รถเมล์ รถเบนซ์ คนตาย

Date 6 July 2007 - 23:05

ไม่กี่วันก็คุยกนัสนั่นเมืองเสียแล้วกับเรื่องเด็กคนนึงนามสกุล “ปัจฉิมสวัสดิ์” กับ “รถเมล์” และ “ขับรถพุ่งชนคน” ๑ ตายและอีก ๒ สาหัส ผมใส่เครื่องหมาย ” ” ไว้นะครับ

กระแสเรื่องนี้แรงทีเดียวครับ ไม่ใช่แค่ความใคร่รู้เรื่องชาวบ้านอย่างกรณีเปรมิกาและหมอบ้า-ไม่บ้า เพราะเหมือนสังคมตัดสินและลงทัณฑ์ ไปเรียบร้อยแล้ว ประณาม ก่นด่า เพราะภาพแรกที่ออกผ่าน “สื่อ” กระทบความรู้สึกคนอย่างรุนแรง ภาพถูกประติดปะต่ออย่างนี้ว่า

ลูกไฮโซคนนึง –> มีปัญหากับรถเมล์ –> ลุแก่โทสะ –> ขับรถพุ่งชนคน

ฐานคิดของคนส่วนใหญ่จะมีกรอบล้อมรอบความรู้สึกว่า “ไม่ค่อยชอบไฮโซ” “ไม่ชอบรถคนรวย” “ไม่ชอบลูกคนรวย” “ไม่ชอบรถเมล์” ฐานความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้ตั้งอยู่เลื่อนลอย แต่มีพื้นฐานหนักแน่นอยู่กับพฤติกรรมและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาซ้ำๆ ตอกความรู้สึกคน

คราวนี้ผิดแผกไปจากครั้งก่อนๆ ที่เคยจับคู่ระหว่าง “คนรวยขับรถ-ผู้เคราะห์ร้าย” และ “รถเมล์-ผู้เคราะห์ร้าย” แปลกไหมครับ ที่มันเหมือนเป็นการจับคู่ใหม่ระหว่าง “คู่กระทำ” ในอดีต?

แต่ไม่ใช่ครับ สมการจริงเรื่องนี้เป็น “รถเมล์+รถเบนซ์–>ผู้เคราะห์ร้าย“ 

หลังจากที่จำต้องฟังเรื่องจากโทรทัศน์ ผมพอจะจับความได้ตามนี้ว่า (ให้ผมลองสรุปดูนะครับ)

๑. เด็ก “กัณฑ์พิทักษ์” ถูกรถเมล์เฉี่ยวจริง และรถเมล์เฉไฉไม่รับผิดชอบ ถอดจากที่รถเมล์บอกเด็กมาเคาะหน้าต่างว่าเฉี่ยวรถ ประเด็นนี้เด็กไม่จำเป็นต้องหาเรื่อง ชอบไม่ชอบรถเมล์ก็ตามเถอะ ถ้าเด็กนิสัยหยาบน่าจะมีการขับปาดหน้ากันหาเรื่องกัน มากกว่ามาเคาะเรียกหรือไปบอกตำรวจให้เรียก อีกประเด็นที่ต้องพิจารณาร่วม คือ ถ้าคุณเคยนั่งรถเมล์ตอนกลางคืน โดยเฉพาะเที่ยวดึก คุณคงคุ้นเคยว่ารถเมล์ขับกันอย่างไร

๒. เด็กไปหาตำรวจให้เรียกรถเมล์มาพูดจา หลังจากเรียกรถเมล์ให้จอดแล้ว ตำรวจบอกเพียงแค่ว่า กำลังพาเดินไปที่รถ ทั้งคู่ก็ต่อยกันแล้ว และต้องไปเปิดไฟเขียวไฟแดง สองช่วงนะครับ และเหมือนสองช่วงนี้ตำรวจหายไปจากเหตุการเฉยๆ มี “ช่องว่าง” เว้นอยู่ คำถามของผม คือ ที่ “ช่องว่าง” ทั้งสองช่วงเกิดอะไรขึ้น? 

