๗ ตุลาทมิฬ: บันทึกประวัติศาสตร์จากผู้ร่วมเหตุการณ์ บช.น.

ผมได้รับความกรุณาจากคุณอำนาจ ไทยยัง พันธมิตรฯ จากไพศาลี ส่งอีเมลบันทึกเหตุการณ์ ๗ ตุลาทมิฬ “บันทึกประวัติศาสตร์ของข้าฯ แด่วีรชน ผู้กล้า” ผมใคร่ขอขอบคุณคุณอำนาจเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้

r521480752 

บันทึกนี้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล หรือ บช.น. โดยละเอียด ผมเชื่อว่าไม่มีอะไรดีสุดเท่ากับปากคำของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ เล่าเรื่องจริงที่เห็นด้วยตา สัมผัสมาด้วยตัวเอง ให้อารมณ์ความรู้สึกตรงและเป็นจริงตามที่เกิดเหตุ แม้จะยาวแต่มีความละเอียดของเหตุการณ์ ไม่เสียเวลาเลยที่จะอ่านผมนำมาส่งต่อถึงท่านเต็มทั้งฉบับ ไม่ตัดทอน ไม่แก้ไขแต่งเติม

———————————————–

บันทึกประวัติศาสตร์ของข้าฯ แด่วีรชน ผู้กล้า

วันนั้น 7 ต.ค.2551 เกือบ 07.00 น. ได้รับข้อความจาก ASTV ว่า พวกเราโดนถล่ม รีบเปิด ASTV ดูทันที พบว่าเหตุการณ์ แย่มาก มีการยิงแก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมที่รัฐสภา รีบอาบน้ำ แต่งตัว จัดกระเป๋าสำหรับเดินทางเข้าร่วมพันธมิตร ซึ่งมีผ้าโพกหัว มือตบ ขวดน้ำ ผ้าขนหนูผืนเล็ก ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะได้เดินทางเข้าไปร่วมได้หรือไม่ พอไปถึงที่ทำงานก็รีบติดต่อกับพรรคพวกพันธมิตรด้วยกัน ทราบว่าพวกเรารวมตัวพร้อมกันออกเวลา 12.00 น. และพร้อมกันนั้นก็เข้าห้องสนทนา http://www.padnet.net/ เพื่ออัพเดทข่าวสาร ก็ได้ชักชวนกันเข้าไปที่ทำเนียบด้วย ปรากฏว่ามีเพื่อนๆ จะเข้าไปร่วมกันด้วย จึงนัดแนะกันขอเบอร์โทรศัพท์กันไว้ วันนั้น ข้าฯ ไปถึงบริเวณ ทำเนียบรัฐบาล ประมาณ 16.00 น. เดินผ่านหน้าเวที ชูป้ายแนะนำตัว เสร็จแล้วก็ได้แยกตัวกับพรรคพวก ซึ่งพวกเขาไปอยู่ที่เต๊นท์กองทัพธรรม แต่ข้าฯ ได้นัดไว้กับเพื่อนที่คุยกันในห้องสนทนาไว้แล้ว ซึ่งน้อง(นิคเนมว่า ยอดคน) เขาได้มารออยู่ก่อนแล้วในทำเนียบ และเขากับแฟนก็โดนหางเลขแก๊สน้ำตาหน้ารัฐสภาไปก่อนแล้วนิดหน่อย

