เห็นใครๆ ในเอ็มเขียนอะไรในทำนองแฮปปี้วาเลนไทน์ ก็ขอโหนกระแสอวยพรกะเขาหน่อย “แฮ๊ปน้อยๆ ปี้นานๆ” นะครับ ส่วนผมนี่ติดกินกาแฟรสขมไปเสียแล้ว เรื่องหวานๆ เห็นท่าว่าจะยาก และไม่ค่อยจะสนใจใส่ใจกับวัฒนธรรมตะวันตกสักเท่าไหร่ วันไหนๆ ก็เหมือนกัน
เรื่องแปลกนอกจากมาตรการป้องกันมหกรรมจึ๊กๆ ในช่วงวันแห่งการทำรักแล้ว อีกพวกพยายามจะดึงกลับมาเป็นไทยก็เพ้อๆ เข้ารกเข้าพก ชวนรักโน่นรักนี่ รักอย่างไทย และไกลไปถึงเทพเจ้าฮินดู ก็สนุกกันเข้าไปครับ มั่วกันให้สนุก ผสมกันให้เละเทะ
วันนี้เขียนเรื่องเครียดเอาไว้เรื่องหนึ่ง ว่าด้วยศาสตร์อันเกี่ยวกับ “กำพืดหมักวิทยา” แต่เห็นว่าจะชะลอไปก่อน เลยเอาเรื่องเบาๆ มาเล่าสู่กันฟัง
สมัยยังหนุ่มแน่น ตัวขาวปากแดง อยู่นั้นมีสาวมาสนใจกับเขาด้วยครับ อันที่จริงแล้วพอขึ้นมัธยมปลายผมก็ตั้งใจว่าจะไม่มีแฟน ถึงชอบก็เฉยไม่พยายามเข้าไปผูกไมตรี แต่คนเขาจะมารักมาชอบนี่ห้ามได้ที่ไหน ใช่มั๊ยครับ
ตอนจะปิดเทอม ม. ๕ ผมไปเป็นพี่เลี้ยงค่ายผู้บำเพ็ญประโยชน์ สาวๆ ม.ต้น ชุดสีฟ้าครับ เขาไปออกค่ายกันริมทะเลที่ขนอม สนุกสนานดีแต่ว่ามีน้อง ม. ๒ คนหนึ่งเกิดมาสนใจผม (ไอ้เราก็แปลกใจ ขี้ริ้วขี้เหร่อย่างเรายังอุตส่าห์มีคนมอง) เพื่อนๆ น้องคนนั้นนั่นแหละเป็นสะพานมาต่อเชื่อม น้องเขาหน้าตาน่ารักครับ แถมไม่ใช่ย่อมๆ (โอ๊ะ พูดอะไรออกไป) สาววัยรุ่น น่ารักตามวัย เหมือนดอกไม้ที่เพิ่งแรกตูม ยังไม่พลิบานกร้านแดด
วันนั้นเพื่อนๆ เธอขอให้ผมช่วยไปผูกเต้นท์ให้ ผมมองเธอที่ใบหน้าเปื้อนเหงื่อด้วยความรู้สึกอย่างหนึ่ง เป็นความสุขที่ตื้นเต็มใจ คืนถัดมาผมเข้าเวรรอบที่ไม่ดึกนัก เธอมาชวนผมเดินเล่นริมทะเล
จากค่ายวันนั้น จนอีกนานเท่าไหร่ผมจำไม่ได้ ที่ได้พบเจอเธอบ้างห่างๆ เห็นผ่านๆ หลายครั้ง ปกติเวลาพักผมจะอยู่กันเพื่อนสองสามคน ตามที่นั่งใต้ร่มไม้ในโรงเรียน เธอและเพื่อนๆ แวะมาคุยด้วยสองสามคำเสมอ จนบ่ายวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ เธอแวะมาหาผมที่ลานมะขาม ถามผมอายๆ ว่า พรุ่งนี้แลกดอกกุหลาบกันไหม
แลกดอกกุหลาบ? เฮ่อ เดือดร้อนสิครับ จำต้องฝากเพื่อนที่บ้านอยู่ในเมืองซื้อกุหลาบมาให้ รายนั่นก็เข้าใจทำ รับฝากซื้อกุหลาบแถมมีคิดเปอร์เซ็นต์อีกต่างหาก ไอ้ผมอายก็อาย แต่จำใจต้องฝากเขาซื้อ จนบ่ายวันถัดมากุหลาบเริ่มเฉาแล้วจึงได้เจอหน้า และแลกกุหลาบกัน กุหลาบดอกนั้นยังอยู่กับผมในรูปของสำเนาลายเส้นถ่ายเอกสาร ผมวาดตั้งแต่ตอนนั้นครับ
จากที่เริ่มคบกันอะไรๆ ก็เปลี่ยนไป เจอกันชั่วไม่กี่นาทีตอนเช้า แทบไม่เคยถูกเนื้อต้องตัว ที่ถูกเนื้อต้องตัวมากสุดคือที่เธอมาจับมือผม ก็แค่ไม่กี่ครั้ง สมัยนั้นเด็กมัธยมมีอะไรกันมีครับ แต่ไม่เอิกเกริกมากนัก
เทอมถัดมาอะไรก็เหมือนไม่เป็นอย่างที่เคยเป็น ลุ่มๆ ดอนๆ อะไรที่เรียกว่าความสุขเปลี่ยนไปเสียหมด จนวันหนึ่งได้ข่าวมาว่าเธอไปชอบอีกคนที่เรียนห้องเดียวกัน ผมก็หายหน้าจากทางเดินเดิมๆ ย้ายตัวเองไปอยู่ห้องสมุดและอ่านหนังสือต่างๆ จนแทบเกลี้ยงห้องสมุด
และ ๑๔ กุมภาของปีนั้น ผมไม่ต้องเดือดร้อนเรื่องดอกกุหลาบอีก แต่หลังวาเลนไทน์เธอก็กลับมาพร้อมช็อคโกแล็ตกล่องใหญ่ แต่ข้าพเจ้าเป็นคนใจร้ายเสียแล้วตอนนั้น การปฏิเสธไมตรีคนนั้นเป็นสิ่งวิเศษนัก!


ใจร้ายอ่ะ
ว่าใครอ่า
ทังใจร้าย ทั้งใจดำ
“แต่ข้าพเจ้าเป็นคนใจร้ายเสียแล้วตอนนั้น การปฏิเสธไมตรีคนนั้นเป็นสิ่งวิเศษนัก!”
โอ สนทนากับน้องท่านเพียงค่ำคืน ซึ้งกว่าคร่ำเคร่งตำรานับสิบปี
เพิ่งรู้ว่าน้องท่านสำเร็จวิชา สบั้นสวาทแล้ว
ไม่คุ้มเลยพี่ พอปฏิเสธ ไอ้คนที่ไม่เคยเห็นด้วยตอนคบกัน แปรพักตร์มาด่าว่าใจร้ายว่ะ
สะบั้นสวาท ฟังแล้วหวาดเสียว
เด็ดขาดดีก่าปล่อยให้ยืดเยื้อ
เด๋วน้องเค้าคิดไปเพ้อเจ้อใช่มั๊ยคับ
อยากย้อนเวลากลับไปเมื่อตอนยังมีคนที่ยังรักเรา อยากทำอะไรให้เขารู้สึกดีมีความสุข แต่พอมาคิดได้มันก็สายไปจริงๆ แต่ช่วงนี้นั้นผมก๋็ขี้อายนำละ มันเลยไม่มีอะไรคืบหน้าเหมือนคนอื่นเขา