ข้าพเจ้า..ผู้เบาปัญญา

Date 14 March 2008 - 14:56

ขึ้นหัวข้ออย่างนี้ตระหนักว่า ผมไม่ได้มีอาชีพเป็นนักวิชาการ ๑  จึงไม่ได้มีคำนำหน้าเป็นเครื่องชี้ปัญญาชนิด ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ๑ ผมเกิดในครอบครัวชาวสวนหาเช้ากินค่ำในชนบทห่างไกล ทั้งไม่เคยคิดและไม่เคยไปร่ำเรียนไกลถึงเมืองนอก ๑

วรพล พรหมิกบุตร

ยิ่งได้อ่านบทความ “” ของ รศ.ดร. ผมยิ่งตระหนักโดยสุจริตว่าปัญญาเท่าที่ผมมีนั้นด้อยนัก เพราะด้วยว่า

รัฐบาลคนหน้าเหลี่ยมไม่เคยคุกคามสื่อ-ไม่มีหลักฐาน

ข้อกล่าวหาตั้งต้นจากเวที  “เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร”  ที่ว่ารัฐบาลใช้อำนาจคุกคามเสรีภาพสื่อมวลชนดังกล่าวนั้นไม่เคยได้รับการพิสูจน์อย่างจริงจังด้วยพยานหลักฐานไม่ว่าจะเป็นหลักฐานเอกสารหรือหลักฐานข้อเท็จจริงจากการกระทำต่างๆ  ของบุคคลที่เกี่ยวข้องแต่ประการใด  ทั้งๆ  ที่การยุบเลิกรายการโทรทัศน์จะต้องมีเอกสารบันทึกต่างๆ  ทั้งของสถานีโทรทัศน์ที่เกี่ยวข้องและเอกสารติดต่อธุรกิจการงานของบริษัทเอกชนผู้ดำเนินรายการเองมาใช้ประกอบการพิจารณาได้บ้างไม่มากก็น้อยว่าร่องรอยของการคุกคามสื่อมวลชนด้วยอำนาจไม่เป็นธรรมหรือไม่?

ตรรกะชนิดเรียกหาใบเสร็จเหมือนกลายเป็นสูตรสำเร็จในการแก้ตัวของผู้มีอำนาจ ตามเว็บบอร์ดต่างๆ ระยะหลังติดเชื้อนี้มาด้วยเช่นกัน อาจด้วยเพราะเสพซ้ำการเรียกหาหลักฐานจากนักการเมืองด้วยความถี่สูง จนกระทั่งกลายเป็นความเคยชิน ทั้งที่บางเรื่องไม่มีทางที่จะมีหลักฐานในทางเอกสารบันทึก นักการเมืองไม่ว่าคนไหนผมไม่คิดว่าเขาจะมีอารมณ์ขันมากพอในระดับที่จะส่งหนังสือไปแจ้งให้ ผอ.สถานีโทรทัศน์ถอดรายการใดรายการหนึ่ง แม้มีการเลิกสัญญาถอดรายการแต่แทบไม่เคยมีสักครั้งที่จะเขียนเหตุผลอย่างตรงไปตรงมา ถาม “วรพล พรมิกบุตร” ว่าจะให้ “มิ่งขัวญ” เขียนระบุว่า “คนผมขาว” เลขานุการส่วนตัวคนหน้าเหลี่ยมเป็นคนสั่งอย่างนั้นหรือ?

หลักฐานเชิงประจักษ์หลายประการชี้ผ่านจอโทรทัศน์โดยเฉพาะไอทีวีว่า ตั้งแต่ชินคอร์ปเข้าซื้อหุ้นและเพิ่มขนาดเป็นเจ้าของกิจการ รายงานข่าว-รายการในเชิงตรวจสอบรัฐอย่างตรงไปตรงมาค่อยๆ หายไปทีละชิ้นทีละส่วน ผู้ประกาศ ผู้ดำเนินรายการระดับหัวกะทิค่อยๆ ทะยอยออกไปทีละคนสองคน มีการพูดกันอย่างกว้างขวางในวงการว่ามีการตั้งคนเข้าไปกรองคนและข่าวเสียด้วยซ้ำ กรณีเกี่ยวเนื่องอย่างเช่น บีบเนชั่นออกจากไอทีวี และตามบีบต่อจนต้องออกจากยูบีซี เหตุการณ์เหล่านี้เป็นที่ทราบโดยทั่วไป โดยที่ไม่ต้องเรียกร้องหาใบเสร็จใด