ข้าฯ ได้พูดคุยกับน้องและถ่ายรูปร่วมกัน สักครู่ พรรคพวกที่อยู่กองทัพธรรม โทร.มาบอกว่าพวกเขาจะไปรัฐสภากันแล้ว จึงบอกว่าให้ไปก่อน เดี๋ยวจะตามไป แล้วคุยกับน้องต่อไปสักพัก ก็ชวนกันเดินออกจากทำเนียบเพื่อตั้งใจไปหน้ารัฐสภา ผ่านมาด้านหลังเวที ก็พบน้อง (จิ๊ก) ที่มาจากไพศาลีด้วยกันอีกคนหนึ่ง ซึ่งน้องคนนี้มักจะมาช่วยเขียนใบประกาศอยู่เป็นประจำ แต่ตอนนี้เขาเลิกเขียนกันพอดี ก็เลยชวนจิ๊กไปด้วยกัน เดินผ่านสี่แยกตรง กองทัพภาค 1 ก็มีขบวนของพวกเราตั้งแถวอยู่ และมีรถกระจายเสียงประกาศเรียกให้พวกเราร่วมกันตรึงแนวตำรวจหน้า บชน. บอกว่าทางรัฐสภา พวกเรามีมากพอแล้ว ก็เลยเลี้ยวซ้ายเข้าร่วมขบวน กลุ่มเราจึงมีอยู่ด้วยกัน 4 คน เวลาขณะนั้นก็ประมาณสัก 5 โมงเศษๆ มีแถวตำรวจตั้งรับอยู่ด้านหลังลวดหนาม ขวางถนนอยู่ตรงหน้า บชน. ซึ่งผมก็คาดจำนวนไม่ค่อยถูก ถ้าให้เดา ตอนนั้นคงมีไม่เกิน 100 คน ไม่มีเหตุการณ์อะไรที่จะส่อให้เกิดความรุนแรง จึงนั่งฟังปราศรัย ถ่ายรูปกันบ้าง สักครู่ รถกระจายเสียงก็บอกว่าเราจะเดินผ่านหน้า บชน เพื่ออ้อมไปช่วยพวกของเราที่รัฐสภา ขอให้ตำรวจเปิดทางให้

ได้ส่งคนเข้าไปเจรจา พร้อมกับเริ่มค่อยๆ เคลื่อนขบวนเข้าใกล้ตำรวจ แล้วหยุด รอการเจรจา แต่ปรากฏว่าการเจรจาล้มเหลว และมีกองกำลังตำรวจได้ออกมาจาก บชน เข้ามาเสริมอีกเป็นจำนวนมาก รถกระจายเสียงก็ประกาศบอกตำรวจไปว่า เป็นมุกหลอกตำรวจให้ส่งกำลังมาด้านนี้เท่านั้น แท้ที่จริงแล้ว เราได้ส่งกำลังไปเสริมรัฐสภา ทางด้านอื่นแล้ว และบอกให้พวกเราถอยออกมา และอยู่รวมกันในบริเวณนั้น ข้าฯและเพื่อนๆ ก็จึงเดินไปถ่ายรูปกันบริเวณ ลานพระบรมรูปฯ สักครู่ รถกระจายเสียงประกาศเรียกพวกเราด่วน บอกว่าแถวของตำรวจได้ขยับลวดหนามลุกคืบเข้ามาทางพวกเราแล้ว ให้พวกเรารีบตั้งแถวตรึงด่วน ข้าฯ และเพื่อนจึงรีบเข้าไปรวมกับขบวนแถวดังกล่าว สักครู่เดียว ก็มีกลุ่มนักศึกษา ได้เดินแถวเข้ามาร่วม กะประมาณ สัก 50 – 60 คน น่าจะได้ เขาได้เดินไปแนวหน้าไปอยู่รวมกับการ์ดของเรา

