๘ ศพ หรอย
2 March 2008 - 17:12
เห็นข่าวฆาตรกรมมหมู่ ๘ ศพเมื่อตอนบ่ายๆ ก็พาลสงสัยว่าเกี่ยวอะไรหรือเปล่ากับ “ฆาตรกรรมต่อเนื่อง” ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในรัฐบาลหมักศพเดียว ปรากฏว่าไม่ใช่ครับ เหตุเกิดที่ อ.หาดใหญ่ สงขลาโน่นครับ ตามข่าวเขาลงว่า หมู่ ๗ บ้าน “ปลักธง” ผมคลับคล้ายคลับคราว่าเขาเรียก “ปักธง” ไม่แน่ใจ วานชาววหาใหญ่ให้ข้อมูลที เหตุกิดนอกตัวเมืองครับ ชายขอบ ต. คอหงส์ เนื้อความตามข่าวสรุปสาเหตุ ดังนี้
ก่อนหน้านี้กลุ่มของผู้ตายได้มาซื้อที่ดินและบ้านที่เกิดเหตุเมื่อไม่นานมานี้ และมีบางคนเป็นนักดนตรีอยู่ที่ห้องอาหารบนเกาะแห่งหนึ่งในจังหวัดพังงา ทั้งหมดได้ตั้งวงดื่มกิน เปิดเพลงและร้องเพลงเสียงดัง สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่เพื่อนบ้านบริเวณใกล้เคียงเป็นอย่างมาก โดยจะส่งเสียงดังตั้งแต่ประมาณช่วงค่ำไปจนถึงเวลาประมาณ ๐๔.๐๐ น. เกือบทุกวัน ทำให้เพื่อนบ้านใกล้เคียงเดือดร้อนรำคาญ และเคยมีเพื่อนบ้านหลายคนมาตักเตือนให้ลดพฤติกรรมดังกล่าวลงบ้าง แต่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
กระทั่งบ่ายของวันที่ 1 มีนาคม หนึ่งในกลุ่มของผู้ตายได้ขับรถชนชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงจนมีการโต้เถียงกัน จากนั้นก็เรียกเจ้าหน้าที่ประกันมารับผิดชอบค่าเสียหาย จนกระทั่งก่อนเกิดเหตุขณะที่กลุ่มของผู้ตายกำลังส่งเสียงดังเดือดร้อนรำคาญแก่เพื่อนบ้านใกล้เคียง มีชายคนหนึ่งเดินมาพูดคุยเหตุการณ์เรื่องรถชน
แต่ปรากฏว่ากลุ่มของผู้ตายไม่สนใจพร้อมกับเปิดเพลงเสียงดังกว่าเก่า จังหวะนั้นมีเสียงปืนมาจากบริเวณสวนยางพาราด้านข้างขนำหลายนัด จนมีคนเจ็บและตายดังกล่าว
ผมไม่วิจารณ์ข่าวต่อครับ เพราะเหตุที่พาพวกนี้ถึงที่ตายก็ชัดอยู่ในเนื้อหา ผมเป็นคนใต้ก็จริงอยู่แต่สิ่งหนึ่งที่เกลียดสุดเกี่ยวกับนิสัยเด็กใต้ คือ เรื่อง “หรอย” กินเหล้าส่งเสียงดัง ทั้งเปิดเพลงทั้งหอน บ่อยมากที่ตั้งวงตั้งแต่บ่าย แล้วก่อความรำคาญไปจนเกือบเช้าโน่นแหละ ยิ่งเด็กรามยิ่งแสบ หรอยมากครับ ต้นเดือนพ่อแม่ส่งเงินมาก็ตั้งวงกินเหล้า ไม่กี่วันทุกคนเงินหมด อดเหมือนหมา
เมื่อก่อนนี้เจอบ่อยมาก โทรเรียกใช้บริการตำรวจเป็นประจำเพราะไม่อยากจะมีเรื่องเอง บ่อยครั้งเหมือนกันครับที่พวกหรอยอย่างว่า ถูกขึ้นไปฟันถึงห้องแล้วลงมาตายเหมือนหมาอยู่ใต้ถุน ผมฟังข่าวแล้วทั้งสมเพชทั้งสะใจ หลายครั้งเหมือนกันที่นึกอยากไปยิงทิ้งให้หมดทั้งวง เพราะมันรำคาญมาก จะทำงานก็ไม่ได้ จะนอนก็ไม่ได้ หนวกหูตลอดเวลา แจ้งตำรวจไปลับหลังตำรวจมันก็หอนกันต่อ เรียกหลายครั้งก็ไม่ไหว ขอกันดีๆ ก็เหมือนฟังภาษาคนไม่เป็น
