เมื่อวันที่ ๔ ที่ผ่านมาผมไป ม. เกษตร เสร็จธุระก็มุ่งไปสะพานมัฆวานฯ ฟ้ามืดเสียงฟ้าคำรามลั่นตั้งแต่ที่ผมอยู่ในเกษตร ก่อนนั้นฝนตกลงมาห่าใหญ่แถวรามอินทรา คิดเป็นห่วงคนที่ชุมนุมจะโดนฝนห่าใหญ่หรือเปล่า ผมเองไม่ได้กลัวฝนหรอกครับ เป็นคนใต้ทำงานในนาในสวนไม่ฝนก็แดดเป็นประจำอยู่แล้ว ที่ไปด้วยความรู้สึกอย่างนึงที่เสียดแทงในใจก่อเป็นความวุ่นวายและรำคาญ ทางหนึ่งอยากหยุดตัวเองไม่เข้าร่วม และหยุดเขียนเกี่ยวกับบ้านเมืองที่บล็อกแห่งนี้ด้วย
ประเทศนี้จะไปทางไหนช่างมารดาคนไทย พาตัวเองให้รอดเป็นพอ ดีไหม ตัวใครตัวมันอย่างนั้น ทำอย่างที่เคยทำมาแล้วในอดีต คือ หยุดสู้ ก็คนที่รับปัญหา ที่ถูกตำหนิ –
สำนึกอย่างหนึ่งค้านอยู่ในใจว่า ทั้งเลือดทั้งเนื้อที่อยู่ในร่างกายนี้ก็ด้วยแผ่นดินนี้ทั้งนั้น ถ้าวันนี้ปล่อยผ่านไปอะไรที่จะเกิดขึ้นยากจะย้อนกลับได้อีก และผมไม่ยอมอยู่บนแผ่นดินภายใต้การปกครองของไอ้หน้าเหลี่ยม ถึงอย่างไรก็ไม่ยอม
ผมนั่งรถสาย ม. ธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต-สนามหลวง แล้วไปถูกทิ้งไว้ที่อนุสาวรีย์ (เดี่ยวนี้รถนิยมวิ่งสั้น หรือไม่ก็วนอนุสาวรีย์สักรอบสองรอบปล่อยคนลงหมดแล้วไปต่อ ระยะทางเท่าเดิมแต่เก็บได้สองเท่า) ลำบากก็ตรงที่ไม่รู้สายรถเมล์แถวนั้นเลย กระทั่งข้ามไปได้ ๕๐๓ วิ่งไปเลียบวังสวนจิตรฯ อ้อมแยกทางเข้าทำเนียบ แล้ววนเข้าเส้นนครสวรรค์ ผมลงตรงสะพานแล้วเดินดุ่ยๆ เลียบคลองกรุงเกษม ไปที่ชุมนุมหลายครั้งกลายเป็นว่าได้รู้เส้นทางแถวนั้นไปในตัว
เดินริมคลองไปถึงหน้าโรงเรียนวัดโสมนัสก็แปลกใจ ไหนที่เขาว่าเสียงรบกวนเด็กนักเรียนแต่ทำไมผมแทบไม่ได้ยินเสียงจากเวทีพันธมิตรเลย ตอนนั้นราวๆ บ่ายสองที่เวทียังมีกิจกรรมอยู่ มีรถวิ่งผ่านเข้าออกหลังเวที ที่รับส่งนักเรียนก็มี ตำรวจที่ประจำอยู่บนสะพานมัฆวานก็ไม่ได้จัดแถวแนวอย่างช่วงกลางคืน นั่งพักกันตามอัธยาศรัย หลายคนเหมือนตั้งใจฟังการปราศรัยบนเวที ที่จริงช่วงกลางคืนผมเห็นตำรวจไม่น้อยที่จดจ้องอยู่กับจอโปรเจ็คเตอร์หลังเวทีอย่างสนออกสนใจ ประทานโทษผมไปแอบงีบตีนสะพาน
Entries Categorized as 'เรื่องเล่า'
ที่มานอนบนถนนก็เพื่อลูกหลาน
June 8, 2008
เฮฮา เวทีพันธมิตร ๓๑ พฤษภา (๓)
June 1, 2008
ไหนๆ ก็ไหนๆ เอาต่อเนื่องกันให้จบนะครับ ผมถ่ายภาพมาเยอะเชียวครับ ประมาณทุ่มกว่าๆ ผมเดินกลับไปที่ท้ายแถว ทางด้านแยก จปร. คนอยู่กันแน่นขนัด เลยกองทัพบกไปไกล นังฟังสุริยะใสกันครึกครื้น โห่ฮาเป็นระยะๆ จากมุมนี้มองเวทีเห็นเพียงจุดเล็กๆ ครับ
ริมรั้วกองทัพบกมีคนนั่งเรียงราย นั่งดูจอโปรเจ็คเตอร์
๑ ความถ่อยของ นปก.
