เห็นหายเข้าซอกหลืบง่ามก้นไปหลายวัน ชวนให้สงสัยว่า “จักรเพ็ญ” ผู้ที่ “ชิวหา” พลิ้วชวนเคลิ้มหายไปไหน หลบตัวไปบำเพ็ญเพียร “แปลอย่างไรไม่ให้เป็นโทษ” หรืออย่างไรไม่ทราบ แต่ยอมรับล่ะครับว่า “ลีลาลิ้น” ของ “จักรเพ็ญ ณ ซอกหลืบ” นั้นไม่เป็นรองใคร วันก่อนโน้นใช้สุดยอดวิชาเลียซอกหู สมัคร สุทรเวช จนเสียวสะท้าน ตาลอย เคลิ้ม พยักหน้าหงึกๆ ปกป้องไม่ดูตาม้าตาเรือ จนวันนี้ติดบ่วง “ทัศนคติอันตราย” ไปด้วยอีกราย
ความเคลื่อนไหวสองสามวันมานี้ เห็นกิริยาอาการนายสมัคร แปลก-เปลี่ยนไปไม่กล้ายืดอกปกป้องมากนัก เหมือนเมียหลวงยืนด่าอีหนูต่อหน้า ทั้งรักทั้งสงสารแต่ไม่กล้าออกปากป้องยังไงยังงั้น
ส่วนนายใหญ่หน้าเหลี่ยมที่ “เพ็ญ” ยอมถวายหัวให้นั่นถีบหัวส่งเป็นที่เรียบร้อย เรื่องอะไรจะเสียไปด้วย ได้คดีเพ็ญมาสมทบมีหวังซวยเพราะเหตุ “ไม่จงรัก” ซ้ำเป็นสองเท่า ของเดิมยังพาตัวไม่ใคร่รอด แต่ขึ้นชื่อว่าเหลี่ยมก็เหลี่ยมสมชื่อนะครับ ถีบหัวส่งไม่ถีบเปล่า ขึ้นเหยียบอีกต่างหาก ทำแต้มว่าจงรักทั้งที่ไม่ได้ดูตัวเองเสียเลย อันที่จริงจักรเพ็ญน่าจะภูมิใจ เพราะ “ศพเพ็ญนั้นเป็นปุ๋ย” ช่วยรดต้น “จงรักฯ” ของนายได้บ้าง
เข้าใจครับ ว่าคนเมื่อถึงทางอับ เหมือนโดนต้อนไปทุกทาง หันทางนี้ก็พึ่งพาไม่ได้ หันทางนั้นก็ไปไม่ได้ ย่อมเป็นทุกข์ย่อมต้องดิ้นรนเป็นธรรมดา ทางหนึ่งคือ “อ้อนด้วยชิวหา” ผ่านบทความผู้ใหญ่ที่ไม่กะล่อน คอลัมน์เลือกคบไม่เลือกข้าง ในนาม “กาหลิบ” ท่อนหนึ่งรำพันเอาไว้ว่า
คนอย่างนี้ใครหวังไปปรึกษาหารืออย่างจริงจังขนาดความเป็นความตาย หรือจะยึดเอาเป็นสรณะในทางปัญญาเพื่อหาทางออก ก็จะซวยไปเอง เพราะคนเห็นแก่ตัวนั้นเป็นที่พึ่งที่ระลึกกับใครมิได้ ไม่ว่าหนุ่มแน่นหรือแก่จวนจะเข้าโลง ขณะเดียวกันคนที่กลับเป็นหลักขึ้นมาได้ในยามวิกฤต รักษาสติปัญญาและความระลึกรู้ไว้ได้โดยตลอด ทั้งที่เคยถูกดูแคลนว่าไม่ใช่ตัวจริง ก็กลับเป็นผู้ใหญ่ที่น่านิยมขึ้นมาได้ในเวลาชั่วข้ามคืนในสายตาของคนทั้งหลาย ความจริงท่านก็เป็นผู้ใหญ่มาตลอดชีวิตนั่นแหละครับ แต่ด้วยความที่ไม่สนใจสร้างภาพเอาเสียเลย คนส่วนหนึ่งก็เลยไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรในเนื้อใน แถมยังไปหลงกับภาพภายนอกของบางคนจนเกิดความเข้าใจไขว้เขวไปหมด เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นจึงเพิ่งมีโอกาสได้ส่องเข้าไปเห็นหัวใจของแต่ละดวง และเริ่มรู้ว่าอะไรจริงอะไรลวง บ้านเมืองในขณะนี้ต้องถือว่าเป็นระยะที่ขาดความเป็นผู้ใหญ่มาก ดูจากกรณีที่หยิบยกเรื่องหมิ่นเบื้องสูงขึ้นมาเป็นเกมการเมืองจะเห็นได้ชัด เรื่องระดับนี้ทำเป็นเล่นกันได้อย่างไร จริงหรือไม่จริงกำลังพิสูจน์กันอยู่แท้ๆ แต่กลับกระโดดลงมา “เล่น” กันเป็นพัลวัน ทั้งผู้นำฝ่ายค้านฯ ผู้บัญชาการเหล่าทัพบางคน ตลอดจนนักการเมืองประเภทฉวยโอกาสหรือไม่ประสีประสา ซึ่งแต่ละคนควรเป็น “ผู้ใหญ่” มากกว่านั้น
อ่านแล้วชวนให้นึกว่า ท่อนแรกของข้อความ ถ้าไม่ด่า “บิ๊กจิ๋ว” ก็ด่า “เหลี่ยม” ที่พึ่งพาอาศัยไม่ได้ กะล่อนเอาแต่ตัวเองรอด ถ้าหมายถึงคนแรกคงเพราะเหตุอุตส่าห์แบกหน้าไปขอความช่วยเหลืออย่างบังเอิญแต่กลับไม่ได้ช่วยอะไร หรือถ้าจะมองไปที่คนหลังก็เข้าใจได้อีก เพราะ นปก. ยกพลไป “ขอช่วย” กันทั้งทีมที่ตึกชินวัตร ยังกลับออกมาบอกว่าควรพิจารณาตัวเอง
ที่ผมทำสีไว้เพื่อจะเน้นให้อ่านเพราะเป็นใจความของเรื่องที่เขียน บุคคลที่เอ่ยถึงแม้ไม่ออกชื่อแต่หมายถึงใครอื่นไปไม่ได้นอกจาก “นายสมัคร สุนทรเวช” ที่พึ่งพาแหล่งสุดท้าย
หากจักรเพ็ญจะมองว่า นายสมัครคือ “ผู้ใหญ่ที่ไม่กะล่อน” แล้วล่ะก็ อยากชวนดูประโยคก่อนหน้าที่ “เพ็ญ กาหลีบ” เขียนเอาไว้เอง ว่า
ปัญหาคือเมืองไทยเป็นเมืองเด็ก มีคนแก่ที่ประพฤติตนเป็นเด็กอยู่มากมาย นั่นคือตีโพยตีพาย กระทืบซ้ายกระทืบขวาเมื่อถูกขัดใจ ร่ำร้องจะเอาสิ่งที่ตัวต้องการโดยไม่สนใจเลยว่าผลกระทบต่อคนอื่นๆ จะเป็นอย่างไร
นิยามนี้อธิบายความเป็นตัวตนของนายสมัครได้ชัดกว่า ที่เป็น “เด็กหัวหงอก” ไม่รู้จักโต โดนใครว่าตำหนิติติง แทนที่จะตั้งสติทบทวน ออกมาโวยวายตีโพยตีพายไว้ก่อน กรณีของคุณปีย์ เป็นตัวอย่างประจักษ์ชัดอย่างหนึ่งว่า ขณะที่คุณปีย์พยายามปิดเว็บไซต์หมิ่นสถาบันในขณะที่นายสมัครไม่ได้ทำอะไรเลย กลับไปด่าไปว่าเขาอีก เรียกเขาเสียๆ หายๆ ว่า “ไอ้หัวเถิก” และถ้าจะย้อนประวัติศาสตร์กลับไป ที่นายสมัครจงเกลียดจงชังพลเอกเปรมมาจนถึงทุกวันนี้นั้นเพราะ “ไม่ได้ดังใจ” ไม่ใช่หรือ เขาไม่ให้ในสิ่งที่ตัวกระสันต์อยากได้ก็พาลพาโลเกลียดเขา โกรธเขา