หมด ๘ ศพ นี้ คนแถวนั้นคงมีความสงบสุขมากขึ้นนะครับ ..ได้แรงอกจริงๆ
ความเดิมประเด็นใกล้เคียงกัน
(บางทีระบบก็มั่ว ..แต่คลิกอ่านเถอะ)- ค่ายรณรงค์ยาเสพติด (1.000)
- ไอ้เหลี่ยมทีวี ครม. และไอ้อุ๋ย (0.500)
- เรียงความสลด "ตาข่มขืนหลาน" (0.500)
- นักข่าว นักศึกษา อาจารย์มหาวิทยาลัย (0.500)
- พาราเซตามอน การกระตุ้นการบริโภค และโรคมะเร็ง (0.500)
- ธรรมะแห่งหน้าที่ (RANDOM - 0.500)
n/e
ป้าย:
หมวด: 
















2 March 2008 เมื่อ 17:23
โห มายิงไอ้พวกหรอยแถวบ้านมั่งก็ได้นะ
สอบได้ก็ฉลอง สอบตกก็ฉลอง เด็กรามทั้งนั้น
เบื่อมาก
2 March 2008 เมื่อ 22:45
เดี๋ยวนี้คนใจร้อนกันมากขึ้น ไปอยู่ต่างถิ่นต่างที่ มนุษย์สัมพันธ์ เจ้าถิ่นเจ้าที่ก็สำคัญ
ไม่รู้ว่าผลจากโลกร้อน หรือไม่ใช้ก๊าซโซฮอล์ เดี๋ยวนี้ผมก็รู้สึกใจร้อนขึ้นเยอะ
2 March 2008 เมื่อ 22:48
แสดงว่ากำลังถอยกลับมาเป็นวัยรุ่น
4 March 2008 เมื่อ 07:30
ข่าวที่ลงไว้ นะ ข้อมูลไม่ผิดหรอกครับ
บ่าวหมัด หรือหลวงหมัด (ไม่แน่ใจว่าบวชเรียนหรือย้ง เป็นคนไทยพุทธครับแต่มีชื่อเล่นว่า หมัด อายุ 50 กว่าปีแล้ว) เอาเป็นว่า นายหมัด ดีกว่า นะครับ นายหมัดคนนี้มีอาชีพทำสวนยาง ซึ่งจำเป็น ต้องนอนหัวคำ่ ทุ่ม สองทุ่ม ก็นอนแล้ว พอถึง ตีหนึ่ง ตีสอง ก็ต้องออกไป ตัดยาง (กรีดยาง) แต่ ผอ.โรงพยาบาลนาหม่อม และพรรคพวกนักดนตรีวัยหนุ่มวัยสาว กลับมาซ้อมดนตรี ทุกคืน และทั้ง 2 บ้าน ก็มีรั้วติดกัน บ้านห่างกันไม่เกิน 10 เมตร ข่าวจากชาวบ้าน “ปลักธง” บอกว่า นายหมัดต้องไปขอร้อง ผอ.โรงพยาบาลฯและทีมงาน
ทุกคืนมาเป็นเดือนแล้ว บอกว่า ถ้าจะร้องเพลง หรือเล่นดนตรี ก็กรุณา อย่าเิปิ็ดเครื่องเสียง
ให้ดังมาก ทางฝ่าย ผอ.โรงพยาบาล ก็ไม่สนใจ คืนเกิดเหตุนายหมัดไปบอกให้เบาเสียง
หน่อย ผอ.โรงพยาบาลและทีมงานกลับเร่งเสียงดังขึ้นไปอีก ถ้าเป็นคุณ คุณจะคิดอย่างไร ชาวปลักธงบอกว่า นายหมัดผิดก็ตรงยิงไปหลายนัด น่าจะยิง ผอ.โรงพยาบาล สักคนก็พอ
ผมว่า เหตุการณ์นี้ เป็นความขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรม (Cultural lag) ระหว่างวัฒนธรรม ชาวสวนยาง ซึ่งต้องทำงานตั้งแต่เที่ยงคืนไปแล้วจะเสร็จงาน ประมาณก่อนเที่ยงวัน และเวลาหลับนอนก็คือ พอมืดก็นอนได้แล้ว แต่ข้าราชการและนักดนตรี เวลานอน คือหลังเที่ยงคืน หัวค่ำคือ เวลาพักผ่อนรื่นเริง สนุกสนาน สำคัญที่สุด ฝ่ายผู้ตาย มองข้ามไม่เห็นหัวคนรุ่นพ่อ รุ่นน้า เรื่องก็เลยเกิดขึ้น…………………