การแทรกแซงสื่อมีการพูดกันอย่างกว้างขวาง ทั้งที่ไม่ได้มาจากกลุ่มพันธมิตรฯ ว่ามีหลากรูปแบบทั้งการบีบผู้ลงโฆษณาหรือที่เรียกว่าสปอนเซอร์ ทำให้ไม่มีรายได้ดำเนินรายการต่อ โดยเฉพาะการเอางบประชาสัมพันธ์ภาครัฐซึ่งเป็นเงินก้อนใหญ่มาเป็นเครื่องมือ การเอาสัญญาสัมปทานคลื่นหรือสัญญาเช่าคลื่นวิทยุมาเป็นเครื่องมือต่อรอง การบีบผู้จัดรายการไม่ให้มีที่ยืน การข่มขู่คุกความโดยใช้หน่วยงานรัฐอย่างสรรพกร และ ป.ป.ง เคยเกิดขึ้นและเป็นข่าวใหญ่ฟ้องให้สังคมเห็นมาแล้ว

หลักฐานจากคำตัดสินยุบพรรคไทยรักไทยมีหลายช่วงหลายตอนกล่าวถึงการแซกแทรงสื่ออย่างมโหฬารในรัฐบาลคนหน้าเหลี่ยมมีปรากฎอยู่หลายช่วงหลายตอน ซึ่งวรพลเองอาจไม่ยอมรับเพราะเห็นประจักษ์ว่า “ไม่ปลื้ม” กับคำตัดสินดังกล่าว

๒ ขายหุ้น-ขายชาติให้เทมาเส็กไม่ผิดกฎหมาย

กระบวนการสืบสวนข้อมูลเกี่ยวกับการขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่กองทุนเทมาเส็ก  ทำให้เกิดความชัดเจนจากหลักฐานเอกสาร  และข้อเท็จจริงประกอบเอกสาร  ว่า  การขายหุ้นของกลุ่มชินคอร์ปให้แก่  กองทุนเทมาเส็กไม่มีประเด็นการกระทำผิดกฎหมาย

ประเด็นนี้ถ้าผมจะยกวิธีการอย่างที่พวกคุณนิยมใช้โดยบอกว่ายังไม่มีข้อสรุปจากที่ใดๆ น่าจะพอมาใช้ยันได้ว่า “ยังไม่สามารถสรุปว่าผิดได้” คำถามมีอยู่ว่า “ข้อเท็จจริงประกอบหลักฐาน” ชนิดใดที่ยกมาอ้างว่าไม่ผิดกฎหมาย ประการที่หนึ่ง มีการแก้กฎหมายให้ต่างด้าวสามารถถือครองหุ้นได้มากกว่าเดิมก่อนการขายหุ้นไม่กี่วัน ถือว่า ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายถูกไหม? แต่กระบวนการซึ่งทำให้ขายหุ้นได้ถูกต้องตามกฏหมายนั้น ทั้งน่ารังเกียจและน่าขยะแขยง เพราะเป็นการแก้กฎหมาย ๑ ฉบับ ที่เป็นไปเพื่อประโยชย์ของ “ครอบครัว” นายกรัฐมนตรี (แก้กฏหมายที่จะมีผลบังคับต่อคนทั้งประเทศเพื่อประโยชน์ของครอบครัวตัวเอง ในลักษณะเดียวกับประกาศให้วันที่ ๓๑ ธันวาคมเป็นวันทำงาน เพื่อให้เมียตัวเองสามารถซื้อขายที่ดินรัชดาได้โดยไม่ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม)

จะอ้างว่ากฏหมายที่แก้ไปนั้นมีเสนอขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลคุณชวนนั้นถูกต้องครับ แต่ตกไปเพราะขึ้นรัฐบาลชุดใหม่ไม่มีการหยิบยกมาพูดถึง ผ่านรัฐบาลเหลี่ยมครั้งที่ ๑ ไป ๔ ปี ไม่มีการหยิบกฎหมายฉบับนั้นมาปัดฝุ่น หยิบขึ้นมาผ่านสภาอย่างรีบเร่งก็ในช่วงที่ตัวเองจะขายบริษัทพ่วงขายชาติ เรื่องทำนองนี้เจตนามันฟ้องครับ