ไม่ออกจะพิลึกไปสักหน่อยหรือที่ยกย่องว่านายสมัคร เป็นผู้ใหญ่ที่ไม่กะล่อน เออแปลก คนเขาเรียก “สมัครศพเดียว” มั่งล่ะ อะไรต่อมิอะไรมั่งล่ะ นั่นเพราะเขารู้เช่นเห็นสันดานว่า นายสมัคร สุนทรเวชนั้น “กะล่อนเข้าเส้น” พูดจาไม่เคยอยู่กับร่องกับรอย วันหนึ่งออกมาให้ข่าวปาวๆ เรื่องปฏิวัติ ไม่กี่วันด่านักข่าวอีกเอาข่าปฏิวัติมาพูดทำไม ไม่นานก็บอกเขาจะปฏิวัติอีก แล้วมาว่าตัวไม่ได้พูดอีก กลับกลอกไปมา
ล่าสุดนี่เพิ่งโดนทุบหม้อ โยนกะทะ รื้อครัว กรณี “ชิมไปบ่นไป” กับ “ด่าโขมงโฉงเฉง ๖ โมงเช้า” ข้อหาเป็นลูกจ้าง วันอาทิตย์ที่ผ่านมาก็พลิ้วทันทีว่า “รับจ้าง” ไม่ใช่ลูกจ้าง และบรรยายอย่างน่าเอน็ดอนาจใจว่า นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ไป “รับจ้าง” เขาจัดรายการ เขาให้แค่ค่าน้ำมันรถ! น่าสงสารมาก ..นี่นะผู้ใหญ่ที่ไม่กะล่อนของจักรเพ็ญ?
อันที่จริงก่อนกล่าวหาคนอื่นว่า “กะล่อน” เพ็ญควรจะหากระจกบานใหญ่ส่องดูตัวเองก่อนว่าตัวกะล่อนหรือเปล่า อย่าปล่อยให้ความกะล่อนในตัวเองหลอนจนมองว่าเรื่องกะล่อนนั้น “ของจริง”
ถ้าจะให้ยกตัวอย่าง เอาปฏกถานั่นแหละ ที่เที่ยวมาอ้างว่าเขาเแปลผิดสามในสี่ส่วนนั่นน่ะ ฉบับแปลมาจากสถาบันภาษาของจุฬาลงกรณ์ ที่มีปราชญ์ทางภาษาอยู่ไม่น้อย เท่าที่ผมอ่านฉบับภาษาอังกฤษเทียบเคียงไม่เห็นว่ามีอะไรที่ผิดเพี้ยนไป หรือว่ามีเฉพาะคนพูดเท่านั้นที่เข้าใจความหมายของคำพูดตัวเอง ถ้าอย่างนั้นโลกนี้คนก็ไม่ต้องพูดกัน เพราะจะเข้าใจคลาดเคลื่อนกันผิดหมด
ใครหนอที่บอกว่าเรื่อง ปฏกถานั้นเป็นคนละสถานการณ์และนานเป็นปีแล้ว ทั้งที่ไปพูดเมื่อ ๖ เดือนกับสิบกว่าวัน อย่างนี้นับรวมเป็นความกะล่อนได้ด้วยหรือเปล่า
หากเอาเรื่อง NBT ครั้นพรรคฝ่ายค้านถามกระทู้สดในสภาฯ ต้องข้อสังเกตว่าสองบริษัทที่มาเสนองานอยู่ที่เดียวกัน เบอร์โทรเบอร์แฟกซ์เดียวกัน ใครกันหนอที่อธิบายกลางสภาว่า ก็เขาเป็นสื่ออยู่ที่เดียวกันสะดวกในการพึ่งพาอาศัย อันนี้เรียกว่า “กะล่อน” ใช่ไหม และฝ่ายค้านเขาเสนอเอาผิดเรื่องฮั้วล่ะ จะกะล่อนไปทางไหนอีก
