เป็นวัน “ศุกร์ดิบ” ที่ควรเป็นวันธรรมดาวันหนึ่ง ส่งท้ายสัปดาห์และวันสิ้นสุดของเดือนกรกฎาคม ที่จะไม่ธรรมดาก็ด้วยว่าเป็นวันที่ศาลชั้นต้นตัดสินคดีนางพจมาน ชินวัตร หลบเลี่ยงภาษี ศาลท่านว่า “โดยความเท็จ โดยฉ้อโกง หรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร” และ “จำเลยทั้งสามนอกจากมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตนเยี่ยงพลเมืองดีทั่วๆไปแล้ว ยังควรดำรงตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีสมฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย” และ “เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่เป็นธรรมต่อสังคมและระบบภาษี”
คดีนี้โทษน้อยไม่เกิน ๓ ปี เข้าใจว่าน่าจะจบเพียงชั้นอุทธรณ์ ไม่ถึงฎีกาตามที่เป็นข่าว การขออุทธรณ์ขยายเวลาได้ ๒ ครั้ง รวม ๖๐ วัน การพิพากษาวันนี้ให้ผลถูกใจไม่ถูกใจอย่างไรก็สุดแล้วแต่ นับว่าเป็นก้าวย่างแรกที่บ้านเราจะก้าวไปสู่ยุคของ “นิติรัฐ” สู่สิ่งที่เรียกว่า “การเมืองใหม่” ซึ่งแทบทุกประเทศในโลกที่มีการทุจริตคอรัปชั่นน้อยจะต้องก้าวผ่านจุดนี้
เมื่อกฎหมายเป็นกฎหมาย กระบวนการนำคนผิดมาลงโทษได้เดินหน้าได้ (แม้ทุลักทุเล) แต่จะช่วยปรับเปลี่ยนประเทศใหม่นับจากนี้ไป จะนับเป็น “เครื่องหมายเตือน” สำหรับคนโกงและนักการเมืองต่อไปข้างหน้าว่า ถ้าทำผิดคิดไม่ซื่อก็จำเป็นที่ต้องถูกขจัดไปด้วยกระบวนการทางกฎหมาย
และเราเห็นว่า ด้วยเหตุนี้เอง พวก “มัน” แต่ละตัวจึงกระเหี้ยนกระหือรือและลุกลี้ลุกลนจะแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่งที่ “เรา” จำเป็นต้องลุกขึ้นขวาง เพราะเมื่อใดก็ตามที่คนทำผิดกฎหมาย อาชญากร ได้รับสิทธิและอำนาจ “เปลี่ยนผิดให้เป็นถูก” เมื่อนั้นก็วิบัติ
นับครั้งได้ว่าในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศเรามีเพียง ๒ ครั้ง ที่จับนัการเมืองมาลงโทษได้ ครั้งหนึ่งคือ สมัยจอมพลสฤษดิ์ ครั้งหนึ่งคือสมัยคุณชวน นักการเมืองบานเราจึงไม่เข็ดขยาดและกลัวเกรง เพราะระบบการเมืองที่เป็นมา ต่างชิงผลประโยชน์และหักกัน แต่ไม่ถึงขั้นเอาผิดกัน เราจึงมีคนอย่างบรรหาร ศิลปอาชา สัตว์นรกอย่างสมัคร สุนทรเวช และอื่นๆ ที่ยังเวียนว่ายอยู่ในน้ำเน่าการเมืองอย่างสบายใจเฉิบ ทั้งที่โกงและกินจนเป็นอาชีพ
และพาให้ชาวบ้านเสียศรัทธาต่อระบบการเมืองการปกครอง เพราะกินกันทุกหน้า และนักการเมืองไม่ว่าพรรคไหนกินเหมือนกันหมดทุกตัว ท้ายสุดนำไปสู่ความเพิกเฉย และไม่ใช่เรื่องของเรา
