สนนท.-ไฮยีนา กับข้อเสนอล้มล้างสถาบันฯ

พ่อเล่าว่าสมัยหนุ่มใครจะจับจองที่ทำกินตรงไหนก็ทำได้ ใครหักป่าถางพงตรงไหนคนนั้นมีสิทธิ์จะปลูกข้าวปลูกไม้ ไม่มีใครอื่นที่ไม่ได้ลงแรงไปแย่งไปไล่ ปีก่อนพอจะมีเวลานั่งดูสารคดีเสือดาว เห็นเสือไล่กวดไล่ต้อนเหยื่อจนซี่โครงบาน ครั้นพอจะอ้ากรามชิมรสให้สมเหนื่อยพลันก็ปรากฎไฮยีนามาเห่าไล่ แล้วแย่งเหยื่อนั้นไปกินกันอย่างโอชะในรสโดยไม่ต้องลงแรงแม้แต้น้อย

โดยปกติผมมักไม่ให้ความสำคัญกับแถลงการณ์หรือความเคลื่อนไหวของนักศึกษาที่เป็นรูปองค์กรมากนัก โดยเฉพาะกับองค์กรที่เป็นในลักษณะที่มีแต่หัวไม่มีตัวไม่มีฐาน สืบต่อรุ่นด้วยวิธีคายตะขาบให้ ‘ลูกหม้อ’ เป็นหลัก เพราะไม่มีสิทธิ์จะมาสมมติอ้างว่าเป็นตัวแทนของอะไรหรือใคร ไม่แม้จะเป็นตัวแทนอย่างแท้จริงของนักศึกษา แต่พลันที่ได้อ่านแถลงการณ์ “การเมืองใหม่ต้องเลือกตั้งนายกฯ โดยตรง ระบบลูกขุน ลดงบประมาณทหาร และสร้างรัฐสวัสดิการ” ของสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) สหภาพแรงงาน ‘ และกลุ่มประกายไฟ (มาจากไหนก็ไม่ทราบ) ที่สมมติอ้างตัวหน้าตาเฉยว่าเป็น “องค์กรภาคประชาชน” (?) ผมก็เห็นเงาตะคุ่มของ “ไฮยีนา”

ไฮยีนาฝูงนี้มาเห่าไล่โดยตั้งข้อกล่าวโง่ๆ ที่อมลมปากมาพูดต่อๆ กันในเครือข่ายประชาธิปไตยหน้าเหลี่ยมและขบวนการล้มเจ้าว่า “ดูถูกประชาชน” โดยไม่มีสาระอันตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง  เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง ฉกโอกาสอย่างน่าเกลียด

หากพิจารณาโดยเนื้อหาบางประเด็นไม่ได้ต่างไปจากข้อเสนอบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อันเกิดจากการระดมความเห็นจากหลายภาคส่วน บางประเด็นเป็นเรื่องเพ้อเจ้อหลุดลอยไปจากภาวะการณ์ที่เป็นอยู่จริงในสังคม ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นอาจพอนับรวมพิจารณาเป็นข้อเสนอจาก “ภาคส่วนหนึ่ง” ที่เป็นส่วนเล็กส่วนน้อยของสังคมในอันที่จะประมวลเป็นภาพรวมของ “การเมืองใหม่” ได้ไม่ยากนัก ทั้งพันธมิตรฯ ไม่ได้เป็นผู้ผูกขาดการเสนอแนวคิดการเมืองใหม่ไว้แต่ผู้เดียว