นี่เรายังไม่พูดถึงเรื่องพิลึกพิลั่นในทำนองว่า ตอนไปสิงคโปร์บอกไปเที่ยวไปพักผ่อนกับครอบครัว พอกลับมาพบว่าเจรจาขายหุ้นเสร็จสรรพ เปิดแถลงข่าวใหญ่โตว่าขายให้เทมาเส็ก คนทั้งบ้านทั้งเมืองก็ทราบว่า ขายชินให้เส็ก แต่เหตุไฉนทำไปทำมากลายเป็นว่าบริษัทที่เข้ามาซื้อดันเป็นชื่อ กุหลาบแก้วเสียล่ะ? ก็เพราะเรื่องมันยอกย้อนซ่อนเงื่อนไม่ใช่หรอกหรือ

และที่ชาวบ้านเขาด่าพ่อล่อแม่ทั้งบ้านทั้งเมืองก็ไอ้เรื่อง “ไม่เสียภาษี” ทีนี้ก็อ้างกันอีกว่า “ซื้อขายในตลาดทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษี” พูดแบบทำนองฆ่าตัดตอนผสมศรีธนญชัยแบบนี้พูดกี่ครั้งกี่หนก็ถูกทุกครั้ง และถ้าขายในตลาดหลักทรัพย์ตรงไปตรงมาคงไม่มีใครเขาว่าได้ แต่นี่เส้นทางกลับคดเคี้ยวยอกย้อนยิ่งกว่าเส้นทางผ่านหุบเขา โอนหุ้นไปมาพันรุงรังยิ่งกว่าใยแมงมุมเก่า พิศดารยิ่งกว่าพิศดารคนเขาไม่สงสัยก็กระไรอยู่ กรมสอบสวนคดีพิเศษรื้อไปรื้อมากลายเป็นเรื่อง “ซุกหุ้นภาค ๒” ที่เอาหุ้นเอาเงินไปซุกเกาะ ตั้งบริษัทห้องแถวปลอมๆ มาบังหน้าให้ตัวเองว่าไม่มีหุ้นสัมปทานนั่งเก้าอี้นายกได้สะดวกก้น ครั้นพอจะขายหุ้นโอนให้ลูก จากของลูกของเมีย ของญาติเอามาเทกองรวมขายยังกับชาวสวนผลไม้ที่เป็นกลุ่มสหกรณ์ มันไม่แปลกหรอกหรือครับ?

ขอประทานโทษในความอ่อนด้อยวุฒิการศึกษานะครับ ที่ชาวบ้านเขาด่าๆ กัน กระทั่งโดนด่าคาชามก๋วยเตี๋ยวนั่น เขาไม่ได้ถามหาความถูกต้องตามกฏหมายซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำสุดของสังคม แต่เขาด่าในเรื่อง “จริยธรรม”  เดี๋ยวก็ว่าผมยกเรื่องจริยธรรมาอ้างอีกนั่นแหละ แต่ถามหน่อยเถิดว่าคนเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งปกครองหน่วยราชการทั้งหมดของประเทศนั้นเราควรใช้มาตรฐานขั้นต่ำ หรือขั้นสูงในการเป็น-อยู่-คือ

๓ ซุกหุ้นภาค ๑ ยังคงบกพร่องด้วยสุจริต เป็นเพียงความผิดเล็กน้อย

ข้อมูลที่สืบค้นย้อนกลับไปถึงปี  พ.ศ.๒๕๔๓  พบว่าผู้ถือหุ้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องรายหนึ่งบกพร่องในการรายงานการซื้อขายหุ้นตามจำนวนที่กฎหมายกำหนดแต่ความบกพร่องดังกล่าวไม่เป็นความบกพร่องร้ายแรงและเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนพรรคไทยรักไทยจะเข้ารับหน้าที่บริหารประเทศ  คณะกรรมการกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์  (ก.ล.ต.)  จึงให้ปรับเงินจำนวนหนึ่งต่อผู้ถือหุ้นรายดังกล่าวตามกฎหมาย

ผมยังจำได้กับวลีเด็ดที่ว่า “บกพร่องโดยสุจริต” และด้วยคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในขณะนั้น ชี้ว่า ๗ เสียงผิด ๔ เสียงไม่ผิด ๔ เสียงไม่มีอำนาจ สรุปเสร็จสรรพว่าไม่ผิด กระทั่งภายหลังสังคมได้รับทราบความจริงว่ามีการวิ่งเต้นและเสนอผมประโยชน์ให้กับตุลาการ คำถามเล็กๆ ของผมมีอยู่ว่า ถ้าคนเชื่อในความบริสุทธิ์ ถูกต้องและสะอาดของตัวเอง มีความจำเป็นอย่างไรที่ต้องวิ่งเต้น? นอกเหนือจากนั้นยังมีการพยายามปลุกปั่นมวลชนมากดดันทั้ง ป.ป.ช. และศาลฯ ที่ทำเช่นนั้นด้วยเหตุผลอะไร หรือเพราะว่าแท้จริงแล้วรู้ตัวว่าตัวเองกระทำความผิด?