ตอนไปปฏกถา สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ ปากพูดปาวๆ รับศักดินาไทยไม่ได้ ครั้น “หญิงเพ็ญ” จะไปประชุมที่ขอนแก่น นอกจากจะให้ผู้มีอายุมากกว่ามารดน้ำให้แล้ว ขบวนรถต้องเป็นเบนซ์เท่านั้น รถตู้เอามารับไม่ได้ รถตู้ต้องให้คนติดตามนั่งเท่านั้น ไม่งั้นไม่สมเกียรติรัฐมนตรี? แล้วตกลงมันเป็นยังไง จะอธิบายว่า “ศักดินา” หมายถึง “ครอบครองนา” หรือปล่า
ผมไม่ทราบครับว่า “เพ็ญ” ฝึกลิ้นด้วยวิธีใด จะลับลิ้นด้วย “หอก” หรือ “ดาก” แต่เมื่อใดก็ตามที่คนเริ่มกะล่อน ความจริงจะเป็นเครื่องจับเท็จชั้นยอด ที่จะเอาขี้เอาไส้มาสาวให้เห็น
เห็นว่าชอบหนังสือของอาจารย์ “ส. ศิวรักษ์” จะขอฝากหนังสือให้อ่านสักเล่ม “ควายไม่ฟังเสียงซอ” ตีพิมพ์เมื่อปี ๒๕๓๒ หายากสักหน่อยแต่หอสมุดคงมีให้หยิบยืม
—————-
ป.ล. ประโยคในทำนอง “เมืองไทยเป็นเมืองเด็ก” มีซ้ำๆ หลายครั้งในการบรรยายที่ FCCT ของจักรภพ เพ็ญแข และหากพิจารณาร่วมกับสำนวนการเขียน จะชี้ชัดได้ว่า “จักรภพ” คือ “กาหลิบ” นั่นเอง


ขึ้นประโยคมาสำนวนยังกะซ้อเจ็ด ^_^;
ไอประโยคที่ quote มานี่ ทำไมมันต้องเขียนให้อ่านเข้าใจยากอย่างนั้นด้วย
ต้องอ่านตั้ง 2-3 รอบ
หรือผิดที่เราเบาปัญญาเอง?
เบื่อนักการเมืองศรีธนญชัย พวกเอาตามคำพูดเป๊ะๆ
ฝากอ่าน “อธิบดีกปส.รับลูก’จักรภพ’สั่ง’ช่อง11-วิทยุ’ แพร่สารคดีเฉลิมพระเกียรติฯสยบข่าวโจมตี”
http://www.matichon.co.th/news_review.php?id=32338
กาหลิบ
ลองดูที่มาของคำว่า กาหลิบ เล่นๆ
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
กาหลิบ เป็นคำนำหน้าชื่อผู้นำมุสลิมแห่งอุมนะ หรือชุมชนอิสลาม คำนี้แผลงมาจากคำภาษาอาหรับว่า “خليفة” คาลีเฟาะห์ หมายถึง ผู้สืบทอด หรือ ตัวแทน ผู้นำในยุคต้นๆ บางคนในชุมชนมุสลิม ที่สืบทอดหลังจากจากมุฮัมมัดสวรรคต (570-632) จะเรียกว่า คาลิฟัต อัลเลาะห์ ซึ่งหมายถึง เป็นตัวแทนของพระผู้เป็นเจ้า แต่คำว่า “คาลิฟุต ราซูล อัลเลาะห์” หมายถึง ผู้สืบทอดจากศาสดาของพระเจ้า ในที่สุดก็กลายเป็นตำแหน่งมาตรฐาน นักวิชาการบางท่าน ถือว่าคำนี้ ถ่ายถอดมาจากคำว่า “คาลิฟ”
แรกทีเดียวผมเข้าใจว่าความหมายคงอย่างนั้น แต่มองไม่เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเพ็ญกับอิสลาม เลยคิดว่าอาจมีความหมายอย่างอื่น
เกลียด อีตุ๊ดเพ็ญ เห็นหน้ามันแล้วอยากมองหมาขี้เรื้อนตามข้างทางมากกว่า
Pingback: สมัคร สุนทรเวช: เฒ่าคางคกสารพัดพิษ | Boring Days