Entries Categorized as 'ทัศนะ'

“ขวาไทย” จินตนาการหลอนของ “ฟ้าเดียวกัน”

Date August 5, 2008

เพิ่งจะได้พลิกอ่านบทบรรณาธิการฟ้าเดียวกันฉบับล่าสุดของ “เด็กชายอิ๋ว” และคณะ ว่าด้วย “ขวาไทย” ผมเคยตั้งคำถามกับตัวเองมานานว่า เมื่อไหร่คนพวกนี้ถึงจะหลุดพ้นจากภาพหลอนของ “ซ้าย-ขวา” และเห็นโลกตามความเป็นจริง เลิกเสแสร้งทำทีเป็นยกวาทกรรมมาทิ่มแทงคนอื่น เพื่อจะได้สำเร็จความใคร่กับ “สาธารณะรัฐ” ให้เสร็จสม สิ้นกระหายคลายกำหนัด!!

ก่อนที่จะถามหา “ประชาธิปไตย” จากคนอื่น สิ่งแรกที่ “เด็กชายอิ๋ว” พึงควรถามหากับตนเอง คือ คราบเมือกที่หางตัวเองบนทางเดินที่ลากมาจาก  “สนนท.” เคยมองเห็นตัวตนและพวกฟ้าเดียวในอดีตของตัวไหม ว่าเคย “เป็น-อยู่-คือ” อย่างไร ขณะเป็นเด็กกิจกรรมใน สนนท. ที่โครงสร้างการเลือกเลขาธิการ กรรมการ อัปลักษณ์ไม่แตกต่างไปจาก “แก๊งก๊วน” ที่นิยมเรียกกันว่า “พรรคการเมือง” ของไทย ที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตยในตัวเอง

“ทักษิณติดคุก” และ “ห่วยแตก”

Date August 5, 2008

หลังจากกลับมาจากบ้าน นับเวลาร่วมอาทิตย์กว่าแล้วแต่เหมือนจะไม่ได้เขียนอะไรเป็นเรื่องเป็นราวสักเท่าไหร่ อย่างหนึ่งเพราะสุขภาพในช่วงแรก และความขุ่นมัวกับสถานการณ์บ้านเมือง ที่นานาปัญหาเหมือนจะประดังเข้ามาจากทุกด้าน ที่จริงเรื่องทั้งหมดนี้ไม่น่าเป็นภาระของพันธมิตรที่จะต้องออกมาเรียกร้อง แฉโพย ต่อต้าน ควรที่จะเป็นเรื่องของคนไทยทั้งชาติเสียด้วยซ้ำ ผมไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมเป็นอย่างที่เห็นทุกวันนี้ เป็นความเพิกเฉยไม่รู้ร้อนรู้หนาว หรือธุระไม่ใช่ หรือเพราะว่าไม่รู้ข้อมูล บางกลุ่มบางจำพวกและนักวิชาการบางตัวนอกจากจะไม่รับผิดชอบต่อปัญหาบ้านเมือง ยังทำตัวเป็นสุนัขตัวเมีย แอบเบี่ยงประเด็นจนน่าสมเพช บางตัวบอกเป็น “ขวาพิฆาตขวา” คงเป็นขวาพ่อมันกระมังครับ ลองถาม “คนเสื้อเหลือง” หลากหลายอาชีพที่ไปชุมนุมอยู่ที่สะพานดมัฆวานดูสิครับ ว่าเขาไปที่นั่นเพื่ออะไรกัน
คนเราบางทีก็แปลก กว่าจะรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งมักจะสายเสียทุกคราว แต่ครั้นพอรู้ว่า “มะเร็งทางการเมือง” กำลังก่อตัวกัดกินประเทศ คนก็พากันบอกว่ายังไม่ถึงเวลา ต้องให้โอกาสรัฐบาลก่อน ครับให้โอกาสมะเร็งลุกลามเป็นขั้นที่สามสี่เสียก่อน ถึงตอนนั้นฉีดคีโมก็เอาไม่อยู่ รถดับเพลิงมักมาถึงเมื่อไฟไหม้ใกล้วอดแล้วเสมอๆ ฉันใดก็ฉันนั้น คนไทยต้องเห็นความวอดวายเกิดขึ้นต่อหน้าชัดๆ ก่อน แล้วค่อยว่ากันอีกที บ้างก็ว่าค่อยพิพากษากันวันเลือกตั้งถัดไป
ความผิดเพี้ยนทางความคิดเหล่านี้ สะท้อนชัดในสังคมเรามากขึ้นทุกวัน เพราะประชาธิปไตยจอมปลอมที่เราหลอกตัวเอง ๗๖ ปีที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยมีประชาธิปไตยแม้แต่ช่วงเวลาเดียว จะมีก็แค่ปกแต่ไม่มีในเนื้อหา ความผิดเพี้ยนแบบนี้พิลึกพอๆ กับกิริยาอาการของพระบางรูปอย่างพระพยอม ที่หลายครั้งหลายคราวผมก็อยากจะอาราธนาซักถามข้อธรรมะสักข้อว่า ถ้าพันธมิตรเห็นประจักษ์ก่อนแล้วว่ารัฐบาลนี้กำลังฉ้อโกงคนทั้งชาติและออกมาเรียกร้อง ท่านเจ้าคุณฯ เห็นว่าไม่ควร แล้วครั้งที่ถูกโกงที่ดินท่านเจ้าคุณฯ ออกมาเรียกร้องโวยวายหาพระแสงอะไร?