May 30, 2008
ผมอยากจะอาเจียนทุกครั้งเวลา “กระทิงแดง นปก.” กับคนวันเสาร์ฯ (ที่แตกจนเหลือแต่ “เสาร์รักเหลี่ยม” ) พูดว่า “ทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์” หรือคำอื่นที่ความหมายใกล้ๆ กัน
ประชาชนผู้บริสุทธิ์ แบบเติมเงินเหล่านี้ ถ้าภายใต้เงื่อนไข เขาเป็นประชาธิปไตยจริงอย่างปาก ประการแรกควรรู้เคารพความเห็นและการแสดงออกของผู้อื่น และเคลื่อนไหวในลักษณะที่เป็นผู้ดีมีปัญญา ไม่ใช่ควักกระจู๋โชว์ พอโดนหยันว่าเล็กกระจ้อยพวกก็เอาปลัดขลิกยาวใหญ่มาโชว์แทน นี่คือดีแล้วถูกต้องแล้ว หรือเพียงความสะใจ ..สมใจถ่อย!?
ในชั่วชีวิตเราคงเคยเห็นบ้างล่ะ ถามว่า เวลามีใครสักคนไปยืนด่าคนอื่นที่หน้าบ้าน ฉอดๆ ๆ ๆ เรามองคนนั้นด้วยความรู้สึกอย่างไร อารยะหรือต่ำ?
ประเทศใดจะเป็นประชาธิปไตยได้ ก็เพราะคนส่วนหนึ่งของสังคมมีวุฒิภาวะบางระดับ การแสดงออกแห่งวุฒิภาวะไม่เท่ากับ “ต่ำ ถ่อย เถื่อน”
การที่ฝ่ายหนึ่งไปชุมนุมอย่างสงบ จะพูดจารุนแรงอย่างไรก็แล้วแต่ เห็นชอบไม่เห็นชอบด้วย ควรหรือไม่ที่ “คน-กลุ่ม-พวก-จำพวก” จะ “ยกฝูง” กันไปเผชิญหน้าแล้วอ้างว่ามาต่อต้าน ยกพวกกันไปด่า ขว้างปาข้าวของใส่ ควรหรือไม่ควร?
ครั้งที่ นปก. และพวกไปบ้าคลั่งกันที่สนามหลวง ยกพวกยกฝูงไปบ้าระห่ำทำลายข้าวของ “ดัน ดัน ดัน” กันที่หน้าบ้านสี่เสา มีใครสักกี่คนยกพวกไปรุมด่า ท้าทาย? หรือคนส่วนใหญ่เขาปล่อยให้กระทำอย่างเสรี อยากบ้าๆ [...]