ขอบอกว่า ในช่วงที่พวกเราชุมนุมกันอยู่นั้น ได้เห็นรถทหาร ประมาณ 8 – 10 คัน วิ่งผ่านจากหน้า ทัพภาค 1 ไปทางรัฐสภา ซึ่งพอ พธม เห็นก็จะโห่ร้องแสดงความยินดีกันมาก เข้าใจว่าทหารออกมาช่วย สำหรับตรงหน้า บชน. ได้มีรถกระบะ 4 ประตู คันหนึ่ง มีทหาร 2 คนนั่งกระบะหลัง ขับผ่านพวกเราไปยังแนวของตำรวจหน้า บชน. พวกเราก็โห่ร้องแสดงความยินดี มันเป็นความรู้สึกที่อิ่มเอม อย่างบอกไม่ถูก ว่าในที่สุดการต่อสู้ของพวกเราก็ไม่เป็นการต่อสู้ที่โดดเดี่ยวอีกต่อไป เหมือนเขาเข้าไปช่วยเจรจา ประมาณ สัก 5 นาทีคงได้ รถของทหารดังกล่าวก็กลับเข้ามาที่ขบวนและขับเลยไปทางด้านหลัง น้องจิ๊ก ได้วิ่งตามไปพร้อมกันตะโกนว่า ทหาร ไปไหน กลับมาอยู่กับเราก่อน ทหารหลังรถทำปากบุ้ยใบ้ ชี้มือไปทางทัพภาค 1 โดยไม่เข้าใจความหมายของเขา เพียงครู่เดียวเท่านั้น ขณะที่เราพากันไปตรึงกำลังเพื่อกันแนวตำรวจนั้น ก็ได้ยินเสียง บึ้ม ท่ามกลางความเงียบดังขึ้น เสียงผู้คนกรีดร้อง เสียงรถกระจายเสียงประกาศให้ทุกคนหมอบลง ผมก็ช่วยตะโกนว่า หมอบลง ๆ เพื่อไม่ให้พวกเราตื่นกันโดยขาดสติ ทุกคนหมอบลง พร้อมกับเสียงระเบิดดังตามกันมาติดๆ วี๊ด บึ้ม ๆ ๆ ๆซึ่งตอนนั้นหน้าของเราจะหันกลับมาทางลานพระบรมรูปฯ แล้ว หันหลังให้ บชน เสียงระเบิดดังอยู่ด้านหน้า แถว 4 แยก บางลูกดังอยู่บนหัว บางลูกเหมือนดังอยู่ข้างหู คิดอยู่อย่างเดียวว่า อะไรจะเกิดก็เกิด หากมันมาตกลงตรงเรา อาจตายหรือเจ็บ ก็ต้องยอมรับ ก็พยายามเคลื่อนตัวกลับไปลานพระรูปให้เร็วที่สุด มีผู้หญิงคนหนึ่งโผเข้ามาเกาะแขนผมไว้ เหมือนว่าช่วยฉันไปด้วย ก็จับเขาวิ่งไปข้างหน้า ซึ่งมีรถแท็กซี่อยู่และมีรถเก๋งอีก 1 คัน กะว่าจะใช้เป็นเกราะป้องกัน แล้วก็มีผู้ชายมาช่วยดึงผู้หญิงคนนั้นออกไปก่อน ผมไปไม่ถึงรถแท็กซี่ ผมติดอยู่กับคนข้างหน้าซึ่งเขาติดอยู่กับกองแพ็คขวดน้ำของพวกเราเอง ซึ่งเอามาตั้งเป็นกำแพงไว้ สำหรับใช้ในการป้องกันแก๊สน้ำตา แต่ตอนนี้ มันกลายเป็นสิ่งกีดขวางที่อันตรายสำหรับเราไปแล้ว ผู้หญิงคนหนึ่งติดอยู่ตรงนั้น มีคนที่หลุดไปได้ ก็ย้อนกลับมาช่วยฉุดเธอออกไปได้ พวกเราตะโกนกันว่า อย่าดัน อย่าดัน ติดกองน้ำ แต่ด้านหลังของเราก็คงไม่ได้ยิน เนื่องจากมีแต่เสียงระเบิด และแต่ละคนก็คิดที่จะให้ตัวเองหลุดออกจากบริเวณนั้น ให้เร็วที่สุด เนื่องจากมีแต่ควันของแก๊สน้ำตา ถึงคิวที่ผมติดอยู่กับกองน้ำแล้ว ยกขาก้าวข้ามไปไม่ได้เนื่องจากข้างหลังเหยียบเท้าของผมไว้ และกองน้ำก็ลื่นมาก ยิ่งออกแรงมากยิ่งหมดแรง คล้ายจะเป็นลม เนื่องจากยังไม่ได้กินข้าวเย็น