๓. ที่ช่องว่างแรก น่าจะมีการเถียงกัน จากที่ผมฟังน้ำเสียงกระเป๋ากับคนขับรถเมล์ ผมว่าสองคนนี้ไม่รับและหัวหมอใส่ และน่าจะต่อปากกันหลายคำ (มากกว่ากว่าแค่ที่ตำรวจบอกว่าพอหันมาก็ต่อยกัน) อาจมีการพูดกันแรงๆ และมีการทำร้ายร่างกายกัน อาจเป็นการทำร้ายเด็กผู้หญิงที่เป็นน้องของคนขับรถเบนซ์ พี่ชายอาจทั้งโมโหและอาจปกป้องน้อง ให้เทียบกำลังคิดว่าไม่น่าจะสู้กันได้ จึงเป็นที่มาของ “ก้อนอิฐ” ทุบหัว

๔. ที่ช่องว่างที่สองระหว่างที่เด็กกลับเข้าไปนั่งในรถตัวเอง เข้าใจว่าคงมีการถามไถ่อาการน้องสาว (และอาจเป็นไปได้ว่ากระเป๋าแสดงอะไรบางอย่าง) เด็กเลยเกิดลุแก่โทสะขับรถขึ้นทางเท้าหวังพุ่งชนกระเป๋า (สมมตินะสมมติว่า กระเป๋าเห็นว่ารถพุ่งมาเลยหลบทัน) คนที่ยืนรอต่อรถอยู่ไม่เห็นหรือหลบไม่ทัน (หรือรถเสียหลักเพราะปีนทางเท้า) โดนเข้าไปเต็มๆ ทำไมผมสรุปเหมือนจะมองง่ายๆ? ผมมองผ่านอารมณ์ของเด็กคนนั้นครับว่า ต่อให้โกรธให้ตายยังไงไม่น่าจะทำคนที่ไม่เกี่ยวข้อง และการต่อรถเมล์การจัดการต้องเป็นหน้าที่ของกระเป๋า เป้าของการพุ่งชนจึงอยู่ที่กระเป๋า 

๕. นักข่าวก็คล้ายๆ ตำรวจในหนังไทย คือ มาตอนหนังจะจบ (ทุกที) ก็ทันเฉพาะตอนที่เห็นเด็กคนนั้นเกร็งอยู่ในรถ ร้องหา ถามหาว่าน้องสาวตัวเองเป็นยังไงบ้าง พร่ำอยู่เฉพาะเรื่องนี้ ผมจึงขมวดสรุปว่า เพราะกระเป๋าไปทำร้ายน้องสาวเขานั่นแหละคือจุดที่ทำให้เกิดอาการ “หลุด” (มีอาการทางประสาทหรือไม่ ไม่เกี่ยว) เฉี่ยวรถแล้วไม่รับก็แล้ว ทำร้ายน้องสาวตัวเองซ้ำเข้าไปอีก วุฒิภาวะของเด็กอายุขนาดนั้น ผมก็ลำบากจะเชื่อว่าจะคุมสติอยู่ ถ้ามีอาการอยู่ก่อนด้วยก็อาจจะสามเด้ง

ผมไม่รู้หรอกครับ ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่เข้าใจว่าช่องว่างที่สองเกิดเร็วกว่าช่องว่างแรก ไม่ใช่การเข้าไปนั่ง “สงบสติอารมณ์” ในรถอย่างที่เป็นข่าวในตอนแรก แต่ผมหาตัวต่อจิ๊กซอว์ไม่เจอเพียงเรื่องเดียวคือ เด็กผู้หญิงคนนั้นอยู่ตรงไหนตอนที่มีการพุ่งรถเข้าไปชน

ทำไมกระแสเทไปฟากเดียว อยู่ที่เครื่องหมาย “..” กับสมการของผมตอนต้นนั่นแหละครับคือคำตอบ และหนังเรื่องนี้ฉายเฉพาะเหตุการณ์ตอนท้ายผ่านโทรทัศน์ทุกช่อง เพราะนักข่าวได้แค่เนื้อหาตอนท้ายสุดมานำเสนอ และซ้ำด้วยเคราะห์ของคนที่ไม่รู้เรื่องราวด้วย (หรือรู้ด้วย ผมไม่ทราบ) บวกกับมาดของพ่อที่โดนกระตุ้นอารมณ์จากกระเป๋าเมื่อเช้านี้ น้ำจึงไหลเชี่ยวไปทางเดียวหนักขึ้น ลองดูเป็นตัวอย่างก็ได้ครับ