เพียงแต่ว่า พลันที่กระแสการเมืองใหม่ถูกจุดติดขึ้น และเกิดการเสนอความเห็นอย่างกว้างขวางในสังคม ได้รับการตอบรับในฐานะที่อาจเป็นทางออกจากวงจรอุบาทว์ของการเมืองน้ำเน่า การเมืองเก่า กระแสซึ่งเกิดโดยการบุกบั่นหักร้างถางพงของพันธมิตรฯ โดยการเอา “ทุน” ทุกอย่างที่แต่ละคนมี (กาย ใจ เวลา ทรัพย์ โอกาส ความเสี่ยง ฯลฯ) ทุ่มและเข้ายันกับการเมืองเก่าภายใต้เงาของทักษิณ ชินวัตร อย่างแข็งขันและหนักแน่นตลอดเวลาร้อยกว่าวัน สนนท.และพวกก็ประพฤติอย่าง “อุบาทว์” โผล่หัวแย่งพื้นที่แย่งชิ้นเนื้อหน้าตาเฉย แถมชี้หน้าด่า “คนลงแรง” เป็นปฐมบทในแถลงการณ์ และทั้งที่ก่อนหน้านี้ตัวเองทำตัวเป็นหนามคอยทิ่มแทง ฉุดแข้งฉุดขาการ “ลงแรง” ของพันธมิตรฯ มาโดยตลอด พอป่าโล่ง พอเหยื่อล้มมันก็มา!

และพลันที่กลุ่มนักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวเป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นเนื้อเป็นหนัง โดยเฉพาะปรากฏการณ์ “Young P.A.D.” หรือเยาวชนกู้ชาติ และแนวร่วมนิสิตนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตย มันก็ชี้ว่า “แฟชั่น” !!

หากพิจารณาเนื้อหาโดยละเอียดจะเห็นความอุบาทว์ที่ปรากฎชัดในแถลงการณ์ คือ การพยายามซอกซุกแนวคิดการล้มล้างสถาบันกษัตริย์และสถาปนาระบบ “สาธารณรัฐ” โดยแยกย่อยประเด็นให้ดูคลุมเครือปนเจือ ดูเหมือนเป็นข้อเสนอที่ดูดี น่าสนใจฟัง

ตั้งต้นที่การยกสถานะ “นายกรัฐมนตรี” เทียบเคียง “ประธานาธิบดี” ผ่านข้อเสนอการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง ที่เป็นที่ทราบว่าการเลือกตั้งผู้นำโดยตรงนั้นใช้กับระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัญหรือที่คุ้นกันว่า ระบบประธานาธิบดี ผิวเผินเหมือนว่าเป็นข้อเสนอที่ควรพิจารณาซึ่งคล้ายจะแยกนิติบัญญัติออกจากบริหารอย่าง (น่าจะ) สิ้นเชิง ไม่ให้ทับซ้อนเกี่ยวพัน (จนยุ่งเหยิงแบบที่เป็นอยู่) ซึ่งหมายความว่าไทยจะหลุดพ้นไปจากแบบแผนของระบอบประชาธิปไตยแบบ “รัฐสภา” อีกด้านการยกสถานะของนายกรัฐมนตรีขึ้นเป็น “ผู้นำจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน” มีนัยยะเพื่อเบียดบังและลดสถานะกษัตริย์ให้เหลือเพียง “สัญลักษณ์”

ซุกข้อเสนอถัดมาว่า “ควรลดอำนาจศาล” ด้วยสาเหตุว่า “ผู้พิพากษาไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง” ประเด็นนี้ถกกันมากในหมู่นักประชาธิปไตยหน้าเหลี่ยม ภายหลังที่ศาลต่างๆ พิจารณาลงโทษทักษิณ ชินวัตรและเครือข่าย จากหลากคดีอย่างต่อเนื่อง จึงปรากฏแนวคิดให้ผู้พิพากษาต้องมาจากการเลือกตั้งบ้าง หรือโฉบไปข้างๆ โดยเสนอ “ระบบลูกขุน” ตามแบบแผนของอเมริกา (และยุโรป? บางส่วน) ซึ่งพอจะเห็นเป็นเงาหางว่า เป็นข้อเสนอในเชิง “ลดพระราชอำนาจ” ซึ่งศาลและตุลาการพิพากษา “ในพระปรมาภิไธย” ของพระมหากษัตริย์ และเป็นก้าวขยับสู่การเป็น “สาธารณรัฐ”

