คืนก่อนเปิดตัวครั้งแรกของจอย ศิริลักษณ์ ผ่องโชค เป็นครั้งแรกที่ผมไปเวทีพันธมิตร (ถ้าจำไม่ผิดคือวันแรกที่ไอ้หมักออกมาประกาศ “แตกหัก” แต่เช้า) ก่อนกลับผมเดินอยู่หน้ายูเอ็น โดยไม่รู้ตัวผมเดินตามหลังจอย ศิริลักษณ์ อยู่ จะรู้ก็ตอนที่มีคนขอถ่ายรูปเธอ ไม่ได้ตื่นเต้นแต่รู้สึกแปลกใจอยู่หน่อยนึงที่เห็นดาราสาวคนนี้ ตัวเล็กๆ ผิวขาวเป็นหยวก หน้าตาน่ารักกว่าในจอ (ที่ปกติไม่เคยรู้สึกว่าเธอสวยเลย)
คืนถัดมาเธอขึ้นเวทีพันธมิตร ร้องเพลง “สยามเมืองยิ้ม” หลังจากนั้นแวะเวียนไปเวทีพันธมิตรอยู่เนืองๆ รับทราบว่าคอยไปช่วยเหลือหน่วยพยาบาลอยู่เป็นประจำ และมาพร้อมเก้ากี้ผ้าใบสนาม ที่เป็นเครื่องมือชุมนุมหลักของชาวพันธมิตร นอกเหนือจากขวดน้ำดื่ม ข้าวห่อ พัดลมแบบพัดมือ ร่มและเสื้อฝน
หลังจากเธอหายไปน่าจะพอๆ กับที่ผมหายหน้าหายไป คืนที่ผ่านมาจอย ศิริลักษณ์ซึ่งกลายเป็นนางเอกประจำและในดวงใจชาวพันธมิตร กลับมาขึ้นเวทีอีกครั้งพร้อมเพลง “สยามเมืองยิ้ม” และเพลงโปรดของผม “สาวดำรำพัน” ฟังเธอพูดในหลายโอกาสสะท้อนว่าดาราบางคนก็มีสมอง ไม่ใช่ประเภทที่เสื่อมไปเพราะกัญชา หรือหากินแบบตลกแดกไปวันๆ เอามาให้ชมกันเต็มๆ ๑๐ นาทีครับ
Entries from July 2008
จอย ศิริลักษณ์ นางเอกขวัญใจพันธมิตร
July 31, 2008
คำพิพากษาพจมานกับการเคลื่อนสู่สมดุลใหม่
July 31, 2008
เป็นวัน “ศุกร์ดิบ” ที่ควรเป็นวันธรรมดาวันหนึ่ง ส่งท้ายสัปดาห์และวันสิ้นสุดของเดือนกรกฎาคม ที่จะไม่ธรรมดาก็ด้วยว่าเป็นวันที่ศาลชั้นต้นตัดสินคดีนางพจมาน ชินวัตร หลบเลี่ยงภาษี ศาลท่านว่า “โดยความเท็จ โดยฉ้อโกง หรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร” และ “จำเลยทั้งสามนอกจากมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตนเยี่ยงพลเมืองดีทั่วๆไปแล้ว ยังควรดำรงตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีสมฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย” และ “เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่เป็นธรรมต่อสังคมและระบบภาษี”
คดีนี้โทษน้อยไม่เกิน ๓ ปี เข้าใจว่าน่าจะจบเพียงชั้นอุทธรณ์ ไม่ถึงฎีกาตามที่เป็นข่าว การขออุทธรณ์ขยายเวลาได้ ๒ ครั้ง รวม ๖๐ วัน การพิพากษาวันนี้ให้ผลถูกใจไม่ถูกใจอย่างไรก็สุดแล้วแต่ นับว่าเป็นก้าวย่างแรกที่บ้านเราจะก้าวไปสู่ยุคของ “นิติรัฐ” สู่สิ่งที่เรียกว่า “การเมืองใหม่” ซึ่งแทบทุกประเทศในโลกที่มีการทุจริตคอรัปชั่นน้อยจะต้องก้าวผ่านจุดนี้
เมื่อกฎหมายเป็นกฎหมาย กระบวนการนำคนผิดมาลงโทษได้เดินหน้าได้ (แม้ทุลักทุเล) แต่จะช่วยปรับเปลี่ยนประเทศใหม่นับจากนี้ไป จะนับเป็น “เครื่องหมายเตือน” สำหรับคนโกงและนักการเมืองต่อไปข้างหน้าว่า ถ้าทำผิดคิดไม่ซื่อก็จำเป็นที่ต้องถูกขจัดไปด้วยกระบวนการทางกฎหมาย
และเราเห็นว่า ด้วยเหตุนี้เอง พวก “มัน” แต่ละตัวจึงกระเหี้ยนกระหือรือและลุกลี้ลุกลนจะแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่งที่ “เรา” จำเป็นต้องลุกขึ้นขวาง เพราะเมื่อใดก็ตามที่คนทำผิดกฎหมาย อาชญากร ได้รับสิทธิและอำนาจ “เปลี่ยนผิดให้เป็นถูก” [...]