ถ้าถามชาวบ้านร้านช่องว่า อะไรคือความหมายของคำว่า “บกพร่อง” และอะไรคือ “สุจริต” ผมทึกทักเอาว่าความหมายคงไม่ได้หมายถึง การ “ซุก” เอาไว้กับบริวารรอบข้าง ทั้งคนใช้ คนขับรถ เพราะพฤติการณ์ทั้งหลายที่ถูกเปลือยกลางศาลฯ นั้นบ่งชัดว่า เจตนาเป็นทุจริต

ชายไทยอายุ ๑๕ ต้องไปหาสัสดีถูกไหมครับ เพื่อขึ้นทะเบียนทหารและเขาจะถามหาตำหนิ ผมระบุไปว่าผมมีตำหนิที่ข้อมือขวา เช่นเดียวกัน จะก่อนหรือหลังตั้งพรรคที่ว่านั้นก็ตามแต่ แต่คนๆ นั้นมี “ตำหนิ” เป็นตำหนิว่าเป็นคน “ไม่สุจริต” และควรหรือที่คนไม่สุจริตจะได้อำนาจในการบริหารบ้านเมือง

ด้วยความด้อยในปัญญา ผมเข้าใจมาตลอดทั้งชีวิตจากคำสอนของคนที่บ้างก็ไม่ได้เรียนหนังสือ บ้างก็จบแค่ชั้นประถม ๔ อย่างปู่-ย่า ตา-ยาย พ่อ-แม่ และครูอาจารย์ว่าควรยึดถือความสุจริตเป็นที่ตั้ง การทุจริต คด โกงเป็นสิ่งเลวร้าย กระทั่งมาได้ความสว่างทางปัญญาจากระดับ “รองศาสตราจารย์ดอกเตอร์” ว่าการทุจริตไม่ใช่สิ่งร้ายแรง

๔ ขายหุ้นให้เทมาเส็กไม่ผิดกฎหมาย แต่ไม่เกี่ยวกับจริยธรรม

กรณีการกล่าวหานายกรัฐมนตรีว่ากระทำผิดกฎหมายเกี่ยวพันกับการขายหุ้นชินคอร์ปให้เทมาเส็กก็ได้ข้อยุติตามกระบวนการสืบค้นหลักฐานข้อเท็จจริงของหลายฝ่ายว่าไม่มีประเด็นการกระทำผิดกฎหมายโดยนายกรัฐมนตรีแต่ประการใด  ในขั้นตอนความเคลื่อนไหวช่วงนี้ปรากฏว่า  กลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลได้แปรรูปข้อกล่าวหาของตนว่า  ถึงแม้นายกรัฐมนตรีจะไม่ได้ทำผิดกฎหมายในกรณีชินคอร์ป  แต่ผิดจริยธรรม

ผมพูดถึงไปแล้วในประเด็นที่สอง แต่อยากจะหยิบยกนิทานมาเล่าเพิ่มอีกสักหน่อย อย่างเช่นว่า การใช้ฐานะการเป็นนายกรัฐมนตรีแก้กฎหมายเพื่อให้ตัวเองขายหุ้นสะดวกเป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่? การใช้ฐานะการเป็นนายกรัฐมนตรีแก้ไขกฎหมายเพื่อให้คนชื้อสามารถซื้อได้อย่างถูกต้องตามกฏหมายเป็นสิ่งที่ถูกต้องอย่างนั้นหรือ   ทั้งสองคำถามนั้นผมแค่อยากอธิบายว่า ๑. บางส่วนที่ไม่ผิดกฎหมายเพราะไปแก้ให้ไม่ผิด ๒. คนแก้กฎหมายแก่เพื่อประโยชน์ตัวและคนซื้อ  นอกจากนั้น การซอกแซกหาช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อหลบเลี่ยงให้ตนไม่ต้องเสียภาษีนั้นคนเป็นนายกฯ สมควรทำกระนั้นหรือ? ถามนิดเถอะครับว่าถ้าชาวบ้านไม่ถามหา “จริยธรรม” ของนายกรัฐมนตรีแล้วให้ชาวบ้านถามหาอะไร? และที่ว่าได้ “ข้อยุติ” นั้น ได้ข้อยุติตั้งแต่เมื่อไหร่?

