ขออนุญาตหยิบบางส่วนของบทความจากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๕๑ ของทีมข่าวการเมืองมาให้อ่าน เปรียบเทียบบทบาทและท่าทีของนายสมัคร สุนทรเวช ที่มีต่อรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เมื่อปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๑ ชนิดที่บทความดังกล่าวขึ้นหัวข้อว่า “จากของแสลงกลายเป็นยาวิเศษ รธน. ๔๐ แม่แบบที่สมัคร (ไม่เคย) ต้องการ”
———————-
ดังจะเห็นจากนายสมัคร เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ใช้โอกาสหลายครั้งหลายเวทีสวดยับรัฐ ธรรมนูญ ๒๕๕๐ ว่าเป็นรัฐธรรมนูญเฮงซวยบ้าง เป็นรัฐธรรมนูญฉบับ คมช.บ้าง พร้อมกับเชิดชูรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ว่าดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ ต้องนำมาเป็นแม่แบบแก้ไข
แต่ทว่าหากย้อนหลับไปเมื่อปี ๒๕๔๐ นายสมัคร ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรค ประชากรไทย ได้ออกมาประกาศ “ค้าน” รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ แบบหัวชนฝา และออกมาวิพากษ์ วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ หลายประเด็น
ให้ชัดกว่านั้น เมื่อพลิกดูการประชุมสภาเพื่อพิจารณาลงมติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ คราวนั้นนายสมัคร พร้อมสมาชิกพรรคประชากรไทย ๑๘ คน แสดงจุดยืนไม่เข้าร่วมประชุม อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนุญ ๕๗๘ เสียง ไม่เห็นด้วย ๑๖ เสียง และงดออก เสียง ๑๗ เสียง โดยสมาชิกไม่เข้าร่วมประชุม ๔๐ คน
ถ้าไล่เรียงจากบทสัมภาษณ์เมื่อปี ๒๕๔๐ ก็ยิ่งเห็นท่าทีของนายสมัคร คือรัฐธรรมนุญฉบับปี ๒๕๔๐ เริ่มตั้งแต่เมื่อวันที่ ๖ มิ.ย. ๒๕๔๐ นายสมัคร กล่าวว่า “ไม่รับ” และ “ไม่ค้าน” พร้อมให้อิสระลูกพรรค เต็มที่ในการตัดสินใจลงมติ แต่โดนส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับมาตรา ๑๕๙-๑๖๐ เรื่องเอกสิทธิ์คุ้มครอง ในหมวดศาล เพราะไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งในเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการสร้างอำนาจที่ ๔ ขึ้นมา ให้อำนาจบุคคล ๙ คน มีอำนาจมโหฬาร กลายเป็นคนชี้เป็นชี้ตายไม่รู้ว่าบางอำนาจจะเป็นการรุกล้ำอำนาจของพระมหากษัตริย์หรือไม่
นอกจากนี้ ยังไม่เห็นด้วยกับประเด็นศาลพิพากษาคดีนักการเมืองที่ไม่มีการอุทรณ์ เพราะแค่เริ่มต้น ก็ไม่ไว้ใจกันแล้ว ดูแคลนคนอื่น เขียนกฎหมายปิดล้อมว่ากล่าว กระแทกแดกดัน แต่กลับบอกว่าดีที่สุด
วันที่ ๓ มิ.ย. ๒๕๔๐ นายสมัคร ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าจะไม่รับร่างรัฐธรรมนุญปี ๒๕๔๐ แน่นอน เพราะเขียนโดยไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ทั้งนี้อยากให้ ส.ส.ร. รับฟังความคิดเห็นจากรัฐสภา ด้วยการเปิดให้มีการประชุมหารือระหว่างทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่ใช่พูดแต่ฝ่ายเดียว
วันที่ ๑๔ ส.ค. ๒๕๔๐ นายสมัคร กล่าวยืนยันว่า พรรคประชากรไทยจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ โดยไม่เห็นด้วยกับประเด็นที่ต้องให้รัฐมนตรีต้องลาออกจาก สส. โดยคิดว่าจะทำให้หยุดโกงได้และที่อ้างว่าถ้าพิจารณาทั้งหมดแล้วมีส่วนดีมากกว่า แต่ถ้าข้างในเป็นเอดส์จะเอาหรือไม่
“ทำไมร่างออกมาจะต้องดี และต้องรับ นี่หรือประชาธิปไตย ถ้าไม่เอาของผมบ้านเมืองจะต้องเกิดจลาจล ต้องนองเลือด บ้าหรือเปล่านี่ สื่อมวลชนไม่เห็นว่าผิดปกติ กลับไปชื่นชม“
นอกจากนี้ ในการชี้แจงนายกนรัฐมนตรีเพื่อแสดงจุดยืนในการรับร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ ๕ ก.ย. ๒๕๔๐ มีสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ยกเว้น สส.พรรคประชากรไทยที่ไม่เข้าร่วมประชุม พร้อมประกาศจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และงดออกเสียงในวันลงคะแนน และพร้อมถอนตัวหากพรรคร่วมรัฐบาลไม่พอใจในจุดยืนครั้งนี้