คำพิพากษาพจมานกับการเคลื่อนสู่สมดุลใหม่

Date July 31, 2008

เป็นวัน “ศุกร์ดิบ” ที่ควรเป็นวันธรรมดาวันหนึ่ง ส่งท้ายสัปดาห์และวันสิ้นสุดของเดือนกรกฎาคม ที่จะไม่ธรรมดาก็ด้วยว่าเป็นวันที่ศาลชั้นต้นตัดสินคดีนางพจมาน ชินวัตร หลบเลี่ยงภาษี ศาลท่านว่า “โดยความเท็จ โดยฉ้อโกง หรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร”  และ “จำเลยทั้งสามนอกจากมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตนเยี่ยงพลเมืองดีทั่วๆไปแล้ว ยังควรดำรงตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีสมฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย” และ “เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่เป็นธรรมต่อสังคมและระบบภาษี”

คดีนี้โทษน้อยไม่เกิน ๓ ปี เข้าใจว่าน่าจะจบเพียงชั้นอุทธรณ์ ไม่ถึงฎีกาตามที่เป็นข่าว การขออุทธรณ์ขยายเวลาได้ ๒ ครั้ง รวม ๖๐ วัน การพิพากษาวันนี้ให้ผลถูกใจไม่ถูกใจอย่างไรก็สุดแล้วแต่ นับว่าเป็นก้าวย่างแรกที่บ้านเราจะก้าวไปสู่ยุคของ “นิติรัฐ” สู่สิ่งที่เรียกว่า “การเมืองใหม่” ซึ่งแทบทุกประเทศในโลกที่มีการทุจริตคอรัปชั่นน้อยจะต้องก้าวผ่านจุดนี้
เมื่อกฎหมายเป็นกฎหมาย กระบวนการนำคนผิดมาลงโทษได้เดินหน้าได้ (แม้ทุลักทุเล) แต่จะช่วยปรับเปลี่ยนประเทศใหม่นับจากนี้ไป จะนับเป็น “เครื่องหมายเตือน” สำหรับคนโกงและนักการเมืองต่อไปข้างหน้าว่า ถ้าทำผิดคิดไม่ซื่อก็จำเป็นที่ต้องถูกขจัดไปด้วยกระบวนการทางกฎหมาย
และเราเห็นว่า ด้วยเหตุนี้เอง พวก “มัน” แต่ละตัวจึงกระเหี้ยนกระหือรือและลุกลี้ลุกลนจะแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่งที่ “เรา” จำเป็นต้องลุกขึ้นขวาง เพราะเมื่อใดก็ตามที่คนทำผิดกฎหมาย อาชญากร ได้รับสิทธิและอำนาจ “เปลี่ยนผิดให้เป็นถูก” [...]

พระวิหาร วาทกรรม ศิลปกรรม ชนชาติ คลั่งชาติ ขายชาติ

Date June 24, 2008

หลายวันที่ผ่านมาสืบเนื่องด้วยกรณีขายชาติยกดินแดนเหนือปราสาทพระวิหารให้เขมร โดยทนายเหล่ หมารับใช้ไอ้เหลี่ยม แลกกับผลประโยชน์บนเกาะกง สถานอบายมุขครบวงจร แหล่งทรัพยากรทางทะเล และประโยชน์อื่น มีประดิษฐกรรมของคนไทยกลุ่มหนึ่งว่าด้วย “ศิลปกรรม” และประวัติศาสตร์ ชนชาติ เกิดขึ้นเพื่อรองรับความชอบธรรมในกระบวนการขายชาติแบบลับๆ ล่อๆ