ขอถามเป็นการส่วนตัวนิดเถอะครับว่า ประเด็นที่วรพลยกมานั้น หมายรวมถึงคนที่เป็นอาจารย์คนไม่จำเป็นต้องมีจริยธรรมด้วยหรือเเปล่า?

๕ ศักดิ์ศรีและเกียรติของสถาบัน

ศักดิ์ศรีเกียรติภูมิและสถานะของสถาบันวิชาการในระดับมหาวิทยาลัยของรัฐถูกกระทบกระเทือนไปมากจากความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีสาระสำคัญเพียงการใช้สถานะทางวิชาการในการกล่าวหาผู้อื่นโดยไม่มีการพิสูจน์

ครับ ตระหนักได้ดังนี้แล้ว อย่ารอช้า โปรดรีบลาออกจากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้วเร่งไปรับใช้เขาให้เต็มตัวเต็มกำลังเถอะครับ อย่าทำเนียนใช้คราบนักวิชาการแก้ต่างแทนอยู่เลย ดูแล้วทุเรศชอบกล

หมายเหตุ ผมจำแนกแยกแยะได้และเป็นระหว่าง “ความคิดเห็นที่หลากหลาย” กับ “การใช้เหตุผลตะแบงเพื่อรับใช้” เส้นแยกแบ่งมีอยู่แล้วโดยธรรมชาติครับ



ความเดิมประเด็นใกล้เคียงกัน

(บางทีระบบก็มั่ว ..แต่คลิกอ่านเถอะ)
Use Coupon Code: boringdays for $9.94 discount




7 ความเห็น ใน “ข้าพเจ้า..ผู้เบาปัญญา”

  1. Sittingbull

    โชดดีทื่ผมเรียนไม่สูง คุณธรรมจริยธรรมได้รับการอบรบสั่งสอนจากพ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย หลวงตาแก่ๆที่ไม่ได้เรียนหนังสือหรือแค่ปอสี่ แต่ท่านเหล่านี้รู้ว่าอะไรถูกหรือควร
    อย่าที่คุณเน บอก “ความคิดเห็นที่หลากหลาย”นั้นมีได้ แต่คุณธรรมจริยธรรม ดีชั่วควรมีแค่หนึ่งเดียว ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ถึงเป็นด็อกเตอร์ก็เชื่อว่าได้เป็นหมานายแล้วก็อาจได้เลื่อนตำแหน่ง บางทีก็เห็นใจน่ะคิดได้แค่นี้แล้วไม่ดัง เห่าให้นายนิดเดียวก็ดังระเบิด แถมได้กระดูกมาแทะเล่น :ม่ายๆ:

  2. FooLsHanG

    ถ้าคนที่เรียนสูงแล้วมีมุมมองกับความคิดอย่างนี้ มันจะเอาเงินเอาทองของพ่อแม่ไปเรียนทำไม
    เรียนจบแค่ม.6 แล้วทำงานไม่ดีกว่าหรอ เรียนสะสูงแค่มีมุมมองแค่ตาเห็น กับไม่มีความคิด(มุมมองในความหมายของผมคือคนที่คิดวิเคราะห์ในสายตาตัวเองและเรื่องที่ตัวองได้ฟังได้อ่านอย่างกว้างคือคิดในแง้บวกและลบได้)

  3. บทความเล็กๆน้อย

    ระวัง – นรก..จะกินหัว“ทักษิณ”!!!
    โดย เชี่ยวชวนะ 11 มีนาคม 2551 20:37 น.

    เช้าหนึ่ง..กาแฟที่ผมดื่มหมดรสชาติอย่างกะทันหัน..