ลูกชายอดีตนางสาวไทย ไม่พอใจคนขับรถเมล์ ลงมาใช้ก้อนหินทุบจนหัวแตก ก่อนตะบึงเบนซ์พุ่งเข้าชนคนที่ยืนรอเปลี่ยนรถจนเจ็บระนาว เจ้าตัวก็เจ็บด้วย ตำรวจพร้อมสอบพยานหากใครผิดแจ้งข้อหาทันที

เท่านี้แหละครับ ผมไม่ได้ตัดสินอะไร เพียงแค่อยากลองต่อภาพดู ไม่ได้จะอยากอยู่ข้างไหน เพราะสมการของผมก็เหมือนๆ คนทั่วไป ไม่ค่อยชอบรถเมล์ ไม่ค่อยชอบคนรวยขับรถ (แต่ไอ้ที่ไม่รวยแล้วขับระดับส้นเท้าก็เยอะ เจอเต็มๆ บ่อย)

ค่อยๆ คิดค่อยๆ ดูนะครับ เรื่องนี้ท้ายสุดถ้าเรื่องถึงกระบวนการศาล ผมว่าอาจไม่ใช่อย่างที่คุณรู้สึกกันตอนนี้ เรื่องหมอบ้า-ไม่บ้า ถึงตอนนี้หมอจะหายแต่ผมยังคาใจหลายกับหลายๆ คำของหมอ

ปอ. 513 (ขอปรับหัวข้อและ post slug จิ๊กนึง)



ความเดิมประเด็นใกล้เคียงกัน

(บางทีระบบก็มั่ว ..แต่คลิกอ่านเถอะ)
Use Coupon Code: boringdays for $9.94 discount


11 ความเห็น ใน “รถเมล์ รถเบนซ์ คนตาย”

  1. iannnnn

    จริงๆ มันก็ไม่เด็กแล้วแหละ
    เพราะอายุก็อยู่ในวัยบรรลุนิติภาวะแล้วนะครับ
    ตอนนี้เลยกลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์
    ก็เพราะการให้สัมภาษณ์ของพ่อเด็กเอง
    ที่สร้างปฏิกิริยาทางสังคมอย่างมหาศาลขึ้นกับคดีนี้

    อยากอ่านข้อเขียนในวันถัดมาจังเลยครับว่าจะออกมาในแนวไหน

  2. n/e

    ประเด็นเรื่องพ่อผมเข้าใจ ข่าวรอบแรกที่ออกมาบวกกับที่พ่อสัมภาษณ์เหมือนราดน้ำมันลงไป ที่ผมตั้งใจใช้คำว่าเด็ก จริงอยู่ที่ว่าอายุนั้นบรรลุนิติภาวะอยู่ เพียงแต่เท่าที่ผมสังเกตจากคนทั่วไปที่ผมสัมผัสและตัวเองตอนอายุประมาณนั้น ยัง “เลือดร้อนอยู่” วุฒิภาวะยังมาไม่พร้อม สิ่งแวดล้อมกับสังคมตอนนี้ยิ่งเหมือนจะหล่อหลอมให้วุฒิภาวะวิ่งตามอายุไม่ค่อยทัน

  3. n/e

    ผมได้ข้อมูลเพิ่มเติมมาว่า พ่อเด็กเท่าที่คนที่เขาเล่าให้ฟังเขารู้จัก บุคคลิคเป็นคนใจเย็น ไม่น่าจะเป็นแบบนั้น
    ส่วนเด็กทราบความเพิ่มมาว่าเป็นโรคซึมเศร้า ผมก็ถึงบ้างอ้อแล้วว่าทำไม เวลาโกรธถึงฉุนเฉียวแรงและน็อตหลุด ผมเคยใกล้ชิดกะคนเป้นโรคนี้ เคยเห็นอาการเวลาโกรธมา มันน่ากลัวมากมาย