วาทะกรรมประดิษฐ์เหล่านี้อ้างย้อนไปถึงเมื่อครั้งอาณาจักรฟูนันล่มสลาย ต่อเนื่องด้วยความรุ่งเรืองถึงขีดสุดของอาณาจักรแขมร์ (Khmer Empire) หรือเขมรโบราณในช่วงศตวรรษที่ ๙ –๑๓ ก่อนการล่มสลาย ที่สาเหตุหนึ่งตามสัณนิษฐานของนักประวัติศาสตร์และโบราณคดีระบุว่าเกิดจากการโจมตีของอาณาจักรอยุธยา ยึดครองเป็นประเทศราช สืบต่อเนื่องมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ ๔ และ ๕ ที่ต้องเสียดินแดนส่วนนี้ให้โจรนักล่าอาณานิคมฝรั่งเศส
เป็นที่ทราบและเข้าใจกันดีว่าปราสาทพระวิหารนั้นสร้างโดยพวกขอมในสมัยพระเจ้าชัยวรมัน ที่ ๑ – ๒ ศิลปกรรมเป็นแบบฮินดู-พราหมณ์ พื้นที่บริเวณนั้นและภาคกลางของไทยปัจจุบันเป็นเขตอิทธิพลของขอมมาก่อน ประเด็นนี้ไม่มีใครเถียง (ขอมเป็นชื่อทางวัฒนธรรมไม่ใช่ชนชาติ)

ถ้าจะอธิบายความชอบธรรมว่าด้วย “คนสร้าง” และ “ศิลปกรรม” เพื่อยกปราสาทพระวิหารและดินแดนเหนือปราสาทพระวิหารให้เขมร เช่นนั้น ไทยมีความจำเป็นต้องตัดแบ่งดินแดนเพิ่มเติมให้เขมรอีกหลายส่วน ไล่ตั้งแต่พื้นที่ภาคอีสานโดยเฉพาะอีสานใต้มาจดภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง เพราะดินแดนเหล่านี้เป็นเขตอิทธิพลของขอมมาก่อน มีศิลปะขอมอยู่หลายที่ เช่น ประสาทพนมรุ้ง ปราสาทหินพิมาย และอาจรวมถึงเมืองละโว้ (ลพบุรี)

พระวิหารกับการแหกตา

Date June 18, 2008

ผมผิดไปเสียแล้วครับที่เชื่อและเข้าใจมาตลอดว่าว่าปราสาทพระวิหารนั้นเป็นของกัมพูชาแล้วโดยสมบูรณ์ เราถูกทำให้เชื่อว่าหลังคำตัดสินของศาลโลกเป็นอันสิ้นสุดและเราเสียปราสาทพระวิหารไปแล้วโดยสิ้นเชิง ทั้งที่รู้สึกแย้งมาตลอดว่า ถ้าดูจากสันเขา หลักการแบ่งเขตแดนที่เรียกว่า “สันปันน้ำ” นั้น เป็นไปไม่ได้เลยว่าจะมีรูปทรงสามเหลี่ยมทิ่มเข้ามาในแดนไทย และเราถูกหลอกให้ติดอยู่กับคำว่า “พื้นที่ทับซ้อน” จะทับซ้อนได้อย่างไรเมื่อพนมดงรักทั้งแนวตั้งตระหง่านเป็นผาชันฝั่งเขมรแต่ลาดทางฝั่งไทย  การพูดถึงและให้รายละเอียดไม่ทั่วตลอดทำให้เราเชื่อและสรุปไปตามนั้น คนรุ่นผม รุ่นหลัง มีไม่กี่มากน้อยที่รู้และเข้าใจกรณีพระวิหารอย่างถ่องแท้

ผมเคยได้ยินเกี่ยวกับบทความหนึ่งเมื่อสองอาทิตย์ก่อนหน้านี้ กระทั่งคุณเติมศักดิ์ จารุปราณ ขอขึ้นปราศรัยเป็นพิเศษบนเวทีพันธมิตรฯ หลังชาวพันธมิตรยกพลไปขับไล่ “ไอ้เหล่” นพดล ปัทมะ ที่กระทรวงต่างประเทศ คุณเติมศักดิ์ ยกบทความนั้นของ ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล ซึ่งเป็นหนึ่งในทนายความร่วมกับหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช และเป็นอดีตปลัดกระทรวงต่างประเทศ ขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง และชี้ประเด็นให้เห็นชัดว่าเรากำลังเข้าใจผิดกันทั้งหมด กระบวนการเกี่ยวเนื่องกับศาลโลกนั้นยังไม่สิ้นสุด เรายังมีโอกาสโต้แย้งและเอาปราสาทพระวิหารคืนมา และยังชี้ให้เห็นประเด็นเพิ่มว่าที่เราพูดถึง “กฎหมายปิดปาก” ที่ศาลโลกยกขึ้นอ้างเพื่อยกปราสาทให้เขมรนั้น มีความไม่ชอบธรรมและไม่ชอบมาพากล โดยเฉพาะการเอากฎหมายปิดปากอยู่เหนือระบบปักปันเขตที่ใช้สันปันน้ำและข้อตกลงระหว่างไทยกับฝรั่งเศสเดิม