ถ้าหากเราเป็นลมตรงนั้น คงมีสิทธิโดนเหยียบตาย เพราะว่ามืดมากคงไม่มีใครสังเกตว่า สิ่งที่พวกเขาเหยียบลงไปนั้นมันเป็นคน หรือเป็นกองขวดน้ำ จึงตัดสินใจล้มตัวลงไปคร่อมกองขวดน้ำ ใช้ 2 มือ ช่วยตะเกียกตะกายออกไป ลักษณะเหมือนหมาตัวหนึ่ง ใช้มือเกาะพื้นช่วยดึงขาออกมาได้ แล้วรีบลุกขึ้นยืน แต่ตอนนี้ แก๊สเข้าตาเข้าจมูก เต็มไปหมด ขวดน้ำที่ถือมาด้วยก็ต้องสละทิ้งตอนที่คลานออกมาจากกองน้ำ รีบเอาผ้าปิดจมูกได้ครู่เดียวก็ต้องเอาผ้าออก เนื่องจากหายใจไม่ทัน ตอนนั้นร่างกายขาดอากาศมาก เหมือนใจจะขาด เหมือนเราติดอยู่ในห้องแคบๆมากๆ ที่ไม่มีอากาศหายใจ

วิ่ง วิ่ง ให้เร็วที่สุดก่อนที่เราจะล้มลง จนถึงหัวมุมกำแพงซ้ายมือ รีบหลบเข้าไป ใครมีน้ำขอผมบ้าง มีคนส่งน้ำที่เหลือครึ่งขวดให้ รีบเอาราดลงไปบนใบหน้า รีบหายใจเอาอากาศที่โล่งๆ เข้าปอดโดยเร็ว แต่ผมก็ต้องนั่งทรุดลงตรงนั้นก้าวขาไม่ออก เหมือนเป็นลม แล้วเอาน้ำเทใส่ผ้า ปิดจมูก หายใจผ่านผ้า ข้างหน้าบนถนน มีผู้หญิงคนหนึ่งนอนอยู่และมีผู้ชายอีกคนตะโกนเรียกให้คนออกไปช่วยกัน ผมอยากออกไปใจจะขาด แต่ก็มีหลายคนได้เข้าไปช่วยเขาแล้ว พอรู้สึกดีขึ้นก็รีบลุกขึ้นเดินไปทางด้านหลังของพระบรมรูป เสียงระเบิดยังคงดังไม่ขาดสาย เป็นการระดมยิงอย่างบ้าคลั่ง เป็นการยิงของคนเสียสติ หรือของคนบ้าที่ได้ปืน ขณะนั้นมันเหมือนมีน้ำตาไหลรินออกมา พร้อมกับตะโกนสุดเสียง “ ไอ้เหี้ย ไอ้บ้า มึงจะยิงเหี้ยอะไรนักหนา พวกกูเป็นคนนะโว้ย ที่มึงยิงน่ะมันเป็นภาษีของพวกกูทั้งนั้น” และก็สรรหาคำต่างๆนาๆออกมาตะโกนออกไป เหมือนคนบ้าเหมือนกัน ตะโกนพร้อมกับน้ำตา มันเกิดจากความน้อยเนื้อต่ำใจ จนมีเวลาได้อ่านข่าว SMS รวมทั้งได้รับโทรศัพท์จากทางบ้าน แจ้งว่า รัฐบาลได้ออกมาแถลงว่า ทั้ง 3 เหล่าทัพ จะออกมาร่วมมือกับตำรวจเพื่อรักษาความสงบ เนื่องจากกำลังตำรวจไม่เพียงพอ ถุย ๆ ๆ พวกมึงไม่มาอยู่กับกูนี่ล่ะ

