
@Sol
บอกกันตรงๆ แบบนี้สิรักกันจริง
บางคนมองมุมนั้นครับว่าเป็นการเหยียบหัวเหลี่ยม นั่นก็มุมมองหนึ่งที่อาจจะทั้งจริงและไม่จริง แต่ผมไม่ให้น้ำหนักเรื่องนี้มากนัก เพราะถ้ารัฐบาลนี้ทำดี ยืนอยู่ยนความถูกต้อง รับรองได้ว่าประชาชื่นชม
ผมเขียนในมุมนี้เพราะเป็นเรื่องที่ผมกังวลว่าจะเป็นผลกระทบตามมา ไม่มีความชอบไม่ชอบเป็นฐาน ครับ..ผม!
กำลังรอมาตรการระยะกลาง กับผลจากมาตรการระยะสั้น แล้วค่อยลุยค่ะ ^^
2000 บาท จะออกเดือนเมษายน ช่วงสงกรานต์ คนซื้อของไปฝากบ้านพอดี น่าจะวัดผลได้ประมาณ พค. หรือ มิย.
เศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือไม่ยังไม่รู้
ที่แน่ๆคือ สมาชิกกลับมาคึกคักกันที่นี่อีกครั้ง