    ด้วยผมได้อ่านคำให้สัมภาษณ์ของทักษิณ ชินวัตร กับหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2551 และหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 5 มีนาคม 2551 ของคุณพี่“เปลว สีเงิน” ได้แปลความลงตีพิมพ์ตอนหนึ่งว่า

    “..พวกที่อยู่บนยอด (Top People) พวกนี้มักสนุกสนานกับผลประโยชน์ที่ได้จากรัฐบาลอ่อนแอ พวกเขาไม่เคยสร้างพื้นฐานหรือรากฐานอะไรเลย แต่เรา (รัฐบาลและทักษิณ) อยากอยู่นานกว่านี้ เพื่อสร้างประเทศทั้งประเทศขึ้นมาจากฐานรากขึ้นไป พวกเขาอาจคิดว่า แล้วเมื่อไหร่คุณจะมาหาฉันล่ะ? ยังก่อน พวกเขาเลยไม่ชอบใจ..”

    ทักษิณ ชินวัตร ที่พูดเรื่องการเมืองกับสื่อต่างประเทศคนนี้ เป็นคนคนเดียวกันกับทักษิณ ชินวัตร ที่ชอบพูดซ้ำซากว่า..ได้เลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอย่างสิ้นเชิงแล้วครับ

    ผมถามตรงๆ เถอะว่า..คนพูดอย่างทำอย่างเยี่ยง ทักษิณ ชินวัตร คนนี้ จะมีอะไรให้คนไทยเชื่อถือได้อีกหรือ?

    แต่การที่ทักษิณใช้ คำภาษาอังกฤษว่าTop People ซึ่งไทยโพสต์แปลว่า “พวกที่อยู่บนยอด” นั้น ตีความเนื้อหาได้ว่า

    Top People หรือ พวกอยู่บน (เหนือ) ประชาชนทั้งปวง และเนื้อหาที่ทักษิณกล่าว ก็ต้องอยู่เหนือรัฐบาลด้วย?! เนื่องจากทักษิณพูดว่า..พวกนี้สนุกสนานกับผลประโยชน์ที่ได้จากรัฐบาลอ่อนแอ..แล้วเมื่อไหร่คุณ (ทักษิณในฐานะนายกฯ-ผู้เขียน) จะมาหาฉันล่ะ?..

    ใครอยู่เหนือและคนระดับนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ต้องไปหาล่ะ?

    ป๋าเปรม-พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ น่ะหรือ? ไม่ใช่แน่ๆ..ทักษิณไม่เคยแยแสและมักต่อว่าป๋าเปรมในที่สาธารณะเสมอ ผมว่าป๋าเปรมน่ะกระจอกเกินกว่าทักษิณจะยำเกรงครับ

    เห็นได้จากพลพรรค นปก.ที่ทำงานทางการเมืองให้ทักษิณ ยังเคยยกพลเดินขบวนไปด่าป๋าเปรม อย่างหยาบคาย และก่อการจลาจลย่อยถึงหน้าบ้านสี่เสาเลย

    แถมพวกที่ด่าว่าและขับไล่ป๋าเปรม ประธานองคมนตรีเหล่านั้น ยังได้รับการปูนบำเหน็จจากผลงานนี้อีกด้วย

    นายสมัคร สุนทรเวช ที่ถนัดในการด่าป๋าเปรมอย่างสาดเสียเทเสีย ได้เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเรียบร้อยโรงเรียนทักษิณ

    นายจักรภพ เพ็ญแข ได้เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้เป็นรองโฆษกรัฐบาล นายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้เป็น ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน

    กลุ่มคนพวกนี้..ใช่พวกที่เคยตะโกนด่าป๋าเปรม อย่างสาดเสียเทเสียถึงหน้าบ้านสี่เสาฯ โดยคนเหล่านี้ไม่ให้เกียรติหรือแยแสต่อตำแหน่งประธานองคมนตรี หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ประธานที่ปรึกษาในหลวงรัชกาลปัจจุบัน ที่ประชาชนเคารพรักแม้แต่น้อย?

    ผมตอบแทนได้เลยว่า..ใช่เลย..ใช่ครับ..ใช่โว้ย..!!!

    ป๋าเปรม-พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นั้น ท่านใจดีและเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ท่านทำเรื่องดีๆ ให้กับประเทศชาติและประชาชนมาแล้วมากมาย ส่วนที่ท่านถูกด่าทอก็เพราะท่านไม่ยอมทำตามอำเภอใจของมหาเศรษฐีคนหนึ่ง ที่ผันตัวเข้าสู่วงการเมืองด้วยการใช้เงินซื้อเสียงครับ

    การพูดทำนองว่า “พวกอยู่บนยอด” (ที่ทักษิณเรียกTop People) ไม่เคยสร้างพื้นฐานหรือรากฐานอะไรให้ประเทศนั้น ก็ต้องถือว่า..สุดยอดนักโกหกหน้าตายจริงๆ สำหรับคนชื่อทักษิณ