น้ำตาแห้งลงไปแล้วกลายเป็นความแค้นที่ฝังอยู่ในใจ รีบโทร.หา เพื่อนๆ ทั้ง 4 คน ทุกคนปลอดภัยดี แต่เราเองก็แสบไปทั้งตัว ทั้งๆที่ใส่เสื้อแขนยาวกันไว้แล้ว โชคดีตาไม่แสบมาก แม้จะไม่มีแว่นกันแก๊สเลย ได้เจอน้องจิ๊ก น้องจึงไปซื้อน้ำมาแบ่งกัน น้องจิ๊ก ดูเหมือนคนร้องไห้ตลอดเวลา เนื่องจากโดนแก๊สเข้าตา และแสบตามาก เราเองเอาน้ำเทใส่ผ้าบิดพอหมาดๆ ซับตามแขนเรื่อยๆ จนอาการได้เบาลงไป ก็พยายามติดต่อพรรคพวกที่อยู่หน้า รัฐสภา ก็บอกว่ายังออกมาไม่ได้ มีกองกำลังตำรวจขวางอยู่ และมีรถทหารผ่านไป เขาก็ดีใจ แต่รถทหารก็ขับเลยไป จึงบอกเขาไปว่าทหารไม่ได้ยืนอยู่ข้างเรา ทหารยืนอยู่ข้างตำรวจ และรัฐบาล พรรคพวกก็จึงได้รู้และร่วมกันสาปแช่ง

อยู่รอพรรคพวกบริเวณลานพระรูปอยู่นาน จนกระทั่งขบวนของพวกเราเคลื่อนออกมาแล้วจากรัฐสภา ซึ่งก็เห็นว่าพวกเราไปกันจำนวนมากจริงๆ เมื่อเทียบกับพวกเราที่อยู่ด้านหน้า บชน แล้วมีปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง จึงเดินกลับเพื่อเข้าไปรวมอยู่ในทำเนียบ เมื่อผ่านหน้า ป้ายทัพภาค 1 ก็ยังมีเสียง ยิงแก๊สน้ำตามาอีก 3 – 4 ลูก พรรคพวกที่เป็นตำรวจมาด้วยกัน ถึงกับสบถว่า แมร่ง! อย่างนี้ต้องเผากันซะละมั้ง แล้วแกก็วางเป้ลง ควักแว่นตากันแก๊สขึ้นมาใส่อีก เอาหน้ากากคาดจมูก แยกตัวกับพวกเรา เข้าไปสู่กลุ่ม พธม.ของเราหน้า บชน. อีก และคืนนั้นเขาก็ไม่ได้กลับมาพร้อมพวกเรา(แต่เขายังมีชีวิตอยู่นะครับ) ซึ่งปกติเราก็จะไม่ค้างคืนเนื่องจากมีภาระหน้าที่ จะกลับกันตอนกลางคืนทุกครั้งที่ไปร่วม แต่ตำรวจคนนั้นเขาจะมีเต้นท์ประจำตัวของเขากางนอนอยู่ตรงกองทัพธรรม คืนนั้นเขาก็นอนค้างอยู่ที่ทำเนียบ เหตุที่เขาไม่กลับ เขาให้เหตุผลว่า เวลาผมอยู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอกลับ เป็นเกิดเหตุการณ์ทุกที ดังนั้นเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น เขาจึงขออยู่ช่วยเต็มที่

