ASTV-ธัญญทิพย์ ข้าวตรามือ: วงแตก แยกทาง

Date 2 December 2009 - 13:41

ผมอาจจะเป็นรานแรก ๆ ที่สั่งข้าว ASTV ตรามือ และนำมาประชาสัมพันธ์ในเว็บ แถมแบกไปแจกพรรคพวกให้ได้ลองใช้ นัยว่าเป็นการสนับสนุนเอเอสทีวีในทางหนึ่ง กระทั่งระยะหลังเอเอสทีวีขนผลิตภัณฑ์อื่นออกโฆษณา รวมถึงข้าวยี่ห้ออื่น พร้อม ๆ กับการจากไปของโฆษณาข้าวตรามือ

มีคำถามที่ไม่ได้ถาม มีข้อสงสัยที่ไม่ต้องการคำตอบ เพราะระยะหลังผมไม่ได้หุงข้าวกิน ฝากท้องไว้กับข้าวสวยถุงละห้าบาท

จนเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้รับข้อความจากบริษัทธัญญทิพย์ แจ้งการเปลี่ยนคอลเซ็นเตอร์และโปรโมชั่นใหม่ ก็เข้าใจว่าเกิดอาการวงแตก และเมื่อสองสามวันที่ผ่านมา ปรากฎการตัดสัมพันธ์ผ่านจอเอเอสทีวี ที่ฟังดูก็แรงไม่หยอก ท่าจะหมางใจกันเสียแล้ว

ประเด็นนี้ น้องกิตินันท์ ไว้น่าสนใจ

มีบางประเด็นที่คนวงในรู้ แต่คนวงนอกไม่รู้ เป็นคำบอกเล่าจากมิตรสนิท ที่เดินเข้าออกเอเอสทีวีอยู่บ่อยครั้ง กรุณาเล่าสู่กันฟังเมื่อเกือบสัปดาห์ที่ผ่านมา

เรื่องของเรื่องคือ แรกเริ่มมีการตกลงการแบ่งผลประโยชน์การขายข้าวตรามือไว้ที่เดือนละ ๕ แสน อาจะเป็นการประกันความเสี่ยงไว้ระดับหนึ่งในกรณีที่ทำออกมาแล้วขายไม่ได้ กรณีนี้ ขายได้มาก-ได้น้อยเท่าไหร่เอเอสทีวีจะมีรายรับจากข้าวที่ ๕ แสน ต่อเดือน

ไม่ว่าพ่อแม่พี่น้องช่วยซื้อข้าวมากขึ้นอีกเท่าใด เอเอสทีวีก็ได้ ๕ แสน นี่อาจจะเป็นปฐมบทของการสิ้นสุดสัมพันธ์ในวันนี้

ตัวเลข ๕ แสนเมื่อแรกเริ่ม เป็นการสะท้อนความไม่มั่นใจต่อฐาน/กำลัง/ผู้สนับสนุนเอเอสทีวีหรือไม่ ..เป็นคำถามปลายเปิด



ความเดิมประเด็นใกล้เคียงกัน

(บางทีระบบก็มั่ว ..แต่คลิกอ่านเถอะ)



7 ความเห็น ใน “ASTV-ธัญญทิพย์ ข้าวตรามือ: วงแตก แยกทาง”

  1. อาม่า

    ๕ แสน หรือ ๒ แสน …บางคนบอกว่าธัญญทิพย์ให้ ๒ แสน ต่อเดือน

    แต่ไม่ว่าจะเท่าไรก็ช่าง…ก็ยังดีใจที่ ASTV ประกาศตูม…แบบนี้

    จะได้ลบความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้น จากการแสวงหาผลประโยชน์จากศรัทธาประชาชน