ข้าว: เสียงจากแม่ค้าปลาทู
May 30, 2008
ขณะกำลังนั่งฟังเรื่องตอแหลของ “เพ็ญ นปก.” สดจาก “ช่องอีเพ็ญ” เผอิญแม้ค้าปลาทูเจ้าประจำหาบผ่านมา หลังจากหายหน้าหายตาไปร่วมเดือน ผมใช้บริการปลาทูรายนี้มาหลายปีแล้วล่ะครับ ซื้อกินเองบ้าง ซื้อให้แมวบ้าง วันนี้มีแต่ปลาทูผอมๆ ในหาบ ดูไปปลาทูตัวผู้แทบทั้งนั้น มีแค่ ๑ สาว นอนรายเรียงในหมู่ปลาทูผู้ตัวเรียว เทกระปุกได้มา ๕๐ บาท แลกเป็นปลามา ๓ ตัว ผมได้อาหารเช้า แมวก็มีอาหาเย็น
ป้าคนหาบปลาทูขาย บอกผมด้วยน้ำเสียงสุภาพน่ารักแบบเดิมว่าๆ ป้าเพิ่งกลับมาจากบ้าน ผมเลยถามกลับไปว่าไปทำนาเหรอ ป้าก็ตอบว่าใช่ เลยชวนสนทนากันเรื่องนาเรื่องข้าว ลองเย้าเล่นๆ ว่าเห็นข้าวขึ้นราคา ปีนี้น่าจะได้ดี
ป้าเล่าให้ฟังแบบหน้าแห้งๆ ว่าไม่ได้อะไรเลย ป้ามีที่นาเยอะอยู่นะ แต่ปีที่แล้วแล้งทำแล้วได้ไม่กี่สิบกระสอบ (กระสอบป่าน) เกี่ยวเสร็จตั้งแต่ปีใหม่ เดือนกุมภาขายไปหมดแล้ว ข้าวขึ้นราคาไปก็เท่านั้น ชาวนาไม่มีข้าวในมือแล้วสักคน เกี่ยวเสร็จก็ขายทันทีเอาเงินไปใช้หนี้ ธกส.
ฟังถึงตรงนี้ผมก็นึกได้ว่า อ้อ นี่เอง เรื่องที่ ธกส. เอามาโม้แหกตาเราว่าชาวบ้านมีรายได้ รีบเอาเงินมาใช้หนี้จำนวนมาก ทั้งที่เป็นเรื่องปกติที่หลังเกี่ยวข้าวได้เงินมาก็รีบเอามาใช้หนี้ทันที
ฟังป้าปลาทูเล่าก็พอจะสรุปได้ว่า ข้าวขึ้นราคา ชาวนาไม่ได้ประโยชน์ ถ้าอย่างนั้นใครได้ประโยชน์?
คุยไปมาได้ความมาว่า ที่ศรีสะเกษ บ้านแกทำนาปีได้อย่างเดียว [...]
บทสนทนากับแท็กซี่เมืองสุรินทร์
May 28, 2008
วานนี้ผมอยากกลับบ้านโดยไวเลยขึ้นรถแท็กซี่ตรงกรมส่งเสริมการส่งออกฯ ออกจะแปลกใจอยู่สักหน่อยที่ตรงนั้นเป็นสะพานลอย เดินเลยสะพานลอยไปสิบกว่าก้าวเป็นที่จอดรถแท็กซี่อัจริยะของกรุงเทพฯ แต่แท็กซี่สามสี่คันเลือกจอดเรียงรายรอรับผู้คนก่อนถึงสะพานลอย อาจเพราะพอดีกับบันไดสะพานลอย หรืออาจเพราะตรงนั้นเป็นร่มไม้
โดยปกติผมมักจะชวนแท็กซี่คุยเสมอๆ ไม่ค่อยจะนั่งเงียบ การได้คุยกับคนมากหน้าหลายตา หลากอาชีพให้ข้อมูลอะไรที่น่าสนใจจำนวนหนึ่ง หลายอย่างเป็นอะไรที่เราไม่รู้ไม่เห็นไม่พบด้วยตัวเอง หรือเราไม่เคยนึกถึง สายของเมื่อวานผมนิ่งเงียบเพราะครุ่นคิดอะไรหลายอย่าง ออกรถมาได้แป๊บเดียวแท็กซี่หนุ่มผิวเข้มชวนผมคุย แท็กซี่หนุ่มคนนี้อายุอาจจะพอๆ กับผม ผิวเข้มมาก เป็นหนุ่มเมืองสุรินทร์ที่เข้ามาทำมาหากินในกรุงเทพร่วมสิบปี และเปลี่ยนอาชีพมาขับแท็กซี่ราวสี่ปีที่แล้ว