เราออกจาก หน้าวัดโสมฯ เกือบ 4 ทุ่ม โดยก่อนออกจากเวทีได้โทรบอกยอดคนว่าแยกกันกลับบ้านแล้ว เมื่อรถออกมาแล้วก็ได้ติดต่อแจ้ง พวกเราว่าเราออกมาปลอดภัยดีแล้ว รถตู้เข้าทางสายอินทร์บุรี ตากฟ้า เมื่อถึงทางแยกตากฟ้า เจอตำรวจที่ป้อมเรียกจอด ถามว่าไปไหนมา เสียงคนขับบอกไปเที่ยวมา (รถตู้ เป็นทะเบียน กรุงเทพฯ) แล้วขอดูใบขับขี่ ปรากฏว่าคนขับทะเบียนอยู่ อ.ท่าตะโก ตำรวจคนนั้นจึงบอกอ๋อ คนบ้านเรา ขอยี่สิบ ซิ โธ่เอ๊ย ไอ้…… กรูเพิ่งเจอกับ ตำรวจเลวมา ยังมาเจอ กับมรึง อีกนะ ไอ้ริยำ คนขับควักให้ไป 20 บอกขี้เกียจรำคาญ นี่แหละครับ สันดานของมัน

จะไม่ให้ประณามอย่างไรได้ ในเมื่อมันทำตัวของมันเอง ไม่มีศักดิ์ศรี ตีค่าตัวเองต่ำเสียยิ่งกว่าอะไรเสียอีก ขอทานในคราบตำรวจ โจรในคราบตำรวจ คุณยินยอมให้เครื่องแบบของคุณ ถูกครอบงำจากจิตใจต่ำทรามเอง คงไม่มีใครช่วยคุณได้หรอกครับ คุณต้องช่วยตัวคุณเอง กอบกู้ศักดิ์ศรีของคุณเอง แต่ผมว่าคงจะชาติหน้าละกระมัง

กลับถึงบ้าน อ.ไพศาลี ประมาณเกือบตีสอง รีบเปิดดู ASTV เพราะห่วงว่าพวกเราอาจโดนสลายการชุมนุม อาบน้ำ สระผม เมื่อไม่มีอะไรก็ปิด ทีวี เข้านอนด้วยความอ่อนเพลีย รุ่งเช้าก็รีบเปิด ASTV ดูทันที พอเห็นภาพการทำร้ายประชาชน และคุณอัญชลีก็ได้ออกมาแถลงข่าว ผมถึงกับร้องไห้ มันเป็นน้ำตาของความเจ็บใจ น้อยใจ ให้กับพวกของเรา เราไม่สามารถที่จะพึ่งพาใครได้อีกแล้ว นอกจากพวกเราด้วยกันเอง เหล่าพันธมิตรทั้งหลาย จนบัดนี้ แม้ได้เห็นคลิปที่ถ่ายในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 นั้น ผมจะต้องน้ำตาซึมทุกครั้ง ผมขอไว้อาลัยให้กับผองเพื่อนผู้กล้าหาญ ทั้งผู้บาดเจ็บ และวีรชนผู้เสียชีวิตทั้ง 2 น้องโบ อังคนา ระดับปัญญาวุฒิ และท่านสารวัตร เมธี ชาติมนตรี ขอผลบุญที่ข้าฯได้เคยกระทำไว้จงดลบันดาลให้ ท่านทั้ง 2 จงไปสู่สุขคติในสัมปรายภพ ด้วยเทอญ

ด้วยจิตคารวะ

อำนาจ ไทยยัง

———————-

ประเด็นหนึ่งที่เป็นพิสูจน์ชัดในความเป็นพันธมิตรถอดจากการมาของคุณอำนาจ คือ ความเป็นพันธมิตรที่ไม่ทิ้งกัน ทุกครั้งที่เพื่อนเราในแนวหน้ามีภัย เพื่อนเราไม่ว่าอยู่ไกลแค่ไหนจะเร่งมาช่วย ครับเราไม่ได้รู้จักกันมาก่อน น้อยคนในหมู่คนเสื้อเหลืองที่จะรู้จักกัน แต่ในความเป็นพันธมิตรเหมือนกันเราเป็นอย่างนี้มาตลอดทุกครั้ง