    เพราะตอนนี้การแสวงหาผลประโยชน์ดังกล่าว เกิดขึ้นมากมายในสังคมพันธมิตร

    จนบางครั้งเราต้องตีตัวออกห่างจากสังคมวงใน น่ากลัว จริงๆ

    พันธมิตร และ ASTV ต้องกล้าพูดให้มากขึ้น

    ทุกคนยินดีซื้อสินค้าของ ASTV แพงไม่ว่าแต่ต้องสนับสนุนทีวีของประชาชน

    ไม่ใช่ซื้อไปแล้วเจอตัวปลอม หลอกรับประทาน เจอมาเยอะ

  2. Kittinunn

    พูดถึง ASTV Products เกี่ยวกับข้าวตรามือ ผมกล่าวถึงที่บล็อกในแง่มุมที่เกี่ยวกับพฤติกรรมระยะหลังๆ ของธัญญทิพย์ โดยเฉพาะการแจกใบปลิว และการส่ง SMS ไปยังลูกค้าที่อุดหนุนข้าว ASTV ตรามือ แต่แง่มุมอื่นๆ ขอเล่าเท่าที่รู้ ผมอาจจะพูดตรงไปตรงมา บางอย่างอาจไม่ตรงกันซึ่งชี้แจงกันได้ แต่ถ้าพี่เนเห็นว่าสิ่งที่ผมกล่าวถึงไม่สมควร ก็ลบออกได้ครับ

    ว่ากันด้วยข้าวตรามือ ระยะแรกๆ ธัญญทิพย์ก็ใช้วิธีสปอนเซอร์เอเอสทีวีเบื้องต้น 500,000 บาท ส่วนจะกำไรแล้วแบ่งเพิ่ม หรือขาดทุนธัญญทิพย์รับเละอันนี้ก็ไม่รู้ แต่ระยะหลังๆ คุณปั๊บ ลูกชายคุณสนธิลงมาดูแล ASTV Products โดยตรง แล้วปรากฏว่ามีผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิออกมา แม้จะคนละอย่าง+เกรดพรีเมี่ยม ทำเอาฝ่ายธัญญทิพย์ออกอาการน้อยใจ ก็เลยไม่ต่อสัญญา

    ที่ผ่านมาปัญหาของ ASTV Products มันมีหลายซ้ำหลายซ้อน ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต อย่างกลุ่มแม่บ้านที่ต้องการจะขายผ่านเอเอสทีวีโดยขอไม่ใส่โลโก้เอเอสทีวี เพราะไม่อย่างนั้นเวลาเอาไปขายที่อื่นก็จะขายไม่ได้ แต่ทางคุณปั๊บเห็นว่า มันต้องโลโก้เอเอสทีวีเท่านั้น ก็เลยเป็นปัญหาที่ว่า คนที่จะผลิตสินค้าป้อนให้เอเอสทีวีมันจะต้องเฮ้าส์แบรนด์จริงๆ ทุกวันนี้การจะเอาสินค้ามาขายเอเอสทีวีได้ก็มีอยู่สองอย่าง อย่างนึงที่จำได้คือลงสปอนเซอร์ รู้สึกว่าตอนนี้จะอยู่ที่ 250,000 บาทต่อเดือนกระมัง

    อย่างไรก็ตาม ภาพสะท้อนการทำงานของ ASTV ไม่ว่าจะเป็นสื่อหรือสินค้าตราสัญลักษณ์ ASTV หลังจากที่ลุงสนธิวางมือจากสื่อเพื่อเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ก็มีคนเล่าให้ฟังถึงสไตล์การทำงานของเอเอสทีวีและเครือผู้จัดการตอนนี้ว่าอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะสไตล์การทำงานระหว่างลุงสนธิกับลูกชายไม่เหมือนกัน ลุงสนธิเป็นคนที่กล้าลุย กล้าได้กล้าเสีย การทำงานของเขาแบบว่าดูกันที่เนื้องานเลยก็ว่าได้ แต่คุณปั๊บเข้าใจว่ายังติดเที่ยว ไม่ค่อยได้ดูแลมากเหมือนกับพ่อ ประเภทสั่งๆ งานแล้วก็ไป แต่ลุงสนธิก็ไม่ได้ว่าอะไร ซึ่งก็คิดว่าเพราะไม่อยากก้าวก่ายในกิจการของลูก และต้องการฝึกให้รู้จักการบริหารธุรกิจแบบ CEO ซึ่งหนักกว่าการเป็นเจ้าของบริษัทการ์ตูนที่เคยทำมากนัก