    //เหมือนผมจะเขียนแล้วใครๆ จะอ่านตีความว่าผมเข้าข้างเด็กนะ แต่เพียงแค่อยากปะติดปะต่อภาพว่าเกิดอะไรขึ้น ที่รู้สึกคือ เด็กคนนี้ผิดร้อยทั้งร้อย ส่วนที่ฟังๆ มาว่าถ้ามีอาการทางจิตแล้วยังให้ขับรถ แค่อยากบอกว่า คนเป็นโรคซึมเศร้าทั่วๆ ไป เขาก็เหมือนคนปกติเว้นแต่ตอนมีสิ่งมากระทบ โกรธจะโกรธแรงในระดับเดือดดานได้ง่ายๆ ทันที

  4. Korbua

    จริงๆ ต้องบอกก่อนเลยว่าบัวไม่ทันได้คิดว่าทางคนขับรถเบนซ์นั้นจะรู้สึกไงหรือคิดอย่างไร ก็น่าเห้นใจอยู่ไม่น้อย แต่มันก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรในสิ่งที่เขาทำให้กับคนหลายๆคนได้ ใครทำไรก็ต้องรับผิดในการกระทำของตัวเอง แต่ก็น่าเห็นใจอยู่

    บัวเองก็เคยเป็นโรคนี้นะคะ แต่การพยายามควบคุมจิตใจก็เป็นอะไรที่ควรทำ การปล่อยให้อารมย์ปะทุมันก็ไม่ใช่เรื่องดี เราควรควบคุมอารมย์ตัวเอง กว่าจะเรียนรู้เรื่องนี้ได้ก็เสียเพื่อนดีๆไปหลายคนเหมือนกัน

  5. n/e

    มีคนอยากรู้จักโรคนี้หลายคนเลยแหละครับคุณบัว เพราะฟังแค่ชื่อรู้สึกเหมือนไม่น่ามีอะไรมาก ซึมๆ เศร้าๆ อย่างเดียว ไว้ยังไงถ่ายอดประสบกาณ์มั่งนะครับ

  6. Trilobite

    เพิ่งได้มาอ่าน

    น่าคิดนะ …

  7. coco-nutz

    เราก็คิดแบบคุณนะ

  8. n/e

    ขอบคุณครับคุณ coco-nutz

    //ผมได้ข้อมูลเพิ่มจากคนที่รู้จักมักคุ้นที่อเมริกามาว่า พ่อของเด็กนิสัยใจคอประเภท มักมองคนอื่นต่ำกว่าตัวเอง นั่นเป็นสาเหตุให้เมียขอแยกทาง มักคิกว่าตัวเองรวยแล้วคนอื่นต้องซูฮก

    ประมาณนี้ ผมเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมเช้านั้นถึงหลุดออกโทรทัศน์

  9. lucky

    มาเพิ่มเติมข้อมูลให้ค่ะ ว่าคุณฝรั่งร่วมกตัญญูที่พาตัวนายหมูแฮมออกจากที่เกิดเหตุน่ะ (รู้สึกจะชื่อริโก้มั้ง)

    เค้ายืนยันว่า ไอ้ที่มือหงิกงอน่ะ เป็นอาการเกร็งตัวที่พบได้บ่อยหลังจากเกิดอาการช็อค
    และนายหมูแฮมน่ะเค้าไม่ได้แกล้งทำมือหงิกไปเอง เพราะตอนที่คุณริโก้นี่เค้าเข้าถึงตัว
    เค้าตรวจสอบปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายด้วยการหยิกไปที่ท่อนขา แต่หมูแฮมไม่มีความรู้สึกเลย

    นั่นหมายถึงว่า อาการเกร็งตัวน่ะ ไม่ได้แสดงไปเอง แต่เป็นอาการที่เกิดขึ้นจริงๆ

    เราว่า รอฟังคำตัดสินของศาลดีกว่า ว่าเค้าจะว่ายังไง ตอนนี้อย่าเพิ่งไปตัดสินอะไรกันเลย เนอะ

  10. n/e

    ขอบคุณมากครับคุณ lucky สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ตามความเข้าใจของผมแต่ต้นผมก็ว่าเขาหงิกจริงๆ ไม่ได้แกล้งทำ เหมือนอย่างที่หลายๆ คนตั้งข้อสังเกต

Trackbacks

  1. หงิกไม่ขับ | Boring Days