ข้อเสนอ “ยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ด้วยข้ออ้าง “ล้าหลัง-คลั่งชาติ” นั้นฟังแล้วทุเรศราวกับเป็นข้อเสนอของพวก “ขายชาติ” แต่ถ้าพิจารณา “รอยทาง” ของแนวคิดนี้ จะเห็นปรากฏในการสัมมนา (ที่อ้างว่า) วิชาการหลายครั้งหลายคราวของเครือข่ายประชาไท ฟ้าเดียวกัน และนักวิชาการหลายตัว ตลอดจนเครือข่ายคนรักเหลี่ยมปีกล้มเจ้า ที่ประหนึ่งเป็นข้อเสนอเชิงวิชาการแต่เนื้อแท้คือการปลดเงื่อนไขเพื่อนำไปสู่การถล่มสถาบันฯ อย่างเต็มสูบ ลดทอนคุณค่าและจะนำไปสู่การล้มล้างในท้ายที่สุด

ทั้งหมดนี้ผมเชื่อโดยสุจริตว่าเป็นความ “จงใจ” ในการซุกซ่อน “วาระสาธารณรัฐ” ผ่านการฉกโอกาสสร้างการเมืองใหม่ ที่ทั้งแนวคิดและข้อเสนอปรากฏเงาคิดของนักวิชาการบางตัวอย่างแจ่มชัด

Posted in ทัศนะ and tagged . Bookmark the permalink. Print

About n/e

ชายไทยไม่ระบุชื่อ สิ่งมีชีวิตเขตร้อน เกิดและเติบโตเหนือเส้นศูนย์สูตรเล็กน้อย รักในกาแฟรสขมเข้ม นิยมความเงียบ กินอยู่หลับนอนกับแมว ๑๖ ชีวิต
Click the image below for Shared Hosting ONLY $2.48/month

6 Responses to สนนท.-ไฮยีนา กับข้อเสนอล้มล้างสถาบันฯ

  1. noi_pounjadkoo says:

    อีแอบ … มีเยอะในแวดวงการเมือง แอบทำ แอบอ้าง พยายามอ้างประชาชน
    ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งบ้าบ้า ที่ตนสามารถควบคุมได้โดยใช้ทุน
    เอะอะก็เลือกตั้ง เลือกตั้ง พยายามนำเอาวัฒนธรรมแบบอเมริกาเข้ามาใส่
    โดยหารู้ไม่ว่าต่างสถานที่ ต่างวัฒนธรรมนั้น จำเป็นต้องเหมือนกันด้วยหรือ

  2. n/e says:

    อาจจะไม่ใช่เฉพาะความต่าง อเมริกามีความล้มเหลวอยู่ด้วยที่คนพวกนี้ไม่พูดถึง ที่ดูเผินๆ เหมือนระบบเขาดูดี ๑) แต่ถามว่าระบบศาลแบบลูกขุนในอเมริกานั้นดีจริงหรือไม่ หรือมักพบเห็นอยู่บ่อยว่าเกิดการตัดสินตามวิธีคิด ความรู้สึก ความเชื่อของลุกขุนอยู่บ่อยครั้ง บ้านเราก็เคยเกิดปัญหาเลือกคนที่ไม่มีความรู้ทางกฎหมายที่ชัดเจนสุด คือ ศาลรัฐธรรมนูญชุดสัปรังเคชุดนั้น

    ๒) ตัวอำนาจรัฐเองมีปัญหาทับอยู่มากพอสมควรที่ทิศทางนโยบายไม่ได้เป็นไปตามความต้องการของประชาชนแต่เป็นไปเพื่อประโชยชน์ของกลุ่มทุน กลุ่มทุนขนาดใหญ่มีผลอย่างมากต่อการกำหนดทิศทางและนโยบายของสหรัฐ เรียกได้ว่าแทบจะทุกเรื่อง