  3. Kittinunn

    พูดถึง ASTV Products เกี่ยวกับข้าวตรามือ ผมกล่าวถึงที่บล็อกในแง่มุมที่เกี่ยวกับพฤติกรรมระยะหลังๆ ของธัญญทิพย์ โดยเฉพาะการแจกใบปลิว และการส่ง SMS ไปยังลูกค้าที่อุดหนุนข้าว ASTV ตรามือ แต่แง่มุมอื่นๆ ขอเล่าเท่าที่รู้ ผมอาจจะพูดตรงไปตรงมา บางอย่างอาจไม่ตรงกันซึ่งชี้แจงกันได้ แต่ถ้าพี่เนเห็นว่าสิ่งที่ผมกล่าวถึงไม่สมควร ก็ลบออกได้ครับ

    ว่ากันด้วยข้าวตรามือ ระยะแรกๆ ธัญญทิพย์ก็ใช้วิธีสปอนเซอร์เอเอสทีวีเบื้องต้น 500,000 บาท ส่วนจะกำไรแล้วแบ่งเพิ่ม หรือขาดทุนธัญญทิพย์รับเละอันนี้ก็ไม่รู้ แต่ระยะหลังๆ คุณปั๊บ ลูกชายคุณสนธิลงมาดูแล ASTV Products โดยตรง แล้วปรากฏว่ามีผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิออกมา แม้จะคนละอย่าง+เกรดพรีเมี่ยม ทำเอาฝ่ายธัญญทิพย์ออกอาการน้อยใจ ก็เลยไม่ต่อสัญญา

    ที่ผ่านมาปัญหาของ ASTV Products มันมีหลายซ้ำหลายซ้อน ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต อย่างกลุ่มแม่บ้านที่ต้องการจะขายผ่านเอเอสทีวีโดยขอไม่ใส่โลโก้เอเอสทีวี เพราะไม่อย่างนั้นเวลาเอาไปขายที่อื่นก็จะขายไม่ได้ แต่ทางคุณปั๊บเห็นว่า มันต้องโลโก้เอเอสทีวีเท่านั้น ก็เลยเป็นปัญหาที่ว่า คนที่จะผลิตสินค้าป้อนให้เอเอสทีวีมันจะต้องเฮ้าส์แบรนด์จริงๆ ทุกวันนี้การจะเอาสินค้ามาขายเอเอสทีวีได้ก็มีอยู่สองอย่าง อย่างนึงที่จำได้คือลงสปอนเซอร์ รู้สึกว่าตอนนี้จะอยู่ที่ 250,000 บาทต่อเดือนกระมัง

    อย่างไรก็ตาม ภาพสะท้อนการทำงานของ ASTV ไม่ว่าจะเป็นสื่อหรือสินค้าตราสัญลักษณ์ ASTV หลังจากที่ลุงสนธิวางมือจากสื่อเพื่อเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ก็มีคนเล่าให้ฟังถึงสไตล์การทำงานของเอเอสทีวีและเครือผู้จัดการตอนนี้ว่าอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะสไตล์การทำงานระหว่างลุงสนธิกับลูกชายไม่เหมือนกัน

    สนธิเป็นคนที่กล้าลุย กล้าได้กล้าเสีย การทำงานของเขาแบบว่าดูกันที่เนื้องานเลยก็ว่าได้ แต่คุณปั๊บเข้าใจว่ายังติดเที่ยว ไม่ค่อยได้ดูแลมากเหมือนกับพ่อ ประเภทสั่งๆ งานแล้วก็ไป แต่ลุงสนธิก็ไม่ได้ว่าอะไร ซึ่งก็คิดว่าเพราะไม่อยากก้าวก่ายในกิจการของลูก และต้องการฝึกให้รู้จักการบริหารธุรกิจแบบ CEO ซึ่งหนักกว่าการเป็นเจ้าของบริษัทที่เคยทำ

  4. นอ นิม คนมีนอ

    “วงแตก แยกวง” :ยิ่มแฉ่ง

    คิดว่าวันก่อนเราฉีดน้ำยาฆ่าปลวกไปแล้วน่ะ

    กลับกลายเป็นว่า มันรวบรวมสมัครพักพวกมา กินบ้านเราเสียฉิบ…..(คิดเอาเอง) :ดำๆ:

    ถ้ามีงวดหน้าคงต้อง ฆ่าหัวหน้าปลวกตัวใหญ่สุดก่อน :แม่มๆ:

  5. ศรีชล

    ผมได้โพสท์ไว้ใน OK Nation ก็เลยอยากจะเอามาโพสท์ที่อื่นด้วยเพราะขี้เกียจเขียนใหม่ ดังข้างล่างนี้ครับ