ทักษิณ ชินวัตร มีคุณูปการอย่างหนึ่งต่อการเมืองไทย คือ สถาปนาของระบบและตัวบุคคลที่ “เลวอย่างที่สุด” และชั่วอย่างบูรณาการ จะเรียกว่าเป็นตัวบุคคลและระบบการเมืองที่ระยำต่ำช้าขั้นสมบูรณ์แบบและบริสุทธิ์อย่างสิ้นสงสัย ก็เรียกได้
การสถาปนาตัวและดำรงอยู่ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ตลอดกว่า ๗ ปีที่ผ่านมา ในทางฟิสิกส์อาจจะเรียกว่าก่อความเครียดกับระบบอย่างที่สุด และหากพิจารณาโดยหลักธรรมชาติ เมื่อพัฒนาสู่ขีดสุดที่จุดหนึ่ง ระบบจะปรับเปลี่ยนและกลับด้านหา “จุดสมดุลใหม่”
เป็นความทนอยู่ไม่ได้ ดำรงอยู่ไม่ได้ในทาง “ธรรม” ที่จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปอย่างที่เรียกว่า “วัฏฏะ” ด้วยการชำระล้างโดย “การะบวนการยุติที่เป็นธรรม” และความ “ทนอยู่ไม่ได้” ของประชาชนจำนวนหนึ่ง ที่ลุกขึ้นมาบอกว่า “พอกันที”
การเปลี่ยนแปลงนับจากนี้จะน่าสนใจอย่างยิ่ง และต้องอาศัยพลังงานอย่างมากในการชำระล้าง ถ้าการชำระล้างครั้งนี้สำเร็จ เราจะเข้าสู่จุดสมดุลใหม่ที่ดีขึ้น กลับกันเราอาจมุ่งสู่อีกจุดที่อุบาทว์อย่างสุดขั้วก็ได้ ที่จะเป็นการล่มสลายของทุกองคาพยบในสังคม วันนั้นมาถึงเราจะอยู่กันอย่างไร
ผมไม่มีความสามารถในการทำนายปรากฎการณ์ แต่วันนี้สองขั้วที่เห็นชัดเหมือนลูกตุ้มนาฬิกา คือ พันธมิตร และกองกำลังหน้าเหลี่ยม ที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงทั้งวิธีคิดและพฤติกรรม กับอีกพวกที่อยู่ตรงกลางที่จะเป็น “ก้าง” และรับประโยชน์จากชัยชนะของทุกฝ่ายโดยไม่ต้องลงทุน รวมถึงอีกแอบในคราบนักวิชาการที่คอยตอดกินประโยชน์อยู่เนืองๆ พฤติกรรมคล้ายปลาซิวคอยตอดกินแผลที่ตีนเวลาแช่น้ำ
๒ ชั่วโมงหลังคำพิพากษา กรุงเทพเกิดปรากฎการณ์ “ฝนตกแดดออก” คนใต้สมัยเก่าเขาว่า “จะมีคนตาย” !!

ยังถือว่ากฎหมายยังมีอยู่ คนเลวต้องชดใช้ คนขายชาติต้องฉิบหา………
สมัยคุณชวนนี่ใครโดนลงโทษคะ จำไม่ได้
ไม่รู้มาก่อนว่าประเทศเราเคยจับนักการเมืองชั่วได้
สามีคุณหญิงสามปี ก็ให้สัมภาษณ์นะ ว่าภรรยาผมไม่ผิด จะสุ้คดีถึงที่สุด ว่าแล้วก็ไปบรรยายพิเศษที่ญี่ปุ่น แล้วก็จะไปร่วมพิธีเปิดงานโอลิมปิคที่จีน ในฐานะตัวแทน..(แหล่งข่าวไม่ระบุว่าตัวแทนของใคร)
ป๋าหมากคงอายเหมือนกันนะ ที่ไม่ได้รับเชิญไปร่วมงานโอลิมปิค ถึงได้หลบนักข่าวไปซ่อนตัวในส้วมอตก. ทั้งที่บรรยากาศส้วมที่นั่นไม่น่าภิรมย์ แกจึงออกมาเม้งแตกซะขนาดนั้น
เวรกรำ