    ๓) ประชาชนไม่มีทางเลือกทางออกหากไม่พอใจการดำเนินการของรัฐบาล ไม่พอใจนโยบายของบุชก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากรอพ้นตำแหน่ง รับไม่ได้ต่อการประพฤติผิดศิลธรรมของคลินตันก็ทำอะไรได้ไม่มาก แม้มีกระบวนการถอดถอนอยู่แต่เป็นหมันและถูกตัดตอน

    ๔) ฯลฯ

  3. n/e says:

    ขอบคุณครับพี่ศิ พรุ่งนี้จะเข้าไปหาครับ
    ขอโทษด้วยที่ไม่ได้อยู่หน้าจอคอมพ์ เลยไม่ทันได้ตอบในเอ็ม

  4. ronayos says:

    ๗๖ ปีที่แล้วคณะราษฎร์เหิมเกริมคิดสั้นมาครั้งหนึ่งแล้ว
    โดยที่ประชาชนทั่วไปยังไม่พร้อม
    แล้วนักการเมืองนักกินเมืองก็หลอกกินเมืองกันมาตลอด

    จนบัดนี้รัฐบาลก็ยังไม่เคยฟังเสียงอันแท้จริงของประชาชนเสียที

    บัดนี้รัฐบาลตัวแทน thaksin shinawatra และพลพรรคคิดการเหิมเกริมอีก จะให้มีคณะลูกขุน

    อพิโธ่เอ๋ย ตำรวจก็ไม่ได้เรื่อง อัยการก็ไม่ได้ราว นิติวิทยาศาสตร์ก็ไปไม่ถึงไหน ทนายสมชายหายไปยังหาไม่เจอ
    จักรภพหมิ่นสถาบัน ยังไม่จับ
    พวกเหิมเกริมแบบโง่ๆ :555+: :อ๋าย: :อ๋าย:

  5. :ดำๆ: :ดำๆ:

    อ่านแล้วน่าเป็นห่วงระบบในบ้านเรา

    ว่าแต่ว่าผมไปเจอเว็บนี่มา http://www.cdthai.org/ ไม่ทราบว่าเพื่อนๆ คิดเห็นเนื้อหาว่าอย่างไร

    เค้าพยายามเสนอ ระบบประชาธิปไตย ที่เรียกว่าประชาธิปไตยแบบสอดคล้อง แต่เน้นความสำคัญอยู่ที่ตัว สส. และ รัฐมนตรี โดยเนื้อหาไม่ได้เน้นที่ตัว ประชาชนเลยอ่ะ (คร่าวๆนะ)

  6. n/e says:

    @Silance Mobius
    ขอบคุณสำหรับลิงค์นั้นนะครับ ไว้จะลองศึกษาความคิดเขาดู อาจมีส่วนดีส่วนไม่ดีที่เราควรพิจารณาในวาระที่เป็นเวลาของการเปลี่ยนผ่าน

    @ronayos
    กรณีของคณะราษฎร มีหลายเรื่องที่ซ้อนทับกัน มีทั้งเจตนาดี ความเข้าใจปัญหาที่คลาดเคลื่อน การต้องการอำนาจของบางกลุ่ม ยุคนั้นเป็นจุดเปลี่ยนของเวลาที่สำคัญครั้งหนึ่งของโลกไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย

    เราเห็นผลแล้วว่าการเปลี่ยนแปลงโดยคณะราษฎรให้ผลอย่างไร แต่ถ้าผลที่อาจจะเป็นถ้าเราเปลี่ยนแปลงตามแนวของในหลวงรัชกาลที่ ๗ นั้นจะเป็นอย่างไร ก็ได้แต่คาดเดาเพราะสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้น สิ่งนี้ผ่านไปแล้ว เราจึงต้องอยู่กับข้อเท็จจริงปัจจุบัน และแก้ไปตามเหตุที่เป็นอยู่