    อยากให้ฟังทั้งสองฝ่ายครับ บังเอิญผมรู้จักเจ้าของธัญทิพย์ ปรกติเค้าเป็นคนดีครับ ทำการค้ามานาน และมีชื่อเสียงในทางที่ดี และเป็นแฟนพันธมิตรตัวยงด้่วยครับ วันเกิดของเค้าก่อนที่จะเริ่มทำธุรกิจกับเอเอสทีวี ยังบริจาคให้พันธมิตรเนื่องในวันเกิดประมาณหนึ่งล้านบาท แล้วยังไปร่วมกิจกรรมพันธมิตรอีกหลายต่อหลายครั้ง พอดีเค้าได้ฟังจากคุณสนธิว่าอยากทำข้าวเอเอสทีวี เค้าก็เลยเห็นว่าเค้ามีศักยภาพที่จะทำได้ ก็เลยคิดว่าจะทำ บริษัทธัญทิพย์เค้าจะต่างกันกับคนอื่นที่ว่า เค้าเป็นต้นคิดเรื่องคอลเซ็นเตอร์ และ โฮมดิลิเวอรี่ เค้าก็เข้าไปปรึกษากับคุณสนธิ เพราะเค้าเตรียมตัวที่จะลงทุนสร้างคอลเซ็นเตอร์ กับ ศูนย์จัดส่ง แต่คุณสนธิเสนอว่าจะทำคอลเซ็นเตอร์เอง ทางบริษัทฯก็เลยลงทุนแต่ในเรื่องศูนย์จัดส่ง ซึ่งเค้าลงทุนเพื่อรองรับการส่งประมาณหนึ่งหมื่นถุงต่อวัน แต่เมื่อมีการค้าขายจริง มีการส่งเพียงพันถุงต่อวัน นอกนั้นมักเป็นการส่งในต่างจังหวัด ซึ่งไม่ได้ใช้ศูนย์จัดส่งของเค้า ทำให้เค้าเหลือกำลังการจัดส่งมาก ตอนนั้นก็มีผงซักฟอกเอเอสทีวีเข้ามาให้เค้าช่วยทำโฮมดิลิเวรี่ ทำไปได้ไม่นาน เอเอสทีวีก็มีความคิดที่จะทำศูนย์จัดส่งเอง ผงซักฟอกเอเอสทีวี ก็เลยไม่ได้ใช้ศูนย์จัดส่งของบริษัทธัญทิพย์อีก เค้าก็เลยคิดว่า ต้องทำสินค้าโฮมดิลิเวรี่ตัวอื่นมาแชร์ต้นทุนการจัดส่ง แต่เค้าเป็นบริษัทค้าพืชผล ก็เลยคิดว่า ข้าวเอเอสทีวี ลูกค้าอาจจะแคบ เนื่องจากเป็นลูกค้าที่ดูรายการเอเอสทีวีเท่านั้น ครั้นจะไปโฆษณาข้าวเอเอสทีวีที่อื่น ก็รู้สึกว่าจะมีข้อห้าม หรือ อาจจะมีการคุยกันว่า ห้ามไปโฆษณาที่อื่น เค้าเลยคิดว่าต้องออกข้าวยี่ห้ออื่นขึ้นมา เพื่อจับกลุ่มคนที่ไม่ได้ดูเอเอสทีวีเพิ่มขึ้น จึงออกข้าวยี่ห้อธัญทิพย์ขึ้น และประชาสัมพันธ์ในหน้าหนังสือพิมพ์อื่นๆที่ไม่ใช่กลุ่มเอเอสทีวี