    ประชาชนคนไทยทราบดีว่า “พวกที่อยู่บนยอด” (ที่ทักษิณเรียกTop People)ไม่เคยแบ่งแยกคนไทยเป็นรากหญ้าหรือราก..อะไรทั้งนั้น หากแต่ทุกคนทั้งในเมืองและชนบททุรกันดาร ล้วนเป็นประชาชนคนไทยทั้งสิ้น การพัฒนาและส่งเสริมประชาชนคนไทยทั้งประเทศให้อยู่ดีมีสุข จึงเป็นสิ่งที่ “พวกอยู่บนยอด” (ที่ทักษิณเรียกTop People) ทุ่มเทตรากตรำทำงานมาอย่างยาวนานมากๆ

    นานขนาดที่ทักษิณเอง..ยังไม่ได้โผล่หน้าลืมตามาดูโลกกลมๆ ใบนี้เลย!

    บนแผ่นดินถิ่นเกิดของทักษิณแห่งนี้แหละที่ “พวกอยู่บนยอด” (ที่ทักษิณเรียกTop People) ได้นำคนไทยทั้งชาติออกสู้รบกับศัตรูผู้รุกรานนับครั้งไม่ถ้วน จนสามารถรักษาผืนแผ่นดินไทยให้เป็นเอกราชเอาไว้ได้ตราบจนบัดนี้

    ต้องบอกว่า..หากไม่มี “พวกอยู่บนยอด” (ที่ทักษิณเรียกTop People) กับประชาชนคนไทยที่กล้าหาญ ทักษิณคงไม่มีโอกาสได้เกิด-ได้อยู่อาศัย-ได้ทำมาหากินจนร่ำรวยมหาศาล บนผืนแผ่นดินที่ชื่อไทยนี้หรอกครับ

    ดังนั้นการที่ทักษิณคิดกับ “พวกอยู่บนยอด” (ที่ทักษิณเรียกTop People) แบบนั้น ก็ผิดมหันต์แล้ว ยังดันพูดโกหกพกลมเป็นข่าวแพร่ไปทั่วโลกอีกด้วย อย่างนี้ต้องถือว่าจงใจ-ตั้งใจ-ต้องการให้ “พวกคนบนยอด” (ที่ทักษิณเรียกTop People) เสียหาย สั่นคลอน อ่อนแออย่างชัดแจ้ง

    นับเป็นคำให้สัมภาษณ์ที่เผยธาตุแท้และเหิมเกริม ไม่รู้อะไรควร-มิควร ไม่รู้ที่ต่ำ-ที่สูง อีกครั้งหนึ่งของคนชื่อทักษิณ ชินวัตร ในเชิงลบหรือในทางไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ต่อ “พวกอยู่บนยอด” (ที่ทักษิณเรียกTop People) ที่ปวงชนชาวไทยรักเคารพเทิดทูน

    หากย้อนกลับไปในยุคทักษิณครองเมือง จะพบว่า..ได้มีเว็บไซต์โจมตีสถาบันเบื้องสูงอย่างรุนแรง ทั้งในและต่างประเทศโผล่ให้เห็นกลาดเกลื่อนเป็นประวัติการณ์ โดยรัฐบาลทักษิณมิได้มีการกระทำอย่างชัดแจ้ง เพื่อยุติเว็บไซต์เลวๆ เหล่านั้นอย่างจริงจังเท่าที่ควร

    มาถึงวันนี้ผมในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง อดคิดไม่ได้ว่า..ใครก็ตามที่ทำงานอยู่กับ “พวกอยู่บนยอด” (ที่ทักษิณเรียกTop People) จะยังนิ่งเฉยทำเป็นทองไม่รู้ร้อนหรือไม่แสดงปฏิกิริยาใดๆ ต่อคำให้สัมภาษณ์อันเหิมเกริมหยาบคายนี้

    จะด้วยรักในเงินทองที่ทักษิณแอบหยิบยื่นให้ หรือจะด้วยมีผลประโยชน์ส่วนตนทับซ้อนต้องพึ่งพิงทักษิณ หรือจะด้วยเกรงกลัวในอำนาจรัฐบาลหุ่นเชิดนอมินี ที่กำลังคุมกลไกรัฐพร้อม พรักในอันจะกระทำการรุนแรง และกลั่นแกล้งทุกวิถีทางทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ต่ออริหรือผู้มีความเห็นต่างทางการเมืองต่อทักษิณ..ก็ตามใจ..

    แต่สำหรับผมในฐานะพลเมืองไทยคนหนึ่ง ไม่อาจทนนิ่งเฉยได้ครับ ผมจึงต้องเขียนประท้วงการกระทำ (ให้สัมภาษณ์) ด้วยเนื้อหาคำพูด อันไม่เหมาะสมของทักษิณครั้งนี้อย่างเต็มที่ และผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วย กับการกระทำอันไม่เหมาะสมนี้ของทักษิณเช่นกัน

    ที่สำคัญ ทักษิณ ชินวัตร ต้องหยุดการเคลื่อนไหวทางการเมือง รวมทั้งการให้สัมภาษณ์โจมตี “พวกอยู่บนยอด” (ที่ทักษิณเรียกTop People) อย่างถาวร (จริงๆ) ในทันที

    ผมขอบอกว่า..ทั้งหมดที่ทักษิณและพรรคพวกกำลังทำอยู่ในขณะนี้ ทั้งการโยกย้ายข้าราช
    การอย่างไม่เป็นธรรม การทำให้กระบวนการยุติธรรมอ่อนแอ ฯลฯ เพียงเพื่อจะช่วยเหลือคนชื่อทักษิณ ชินวัตร เพียงคนเดียว มิใช่กระทำเพื่อชาติและประชาชนคนไทย 63 ล้านคน

    นั่นล้วนเป็นต้นเหตุหรือชนวนที่จะลากทหาร ให้ยกขบวนออกมายึดอำนาจรัฐประหารอีกครั้งหนึ่งได้ เพราะสถาบันทหารนั้นรักชาติและจงรักภักดีต่อ “พวกอยู่บนยอด” (ที่ทักษิณเรียกTop People) ยิ่งชีวิต!

    อดีตที่ทักษิณเคยทำผิดมหันต์จนเกิดการรัฐประหารมาครั้งหนึ่งแล้ว ทักษิณยังไม่จดจำอีกหรือ..? การใช้เงินเป็นอาวุธยึดอำนาจรัฐจากการเลือกตั้งครั้งนี้ ทักษิณต้องรู้ว่า..นั่นเป็นวิมานจากการก่อกองทรายอยู่ริมหาด เมื่อคลื่นซัดใส่..วิมานทรายย่อมพังทลายลงในพริบตา

    ผมไม่เคยแยแสกับน้ำตาจระเข้ ที่ไหลออกมาจากเบ้าตาของทักษิณ ผมไม่เคยสนใจกับจำอวดกราบสนามบินสุวรรณภูมิของทักษิณ ผมไม่เชื่ออีกแล้วว่า คนอย่างทักษิณจะกลับตัวกลับใจ และสุดท้ายผมไม่เชื่อว่า คนหน้าเหลี่ยมที่ชื่อทักษิณจะรักประเทศชาตินี้จริงๆ ฯลฯ

    การให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2551 ต่อหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ บอกชัดอีกครั้งถึงตัวตนจริงๆ ของคนหน้าเหลี่ยมที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร ว่ายังคงยุ่งการเมืองอย่างเปิดเผยเต็มตัว ด้วยการด่า “พวกอยู่บนยอด” (ที่ทักษิณเรียกTop People) ครับ

    โอกาสกลับตัวกลับใจมีครับ แต่คนอย่างทักษิณไม่มีวันกลับตัวกลับใจได้หรอก เพราะเขาไม่เคยรู้ว่า อะไรควร-ไม่ควร ไม่รู้กระทั่งที่ต่ำ-ที่สูงเช่นนี้ ผมให้ได้เพียงคำเตือนครั้งสุดท้ายว่า..

    ทักษิณ-ระวังนะ..นรกจะกินหัว!!!

  4. GarudaAngel

    :กล้วย: ไอ้เควี่ยเหลี่ยม เมื่อไหร่มันจะโดนกรรมตามทันซะทีวะ :แม่มๆ:

  5. sksk2527

    ไม่รู้หรือครับว่าเขากำลังล้มเจ้า กลั่นแกล้งผู้อื่นโดยให้สรรพากรเข้าตรวจสอบ

Trackbacks

  1. ลุกทำไหร? | Boring Days
  2. รัฐธรรมนูญ..เออเหอ | Boring Days