เขาเล่าให้ผมฟังว่าชาวนาแถวสุรินทร์ค่อนข้างลำบาก ทำนานปีได้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำนาปรังได้ ดินดีแต่น้ำไม่มี ไม่เหมือนแถวขอนแก่น หรือภาคกลาง ก่อนหน้านี้มีการส่งเสริมให้ปลูกต้นคาลิปตัส ผู้ใหญ่บ้านเอามาปลูกตามข้างทางสาธารณะด้วย ปลูกสี่ห้าปีต้นนิดเดียวแต่ขายได้ราคาค่อนข้างดี เขานึกชื่อต้นไม้ไม่ออกหรอกครับ เขาเรียกต้นที่เอาไปทำกระดาษดับเบิ้ลเอ
ชาวบ้านหันมาปลูกกันพอสมควร ผลที่ตามมาคือดินเสียมาก เพราะต้นยูคากินดิน เปลี่ยนพื้นที่กลับมาปลูกข้าวได้ข้าวไม่ดี เพราะดินเสื่อมสภาพมาก ใช้เวลานานกว่าจะฟื้นกลับมาใช้งานได้
แต่ก่อนชาวนาใช้แต่ปุ๋ยเคมี เพราะเขาเห็นผลดีและไว เคยมีการแนะนำให้เปลี่ยนไปใช้ปุ๋ยชีวะภาพ แต่ชาวบ้านไม่เอา ขี้เกียจ ยุ่งยาก จนเมื่อราคาปุ๋ยแพงขึ้นจนรับภาระไม่ไหว ราคาน้ำมันแพง ชาวบ้านเลยหันมาใช้ปุ๋ยชีวภาพ เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ชาวบ้านร่วมกันคิดและเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยชีวะภาพโดยไม่มีหน่วยงานราชการใดเข้าไปเกี่ยวข้องแนะนำ เขาตกลงกันว่าจะไม่มีการเผาซังข้าว หลังเก็บเกี่ยวเสร็จเอาขี้วัวลงไปใส่ ไม่ให้ใช้ปุ๋ยเคมี บางส่วนเอาน้ำต้มมะละกอไปช่วยย่อย บางส่วนใช้หัวเชื้อชีวะภาพ (อย่างหลังชาวบ้านไม่ค่อยมีความรู้) เขาเน้นใช้ปุ๋ยขี้วัวและหมักซังข้าวไว้ในนา คล้ายๆ กับการทำนำแบบเก่าเมื่อสมัยหลายสิบปีที่แล้ว แถวบ้านผมนิยมขึ้นถ้ำไปเอาขี้ค้างคาวมาใส่เป็นปุ๋ย ขี้ค้างคาวเป็นปุ๋ยที่ดีมาก [...]
Posted in




ชายไทยไม่ระบุชื่อ อายุอานามสามสิบกว่า เด็กบ้านนอกมาอยู่กรุง นิยมความเงียบ กาแฟรสขมเข้ม ชอบอ่าน(หนังสือ)มากกว่าดู(ทีวี) n/e เป็นสิ่งมีชีวิตเขตร้อน ไม่นิยมอากาศหนาว เป็นคนใต้อยู่ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่เอาเหลี่ยมมาตั้งแต่ ๒๕๔๓