    ผมว่าเรื่องนี้ก็น่าเห็นใจทางบริษัทธัญทิพย์ เนื่องจากว่าเค้าได้เสี่ยงทำคอนเซ็บโฮมดิลิเวรี่ขึ้นมา และได้ลงทุนสร้างศูนย์จัดส่งเพื่อรองรับคอนเซ็บนี้ แต่อาจจะทำใหญ่เกินไป และเค้าไม่ได้คิดว้่าทางเอเอสทีวีจะไม่ต่อสัญญาให้เค้า ซึ่งก็เหมือนกับหากเราไปเช่า้บ้านคนอื่นมาทำร้านเบเกอรี่คอนเซ็บใหม่ เราเริ่มทำตลาด เริ่มลงทุนตกแต่งร้าน โดยหวังว่าเมื่อกิจการเจริญเติบโต จะสามารถทำกำไรไปได้นานๆ และความคิดแรกก็คือ ค่าเช่าจะได้เป็นรายได้ให้กับเจ้าของบ้านด้วย แต่พอทำไปหกเดือน การตลาดเริ่มได้ผล ก็ปรากฎว่าเจ้าของบ้านจะไม่ให้ทำต่อ และจะเอาคอนเซ็บนี้ไปทำเอง เจ้าของร้านก็ต้องดิ้นสิครับ เรื่องนี้จะโทษใครก็ไม่ได้ เจ้าของบ้านก็มีสิทธิ์จะเอาห้องเช่าคืน เจ้าของร้านเค้าลงทุนไปแล้ว ยังไม่คืนทุนก็ต้องขาดทุนเป็นธรรมดา เค้าก็พยายามทำให้ตัวเองไม่ต้องขาดทุน คนมาเ่ช่าใหม่ เค้าไม่ต้องมีความเสี่ยงในการลองตลาด และไม่ได้ลงทุนตกแต่งร้าน ก็ย่อมสามารถรับผลตอบแทนที่น้อยกว่าได้

    ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องธุรกิจครับ ไม่ควรเอามาโจมตีให้เค้าเสียหาย ทางที่ดีควรจะให้โอกาสเค้ามาชี้แจงทางทีวีด้วย เพราะเค้าไม่มีทางสู้รบปรบมือหรอกครับ ทำได้อย่างดีก็พยายามอธิบายทาง SMS ซึ่งจะอธิบายได้ซักกี่ตัวอักษรกัน เมื่อเที่ยบกับทางลูกชายคุณสนธิซึ่งสามารถอธิบายในทีวีได้เป็นครึ่งชั่วโมง วันละสองสามรอบ ผมอยากให้คิดถึงหัวอกคนทำธุรกิจครับ ชื่อเสียงเค้าสร้างมานมนาน แต่ความขัดแย้ังเพียงเล็กน้อย อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้เลยครับ ที่บอกว่ายอดที่เค้าแจ้งมามากกว่าคอลเซ็นเตอร์นั้น ผมว่ามันแสดงความจริงใจนะครับ เพราะเค้าก็รู้ว่ายอดคอลเซ็นเตอร์เป็นเท่าไหร่ หากเค้าจะหลบตัวเลขจริง ทำไมเค้าถึงโง่ขนาดแจ้งยอดที่มากกว่ามาให้เอเอสทีวีล่ะครับ นั่นแสดงถึงความจริงใจนะครับ ส่วนเงินโฆษณาบนหน้าหนังสือพิมพ์กับแบนเนอร์ต่างๆ เค้าก็ไม่ได้เอามาจากกำไรที่ได้จากการขายข้าวเอเอสทีวี แต่เป็นเงินทุนที่เค้ามีอยู่แล้ว และพยายามกอบกู้สิ่งที่เค้าลงทุนไปให้กลับคืนมาต่างหากล่ะครับ ผมคิดว่าเอเอสทีวี น่าจะให้สิทธิพิเศษอะไรเค้าบ้างที่เป็นต้นแบบความคิดด้านคอลเซ็นเตอร์และโฮมดิลิเวรี่ให้ทางเอเอสทีวี และยังกล้าลงทุนทำศูนย์จัดส่งขึ้นมารองรับ จนเอเอสทีวีเห็นว่ามีทางทำได้ และ ไม่ต้องเสี่ยงเหมือนเค้าแต่ตอนแรก

    ผมไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับข้าวธัญทิพย์ แต่คุณพ่อผมเป็นเพื่อนกับเจ้าของ และเรารู้นิสัยบ้านนี้ดี อีกอย่างคุณพ่อผม กับ เจ้าของบริษัทฯก็เป็นแฟนพันธ์แท้พันธมิตร เค้าถึงบอกว่ายังไงก็ยังรักพันธมิตรยังไงล่ะครับ เพียงแต่เรื่องการค้านั้น จะใ้ช้อะไร ระหว่างสัญญา กับความผูกพันทางธุรกิจ เค้าก็ผิดเองที่ไม่ได้ระบุรายละเอียดอะไรในสัญญา จนเมื่อเค้ารู้สึกว่าสิ่งที่เค้าลงทุนคงไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ เค้าจึงต้องดิ้นรนเพื่อให้การลงทุนไม่สูญเปล่า ทั้งที่สิ่งที่คิดไว้แต่แรกก็คือได้ช่วยเหลือเอเอสทีวี ในขณะเดียวกันก็ได้ทำธุรกิจไปพร้อมๆกัน ซึ่งก็ถือเป็น win win แต่เมื่อเหตุการณ์กลับเปลี่ยนไปเป็นอย่างนี้ เค้าต้องขาดทุนเพราะที่เค้าลงทุนไป เค้าได้เก็บเกี่ยวสั้นเกินกว่าที่เค้าคาดการณ์ เราก็น่าจะเห็นใจเค้าที่เัค้าขาดทุน และ อย่าไปโจมตีให้เค้าต้องเสียชื่อเพิ่มเติมเลยครับ

  6. อาม่า

    ขอบคุณค่ะ คุณศรีชล

    ตอนนี้ เหตุการณ์ต่างๆ มันยากเกินเยียวยา

    หากเรื่องราวต่างๆ ที่คุณเล่ามานั้นเป็นความจริง (ซึ่งเป็นไปได้) ก็ต้องถือว่า…ซวย

    คงต้องอาศัยเวลา…ให้คนลืม หรือรอให้บางอย่างล่มสลายไป

    ถ้าเป็นคนดีจริงก็ไม่ต้องกลัว สังคมนี้ไม่ได้มีแค่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

    และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็ไม่ใช่แค่เอเอสทีวี

    เอเอสทีวี เป็นแค่ส่วนหนึ่งของพันธมิตรฯ เท่านั้น

    ทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ เป็นคนดีต่อไปก็แล้วกัน

    แต่ที่บ้านดิฉัน ก็ซื้อข้าวเอเอสทีวี ตรารอยัลเชพไปแล้ว

    แล้วก็คงไม่กลับมาซื้อข้าวเอเอสทีวี ตรามือด้วย

    เปลี่ยนยี่ห้อ ปรับคุณภาพ เปลี่ยนกลุ่มเป้าหมาย เดี๋ยวก็ค่อยๆ ขายได้เอง

    ช่วงก่อนหน้านี้ก็โกยเงินไปได้เยอะแล้ว อาจยังไม่กำไรมาก แต่ก็ได้ไม่น้อยนี่

  7. อรพิน

    ไม่ทราบว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร แต่จากประสบการณ์ที่เคยพบในการสั่งซื้อข้าว คือ ข้าวค่อนข้างแข็ง ไม่น่าจะใช่ข้าวหอมมะลิตามที่โฆษณา ต่อมาขึ้นราคาจาก 480 เป็น 540 บาท และได้รับ SMS ให้สั่งซื้อโดยตรง ไม่ทราบว่าใครพบเหตุการณ์เช่นนี้บ้าง ควรจะเล่าสู่กันฟังและทำให้ความจริงกระจ่าง เพื่อให้คนดีไม่ถูกใส่ร้ายป้ายสี

ร่วมคิดร่วมคุย

คิดอย่างไรว่าไปเถอะครับ แต่ขอร้องอย่าเกรียน อย่าตะแบง อย่านอกประเด็น รังเกียจนักแล.. ภาษาสัตว์เลื้อยคลานไม่ชอบ ไม่พ่นแถวนี้เป็นดีที่สุด เรื่องโกหก บิดเบือนอย่าเสียเวลาพิมพ์..ลบหมด ที่นี่ถิ่นผมถ้าจะเหลี่ยมไปเหลี่ยมไกลๆ ..ความเห็นใดไม่ขึ้นในบัดดล ขอโปรดได้อดทน จะมาตรวจสอบให้

XHTML: คุณสามารถใช้ tags: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

ใส่อารมณ์: :แว่นดำ: :แว: :แลบ: :แม่มๆ: :แง่: :เหล่: :เบี้ยว: :ฮือ: :อ๋าย: :หื่นๆ: :ยิ่มแฉ่ง :ม่ายๆ: :ดำๆ: :ดอก: :ฉงน: :ขยิบ: :Oo: :555+: