บทสนทนากับแท็กซี่เมืองสุรินทร์
ลำดับที่ 430 • 28 May 2008 - 11:06
วานนี้ผมอยากกลับบ้านโดยไวเลยขึ้นรถแท็กซี่ตรงกรมส่งเสริมการส่งออกฯ ออกจะแปลกใจอยู่สักหน่อยที่ตรงนั้นเป็นสะพานลอย เดินเลยสะพานลอยไปสิบกว่าก้าวเป็นที่จอดรถแท็กซี่อัจริยะของกรุงเทพฯ แต่แท็กซี่สามสี่คันเลือกจอดเรียงรายรอรับผู้คนก่อนถึงสะพานลอย อาจเพราะพอดีกับบันไดสะพานลอย หรืออาจเพราะตรงนั้นเป็นร่มไม้
โดยปกติผมมักจะชวนแท็กซี่คุยเสมอๆ ไม่ค่อยจะนั่งเงียบ การได้คุยกับคนมากหน้าหลายตา หลากอาชีพให้ข้อมูลอะไรที่น่าสนใจจำนวนหนึ่ง หลายอย่างเป็นอะไรที่เราไม่รู้ไม่เห็นไม่พบด้วยตัวเอง หรือเราไม่เคยนึกถึง สายของเมื่อวานผมนิ่งเงียบเพราะครุ่นคิดอะไรหลายอย่าง ออกรถมาได้แป๊บเดียวแท็กซี่หนุ่มผิวเข้มชวนผมคุย แท็กซี่หนุ่มคนนี้อายุอาจจะพอๆ กับผม ผิวเข้มมาก เป็นหนุ่มเมืองสุรินทร์ที่เข้ามาทำมาหากินในกรุงเทพร่วมสิบปี และเปลี่ยนอาชีพมาขับแท็กซี่ราวสี่ปีที่แล้ว
เขาเล่าให้ผมฟังว่าชาวนาแถวสุรินทร์ค่อนข้างลำบาก ทำนานปีได้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำนาปรังได้ ดินดีแต่น้ำไม่มี ไม่เหมือนแถวขอนแก่น หรือภาคกลาง ก่อนหน้านี้มีการส่งเสริมให้ปลูกต้นคาลิปตัส ผู้ใหญ่บ้านเอามาปลูกตามข้างทางสาธารณะด้วย ปลูกสี่ห้าปีต้นนิดเดียวแต่ขายได้ราคาค่อนข้างดี เขานึกชื่อต้นไม้ไม่ออกหรอกครับ เขาเรียกต้นที่เอาไปทำกระดาษดับเบิ้ลเอ
ชาวบ้านหันมาปลูกกันพอสมควร ผลที่ตามมาคือดินเสียมาก เพราะต้นยูคากินดิน เปลี่ยนพื้นที่กลับมาปลูกข้าวได้ข้าวไม่ดี เพราะดินเสื่อมสภาพมาก ใช้เวลานานกว่าจะฟื้นกลับมาใช้งานได้
แต่ก่อนชาวนาใช้แต่ปุ๋ยเคมี เพราะเขาเห็นผลดีและไว เคยมีการแนะนำให้เปลี่ยนไปใช้ปุ๋ยชีวะภาพ แต่ชาวบ้านไม่เอา ขี้เกียจ ยุ่งยาก จนเมื่อราคาปุ๋ยแพงขึ้นจนรับภาระไม่ไหว ราคาน้ำมันแพง ชาวบ้านเลยหันมาใช้ปุ๋ยชีวภาพ เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ชาวบ้านร่วมกันคิดและเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยชีวะภาพโดยไม่มีหน่วยงานราชการใดเข้าไปเกี่ยวข้องแนะนำ เขาตกลงกันว่าจะไม่มีการเผาซังข้าว หลังเก็บเกี่ยวเสร็จเอาขี้วัวลงไปใส่ ไม่ให้ใช้ปุ๋ยเคมี บางส่วนเอาน้ำต้มมะละกอไปช่วยย่อย บางส่วนใช้หัวเชื้อชีวะภาพ (อย่างหลังชาวบ้านไม่ค่อยมีความรู้) เขาเน้นใช้ปุ๋ยขี้วัวและหมักซังข้าวไว้ในนา คล้ายๆ กับการทำนำแบบเก่าเมื่อสมัยหลายสิบปีที่แล้ว แถวบ้านผมนิยมขึ้นถ้ำไปเอาขี้ค้างคาวมาใส่เป็นปุ๋ย ขี้ค้างคาวเป็นปุ๋ยที่ดีมาก ข้าวจะสวยและให้ผลผลิตดี
ชาวบ้านตกลงกันว่า ห้ามใครเผาซังข้าว ถ้าเผาจะถูกจับ และต้องจ่ายค่าดับไฟให้คนที่ไปช่วยดับด้วย ผมฟังเรื่องนี้ด้วยความรู้สึกสนใจว่า เข้าท่าแงะ หลายหมู่บ้านแถวนั้นมีความเข้มแข็งในระดับที่น่าสนใจ
การเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยขี้วัวและห้ามเผาซัง เขาตั้งเป้าเอาไว้ว่า ๕ ปี นาของเขาจะดีขึ้นสมบูรณ์ขึ้น
เขาเล่าให้ฟังว่าโครงการ SML ที่รัฐโยนเงินให้ไป เมื่อปีก่อนโน้น เขาตกลงเอาไปทำศาลา เงินแค่แสนเดียวแต่เขาสามารถสร้างศาลาขนาดใหญ่ได้ ทั้งหมดนั้นเพราะใช้แรงชาวบ้านช่วยกันทำ ส่วนปีนี้ยังไม่รู้จะเอาไปทำอะไร เขาห้ามเอาไปก่อสร้าง ชาวบ้านเลยยังตกลงกันไม่ได้
คุยล่วงเลยไปจนถึงเรื่องโอท้อป เขาพูดด้วยความรู้สึกอย่างหนึ่งว่า โอทอปนะเหรอ จะให้เขาทำอะไร คนอีสานบ้านเราจะทำอะไรได้ ก็มีแต่ผ้าไหม แต่เดี่ยวนี้ไม่มีใครทำเป็นแล้ว แล้วจะเอาอะไรมาทำโอทอป
ผมสนใจอยากรู้เรื่องกองทุนหมู่บ้านในอีสานขึ้นมาบ้าง เพราะเห็นตัวอย่างความเละเทะจากที่อื่นๆ มาแล้ว คำตอบคือเสียงหัวเราะและส่ายหน้า “กองทุนหมู่บ้านผลักให้คนเข้ากรุงเทพ” รับฟังด้วยความแปลกใจเลยถามต่อว่าทำไมเป็นอย่างนั้น เขาตอบมาด้วยคำตอบง่ายๆ ว่า “ทำให้คนเป็นหนี้ พอเป็นหนี้ไม่มีเงินใช้ต้องเข้ามาทำงานกรุงเทพ” แล้วทำไมคนถึงเป็นหนี้ ได้คำตอบกลับมาว่า “ก็อย่างที่พี่รู้ กู้เงินไปซื้อมอเตอร์ไซค์ มือถือ อะไรทำนองนั้น แล้วไม่มีเงินมาจ่ายคืน”
ฟังคล้ายกับว่ากองทุนหมู่บ้านแทนที่จะเป็นแหล่งเงินสำหรับนำไปสร้างผลผลิต ลงทุน ต่อยอดรายได้ กลับกลายเป็นว่าคนกู้ไปใช้ในทางฟุ่มเฟือย ไม่เกิดประโยชน์ เกิดเป็นหนี้ที่ไม่สามารถจ่ายคืน ผลักให้คนต้องเข้ามาทำงานที่กรุงเทพเพิ่มขึ้น สร้างปัญหาไม่ใช่สร้างโอกาส
ก่อนจะถึงปลายทางเขาวกกลับมาที่เรื่องโครงการผันน้ำโขง เขาว่าน่าจะดีถ้าทำได้ ชาวบ้านจะได้ทำนาหลายรอบเหมือนที่อื่น แต่เขาว่าโครงการนี้ไม่น่าเป็นไปได้ ดูยังไงก็ไม่มีทางเป็นไปได้
และเขาทิ้งประโยคไว้ว่า “นายกคนนี้ ดีแต่ปาก” ทำงานไม่เป็น ปากเสียทำงานไม่ได้ความ
หมวด: 








ชายไทยไม่ระบุชื่อ อายุอานามสามสิบกว่า เด็กบ้านนอกมาอยู่กรุง นิยมความเงียบ กาแฟรสขมเข้ม ชอบอ่าน(หนังสือ)มากกว่าดู(ทีวี) n/e เป็นสิ่งมีชีวิตเขตร้อน ไม่นิยมอากาศหนาว เป็นคนใต้อยู่ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่เอาเหลี่ยมมาตั้งแต่ ๒๕๔๓














29 May 2008 เมื่อ 10:12
แสดงว่านั่งถูกคันผมขึ้นคันไหนคันนั้นเปิดแต่สถานีคนรักเหลี่ยม
30 May 2008 เมื่อ 06:25
เหมือนข้างบนนั้นล่ะ หายากกกกที่เจอคอเดียวกันแบบนี้
30 May 2008 เมื่อ 13:00
[...] (แบบเดียวกับเรื่องเล่าจากแท็กซี่เมืองสุรินทร์) ก่อนทำนาไปกู้ ธกส. [...]
31 May 2008 เมื่อ 13:55
แล้สเขารักเหลี่ยมไปทำไม เขาไม่รู้ว่ามันทำอะไรไปบ้างหรือ ไม่อยากจะรับรู้กันแน้