(บ้านปลักธง อยู่ห่างจากสถานนีขนส่งหาดใหญ่ ไม่ถึง 5 กม. หลังหมู่บ้านติดเขา อาชีพดั่งเดิม คือทำสวนยาง แต่เนื่องจากอยู่ใกล้เมือง จึงมีคนในเมือง เข้าไปซื้อที่ดินสร้างบ้านกันเยอะ)
4 March 2008 เมื่อ 11:09
@hatyai-an
ขอบคุณพี่หลวงสำหรับข้อมูลที่ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ และความเห็นแทรก
6 March 2008 เมื่อ 18:04
ขอเพิ่มเติมอีกนิด คือ
นายหมัด มีชื่อที่เป็นทางการตามทะเบียนบ้านว่า นายวีนัส (ดาวพระศุกร์) เพราะพ่อซึ่งเป็นชาวสวนยาง อยู่บ้านปลักธง อยากจะให้ลูกชายเปลี่ยนอาชีพจากชาวสวนยางเป็นชาวเมืองกับเค้าบ้าง ก็เลยตั้งชื่อให้ทันสมัย แต่ไม่รู้ว่า วีนัส เป็นคำที่ใช้กับผู้หญิง ตอนเด็กๆ เพื่อนฝูงก็เรียกกันว่า นัส พ่อแม่ก็เรียกว่า น้องนัส แต่สุดท้ายเมื่อไม่สามารถเปลี่ยนสถานะเป็นคนเมืองได้ ยังคงทำสวนยาง ที่ต้องเข้านอนหัวค่ำ ตื่นตีหนึ่งตีสอง เพื่อออกไปกรีดยางตามอาชีพของบรรพบุรุษ น้องนัส ก็เลยกลายเป็น หมัด , ไอ้หมัดของเพื่อนๆ หรือ ลุงหมัด ของเด็กรุ่นหลังไป และเท่าที่ทราบ นายหมัดเป็นคนเรียบร้อย พูดจาสุภาพ ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย คนปลักธง หลายครอบครัวได้ขายที่ขายทาง อพยพ ไปอยู่ตามป่าเขาเพื่อทำสวนยาง บางครอบครัว ก็อพยพเข้าเมือง กลายเป็นคนเมืองมีหน้ามีตาในสังคมเมืองหาดใหญ่ แต่นายหมัด ก็ยังคงใช้ชีวิตเฉกเช่น คนปักษ์ใต้ดั่งเดิม คือยังคงทำสวนยางเลี้ยงครอบครัว และหยิ่งในศักดิ์ศรี เมื่อวิถีสังคมเมืองรุกเข้ามาถึงบ้านปลักธง ที่ไม่มีความเกรงใจ ไม่มีการเคารพเรื่องอาวุโส สังคมเมืองมองเฉพาะ ความมีฐานะ ไม่ได้มองว่า ใครหัวหงอก ใครหัวดำ พูดแล้วขอร้องแล้ว ก็ไม่ฟัง ปัญหาจึงเกิดขึ้น
(ในฐานะที่ผมพอจะคุ้นเคยกับคนบ้านปลักธงอยู่บ้าง จึงได้แต่สงสาร นายหมัด ที่เหตุการณ์พาไป ต้องติดคุกติดตะรางเมื่ออายุล่วงเลย 50 กว่าปี ถ้า นายหมัด สารภาพตลอดข้อหา ก็คงเหลือจำคุกตลอดชีวิต พ้นโทษจริง ก็คง อายุราวๆ 70-80 ปี หรืออาจจะตายในคุกก็เป็นได้ )
โดยสรุป ชีวิตของ นายหมัด ก็เลยไม่รุ่งโรจน์เหมือน ดาวพระศุกร์ ตามที่พ่อแม่คาดหวัง
6 March 2008 เมื่อ 18:29
เฮ่อ ฟังแล้วก็อดสะท้อนใจไม่ได้ นี่หรือสังคมเมือง สังคมบริโภค สังคมวัตถุ สังคมปัจเจกที่คนถวิลหากัน
9 March 2008 เมื่อ 14:31
หนูก็แอบเรียนรามนะ แต่หนูไม่หรอย ชอบนอนเล่นเนตอยู่บ้านมากกว่า
2 May 2008 เมื่อ 23:28
คนที่ไม่เข้าใจเรื่องนี้อย่างดีก้ออย่างพึ่งหาว่าคนยิงผิดนาขอบอก