ช่วงนี้ผมไม่ค่อยจะได้คุยประเด็นอื่นเลย ทั้งที่ตั้งใจว่าจะว่ายาวเรื่องเศษกระดาษที่ทำหน้าที่เป็นกติกาหลักแห่งชาติ ช่วงนี้ขอหมกมุ่นกับเรื่องปลาตายที่อ่างทองต่ออีกระยะนะครับ หลังกาแฟรอบค่ำก็พลันนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะได้ฟังชาวบ้านอ่างทองบอกว่าเขาเพิ่งลืมตาอ้าปากได้
ถ้าเราย้อนหลังกลับไปช่วงปลายปีที่แล้วต่อต้นปีเรามีปัญหาเรื่องน้ำท่วมใช่ไหมครับ จำได้นะครับว่าน้ำกำลังจ่อจะท่วมกรุงเทพหลังจากไหลบ่ามาจากทางเหนือ หลังจากที่ล้างเสนียดจัญไรออกจากเมืองเชียงใหม่?
ในตอนนั้น ฯพณฯ ท่าพระฤาษีก็ดี รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็ดี ปลัดกระทรวง อธิบดีก็ดี รวมถึงผู้ว่าจังหวัดกรุงเทพฯ ประชุมร่วมกันและขอช่วยชาวบ้านจังหวัดอยุธยาและที่อยู่เหนือขึ้นไป ขอเขาวิงวอนเขา ให้ช่วยเอานาข้าว เอาพื้นที่ทำมาหากินเป็นที่รับน้ำ เพื่อกันความฉิบหายอันจะเกิดกับเมืองหลวงของประเทศ แล้วก็ไปสัญญาไว้ต่างๆ นานๆ ว่าจะชดเชยให้แบบถูกแสนถูกกับข้าวที่เสียที่ตายไป ว่าแล้วหลายเดือนผ่านไปก็ชักดาบ ว่ากันว่าถึงป่านนี้ยังจ่ายกันไม่ครบ (ภาษานักเลงจีบสาวเข้าเรียก “ฟันแล้วทิ้ง”!)
ไอ้จ่ายไม่ครบไม่ใช่ประเด็นที่ผมจะพูดถึงหรอกครับ ประเด็นอยู่ที่ว่า พอเกิดเรื่องปลาตายขึ้นมา กี่วันแล้วครับ ปลาที่เลี้ยงไว้ตายลงไปเท่าไหร่ กี่ล้านตัว ปลา สัตว์น้ำอื่น กุ้งแม่น้ำที่ลงทุนปล่อยลงไปตั้งแต่สิบปีก่อนบฉิบหายทันตา เพราะพฤติกรรมยกขาฉี่รดผนังตึกของไอ้บริษัทผงชูรสอายิโน๊ะทาการะ ตราภูเขาระยำนั่น นี่รองผู้ว่าฯ ก็ยกจิ๋มไปปกป้องโรงงาน ไอ้ดากควมคุมมลพิษก็จับเรือน้ำตาลมาเป็นแพะ
ส่วน ฯพณฯ พระฤาษีก็เงียบกริบ รัฐมนตรีก็หายเกลี้ยง ปลัดขงปลัดขิกประจำกระทรวงที่เกี่ยวข้องไม่รู้ไปขุดรูหลบร้อนอยู่ตรงไหน ไม่มีหน้าไหนตัวไหนสักตัวที่จะเป็นเดือดเป็นไรไปตรวจสอบไปช่วยเหลือ
ภาษามิตร ภาษาของคนที่เกื้อกูลกันมา ยามเดือดร้อนยามลำบากวิ่งโร่ไปขอร้องให้เขาช่วย ถึงเขาจะฉิบหายกันทั้งแถบเขาก็ช่วยจนเราได้พ้นเภทพ้นภัย ไอ้ครั้นคนที่เคยได้ช่วยเหลือได้รับความทุกข์ความยาก เรานิ่งเราเฉยไม่ดูดาย ไม่รู้จักตอบแทนคนเคยมีบุญคุณ..
อย่างนี้เขาเรียก “เนรคุณ”
คนไม่รู้จักบุญคุณคน คนไม่รู้จักทดแทน คนนั้นยากจะนับเป็นคนดี คราวใดจะบังเกิดความฉิบหายซ้ำก็อย่าได้คิดหวังแก้ผ้าไปให้เขาช่วยอีก


เผา
อย่างนี้ต้องเผา
แม่งเลว