ถัดมาในวันที่ ๑๐ ก.ย. ๒๕๔๐ นายสมัคร อภิปรายร่างรัฐธรรมนูญในวาระที่สภาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ว่า การประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะได้ศึกษาร่างรัฐธรรมนูญมานาน และยังจบนิติศาสตร์บัณฑิต เรียนรู้รัฐธรรมนูญมา ๔๐ ปี และเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่ให้เอกสิทธิ์คุ้มครอง สส. ระหว่างการอภิปรายในสภา
“ส.ส.ร ไม่มีประสบการณ์ เนื้อหาการร่างรัฐธรรมนูญจึงมีปัญหาในทางปฏิบัติ เนื้อหาที่กำหนดไว้มีเจตนาแอบแฝงที่บางคนยังไม่รู้ วันข้างหน้าเชื่อว่าประชาชนคงได้รู้ว่าผลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นอย่างไร“
ผ่านมา ๑๐ ปี นายสมัคร เปลี่ยนสถานะจากหัวหน้าพรรคประชากรไทยมาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ขยับจากรองนายกรัฐมนตรีขึ้นมานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี มุมมองความคิดเห็นต่อ “รัฐธรรมนุญ ๒๕๔๐” ที่เคยคัดค้านมาตลอด เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
จากการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ ๔ เม.ย. ๒๕๕๑ ที่ทำเนียบรัฐบาล ตอนหนึ่งนายสมัคร วิจารณ์รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ไม่เหลือชิ้นดี แถมยกย่องรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ชนิดเป็นคนละคนกับหัวหน้าพรรคประชากรไทยสมัยคัดค้านรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐
“…ก็รู้ว่าสู้ฉบับ ๒๕๔๐ ไม่ได้ แต่เขาต้องการแก้ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับเก่าดีเกินไปสำหรับนายกฯ ทักษิณ ก็บอกว่ารัฐธรรมนูญมันไปเอื้อรัฐบาลจนมีความแข็งแรงมาก รัฐบาลก็เลยโกง ทุกคนก็รู้กันว่ารัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ มันดี มีเจตนาทำให้รัฐบาลแข็งแรง มันโกง เขาก็เลยปฏิวัติฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง และร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เรื่องนี้ไม่น่าจะลืม ก็หวังว่าที่พูดวันนี้คนทั้งประเทศต้องไม่ลืม”
ครั้งนั้นนายสมัคร ยังได้ย้อนถามสื่อด้วยว่า ถามหน่อยสิว่าหากไม่มีคนชื่อนายกฯ ทักษิณ เกิดขึ้นมา รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ จะยังอยู่ไหม ยังอยู่ เพราะไม่มีเศรษฐีมาเล่นการเมือง แต่นี่โชคไม่ดีเพราะมีเศรษฐีมาเล่นการเมือง หากพรรคประชาธิปัตย์เป็นคนเล่นการเมือง ป่านนี้รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ยังใช้อยู่แน่นอน เพราะพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่เศรษฐี แล้วก็ไม่คิดแบบเศรษฐีคิด
ล่าสุดเมื่อวันที่ ๑๓ เม.ย. ๒๕๕๑ นายสมัคร ยังกล่าวผ่านรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ว่า มีคนบอกว่ารัฐธรรมนูญเก่าดีเกินไป ดีเสียจนทำให้รัฐบาลมาใช้อำนาจทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวง ไม่จงรักภักดี ว่ากันไป ไม่อยากฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่ต้องพูด เพราะเมื่อออกรัฐธรรมนูญใหม่ก็บอกเลยว่า ไม่ต้องการให้รัฐบาลแข็งแรง เขาบอกเลยทำอย่างนั้นทำอย่างนี้
“รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ก็ดีอยู่แล้ว เขียนให้เลือกตั้งเขตละ ๑ คน คนละ ๑ เขต อยู่ดีๆ ๔๐๐ คน บวกอีก ๑๐๐ คน มันคุ้นเคยกันมาตั้งนาน เลือกกันมา ๒ หนแล้ว อยู่ดีๆ กลับไปเลือก ๑๕๗ เขต เลือก ๑ เลือก ๒ เลือก ๓ ยุ่งไหมครับ ถามสิที่ทำต้องการอะไร ทำให้มันยุ่งครับ“
——————————–
บทความของทีมข่าวการเมือง โพสต์ทูเดย์ เรียกว่าเป็นการ “ตบหน้า” และ “ตบปาก” คนที่สักแต่จะหาเหตุผลมารองรับความชอบไม่ชอบของตัวเอง


คนมีปัญญาทราม ได้ยศแล้วย่อมประพฤติสิ่งที่ ไม่เป็นประโยชน์แก่ตน
ย่อมปฏิบัติเพื่อเบียดเบียนตนและผู้อื่น (พุทธสุภาษิต)
ทำได้ทุกอย่างเลยนะเนี้ยยอมแม้กระทั้งกินน้ำลายตัวเองที่ถมลงพื้นเพื่อพรรคตัวเองกับไอ้คนชักไยได้มีอำนาจ ยอมรับคนมันเลวโดยสันดานแก้ยาก
คนเราเกิดมาก็ต้องทำตามหน้าที่ครับ
สมัยก่อนเป็นรัฐบาลใครจะมาลดอำนาจก็ต้องขัดขวาง
ตอนนี้ก็คงไม่ต่างกัน ถึงแม้การกระทำจะต่างกัน แต่เหตุผลเดียวกันโดยแท้