ท่านใดที่อยู่ในเหตุการณ์ ส่งเรื่องราวที่ท่านพบเจอด้วยตัวเองมาเผยแพร่ที่นี่ได้นะครับ ขอขอบคุณเป็นการล่วงหน้า

Posted in เรื่องเล่า and tagged , , . Bookmark the permalink. Print

About n/e

ชายไทยไม่ระบุชื่อ สิ่งมีชีวิตเขตร้อน เกิดและเติบโตเหนือเส้นศูนย์สูตรเล็กน้อย รักในกาแฟรสขมเข้ม นิยมความเงียบ กินอยู่หลับนอนกับแมว ๑๖ ชีวิต
Namecheap coupon 10% off web hosting: Cold&gold
Namecheap.com - Cheap domain name registration, renewal and transfers - Free SSL Certificates - Web Hosting

10 Responses to ๗ ตุลาทมิฬ: บันทึกประวัติศาสตร์จากผู้ร่วมเหตุการณ์ บช.น.

  1. ติดตามข่าวตลอดค่ะ วันที่ 7 ดูเหตุการณ์ไปพลางร้องไห้ไปพลางไม่ทราบว่าจะช่วยพวกเขาอย่างไรกัน

  2. njoyz says:

    แบนเนอร์เดี๋ยวจอยทำให้ใหม่แล้วส่งให้้น้า

  3. pimala says:

    อยู่ต่างประเทศ แต่ก็ได้ไปร่วมชุมนุม 6 อาทิตย์ กลับมาแล้วก็รู้สึกผูกพันและห่วงใยพันธมิตร ช่วงที่เกิดเหตุการณ์ร้องไห้ตาปูดตาบวมทุกวัน แม้กระทั่งตอนนี้ครั้งใดที่ได้อ่านหรือดูภาพก็ยังสะเทือนใจน้ำตาไหลทุกที

    ขอคารวะจิตใจกล้าหาญของพี่น้องพันธมิตรทุกผู้ทุกนาม

  4. ??? says:

    เอาง่ายๆนะ สิ่งที่ผมสงสัยจนถึงทุกวันนี้ โบ ตายที่ไหน

    ขอแค่ที่ตาย ทำไมมันสับสนจัง

  5. n/e says:

    @???
    ดูภาพสุดท้ายจากลิงค์ด้านล่างนะ บริเวณนั้น มุมแยกไป บช.น

    http://www.boringdays.net/pad-19-october-2008/

    ใครทำให้สับสนเล่า พันธมิตรพูดตรงกันทุกครั้งนี่ บางคนอาจระบุว่าเป็นแยกลานพระรูปฯ ซึ่งแยกนั้นมันกินพื้นที่กว้างมาก

  6. ??? says:

    แล้วทำไมหน้าข่าว หรือ VCD บอกว่าตายเพราะว่าโดยสลายตอนปิดล้อมรัฐสภา

    เพราะว่าจริงๆผมเข้าใจว่าตายตอนบุกบชน ไม่ไช่เหรอ แล้วมีรูปเพิ่มเติมไหม อยากเห็นว่าบาดแพลเป็นไงบ้าง ถ้าว่า M79 มันก็คงกระจุย แต่ถ้าแก๊ซน้ำตามันก็น่าจะไม่มีร่องรอยอะไรมาก

    และที่หมอบางคนบอกว่าโดนแก๊ซน้ำตาแน่นอน แต่ทำไมแกนนำพันธมิตรบอกว่าไม่ไช่ สรุปแล้วน่าจะเป้นอะไรแน่

  7. n/e says:

    @???
    อย่าทำตัวเป็นอีแอบปลอมตัวได้ไหม ถามอะไรจะได้ตอบ

    ๑. ผมไม่ทราบว่าวีซีดีอันไหนระบุแบบนั้น
    ๒. เสียชีวิตในช่วงค่ำ น้องโบว์อยู่แถวที่ ๔ ไม่ได้เป็นการบุก บช.น. แต่เป็นอีกเหตุการณ์ที่มีการตั้งแถวเข้าไปเพื่อเจรจาให้ตำรวจหยุดยิง ลองหาเนชั่น สุดสัปดาห์ ปกน้องโบว์ฉบับเมื่อสองสัปดาห์ก่อนดู
    ๓. M79 ที่พูดถึงกันหมายถึง ตัวเครื่องยิง (ปืน) ที่ตำรวจสะพายและใช้ยิง เป็นปืนสำหรับยิงวัตถุระเบิดและอย่างอื่นที่มีขนาด ศก. 40mm
    ๔. หมอบางคนที่ว่าโดนแก๊สน้ำตาคงหมายถึงคุณหญิงตุ๊กแก คุณหญิงตุ๊กแกไม่ได้ตรวจศพเอง แต่พล่อยตามสไตล์แก เชื่อถืออะไรไม่ได้ ศพไม่มีร่องรอยของเศษสะเก็ดของแก๊สน้ำตาจากจีน ให้ฟังจาก
    - http://www.boringdays.net/doct.....7-october/
    - http://www.boringdays.net/pad-.....s-weapons/
    ๕. จะเห็นแผลไปทำไม มีความรู้อะไรเรื่องแผลกับอาวุธสงครามเหรอ ถ้าดูแล้วเอาไปคาดเดาก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ภาพนั้นไม่ใช่ว่าพันธมิตรไม่มีแต่เขาไม่เอามาเผยแพร่เพื่อเป็นการให้เกียรติผู้ตาย บางเรื่องมันต้องรู้กาละเทศะ รู้มารยาทด้วย

  8. v says:

    ยังร้องไห้ทุกครั้งที่เห็นพวกเราโดนรังแกโดยไม่มีใครช่วยอย่างวันที่การ์ดพันธมิตรโดนปาระเบิดอีกครั้ง รู้สึกว่าไม่ยุติธรรมเลย ทำไมพวกเราต้องโดนรังแกอยู่ได้ซ้ำ ๆ ซาก ๆ โดยไม่มีใครทำอะไรเลย ทำไมเราทำอะไรคนทำผิดไม่ได้ ทำไมจับไม่ได้ ทำไมคนชั่วก็ยังลอยนวลอยู่เสมอ

    จนถึงวันนี้ยังไม่กล้าเปิดวิดิโอตำรวจฆ่าประชาชนไม่ว่าจะ version 1 or 2 เพราะยังทำใจไม่ได้กับการดูอีกรอบ ยังเสียใจอยู่เสมอกับเหตุการณ์ 7 ตุลาถึงแม้ไม่ใช่ญาติของตน ยังสวดมนต์และแผ่เมตตาให้น้องโบว์กับหมวดจ๊าบทุกวันตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้

  9. n/e says:

    @v
    พันธมิตรแถวบ้านเขาบอกผมว่าพระอาจารย์ท่านหนึ่งเข้าฌานเห็นน้องโบว์ขึ้นสวรรค์แล้ว
    เราไม่เชื่อเรื่องทำนองนี้แต่ฟังแล้วก็ชื่นใจ

  10. Kasma says:

    วันนั้นไปไปเจอรุ่นพี่สมัยมัธยม เค้าไปเปนตำรวจอยู่กองปราบ ตะโกนเรียกเราให้มาหา แล้วมาด่าเราใหญ่เลย มาทำไม! กลับบ้านไป เค้าจะเอาให้เรียบภายในวันนี้ ไอ้เราก้สวนกลับไปว่า ไอ้ตำรวจทำร้ายประชาชน ไอ้หน้าด้าน ไอ้ชั่ว ไอ้…..!!!!! ฯลฯ แล้วก้ตัดความสัมพันกันตั้งแต่ตอนนั้น จนตอนนี้งานเลี้ยงรุ่นหันหลังให้กันตลอด หึหึหึ