ออกมา ออกมา
July 30, 2008
อยู่บ้านเฉยๆ ก็ดีอยู่แล้ว กลับมาทำไมก็ไม่รู้? สองสัปดาห์ที่อยู่บ้านงกๆ อยู่กับงาน จิบกาแฟ เผาใบจาก ชมนกชมไม้ เหมือนจะสุขดีอยู่แล้ว แต่พี่ชัยสิครับ คอยถามอยู่เนืองๆ ว่ากลับมากรุงเทพหรือยัง ก็ได้พี่ชัยช่วยบอกเล่าข่าวสารความเคลื่อนไหวทางนี้ อย่างที่เคยบอกไปว่าไม่ได้ดูโทรทัศน์จะได้แว๊บๆ บ้างก็ช่องทีวีไทย ที่มีสารคดีน่าสนใจหลายรายการโดยเฉพาะ “ไกลบ้าน” ผมได้ดูแค่ตอนสองตอน แต่แล้วก็พาลมาต้องขุ่นมัวกับรายการ “ไทยมุง” ที่มีดาราปัญญาอ่อนสองตัวเป็นผู้ดำเนินรายการ กรณีรักชาติกับพระวิหารน่ะครับ มีไอ้อาจารย์เสื้อแดงตัวนั้นชื่ออะไรไม่ได้จดจำบอกว่ารักชาติต้องไม่เสียหน้า ไม่เกิดสงคราม แต่เสียดินแดน เสียอธิปไตย เสียทรัพยากร ถูกเขาดูถูกเหยียบหัวไม่เป็นไร?
แรกทีเดียวว่าจะเขียนถึงไอ้หมอหน้าเหียก ที่ชื่อเลี๊ยบ ที่หน้าด้านหน้าทนเหลือเกิน แถมตีหน้าตายไม่ออกแบบด้านๆ นึกๆ ไปคงไร้ประโยชน์ที่จะเขียนถึง สันดานมันเป็นแบบนั้นด่าประณามเท่าไหร่มันไม่รู้สึกรู้สาหรอกครับ ความเป็นคนมันแทบจะไม่เหลืออยู่แล้ว จรรยาบรรณแพทย์อะไรก็อย่าไปถามถึง ถ้าจะถามก็ถามหา “จรรยาบรรณสุนัขรับใช้” รับรองไอ้ตัวนี้สอบผ่าน เออ ยกให้เป็นหมาผมๆ เลี้ยงนะ ซื่อสัตย์ ด้านทน ขนาดนี้!!
ตอนอยู่บ้านใช่ว่าไม่ได้ดูโทรทัศน์แล้วจะถูกตัดขาดจากข่าวสารโดยสิ้นเชิงนะครับ ทั้งที่พยายามจะไม่ติดตามรู้ข่าว ก็ชาวบ้านบ้านป่าบ้านนอกอย่างบ้านผมเขาจับกลุ่มด่าประณามรัฐบาลสัตว์นรกขายชาติกันคึกๆ ไม่อยากได้ยินก็ต้องได้ยิน นี่ขนาดว่าพวกนี้ไม่ได้ติดเอเอสทีวีนะครับ
สาละลังกา
July 28, 2008
ขอผ่านเรื่องการเมือง-บ้านเมือง เป็นการชั่วคราวนะครับ ด้วยเหตุผลว่ายังไม่ได้รับรายงาน อย่างที่บอกว่าสองสัปดาห์ที่หายไป (ไม่ใช่ ๑ ปีที่เหลี่ยมหายไป) แทบไม่ได้ดูข่าว ดูโทรทัศน์เลย
วันหนึ่งมีธุระต้องไปที่ “วัดวังม่วง” เป็นวัดเก่าแก่และมีชื่อเสียงวัดหนึ่งของอำเภอฉวาง นครศรีธรรมราช เป็นวัดในนิกายธรรมยุติ มีประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องกับพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ สมัยเสด็จประทับเพื่อทรงบัญชาการขุดลอกแม่น้ำตาปีด้วยพระองค์เอง เคยมีเรือนประทับที่บัดนี้ชำรุดทรุดโทรมและถูกรื้อถอนไปแล้ว วัดก็เปลี่ยนไปมากจากหลายปีก่อนแทบไม่เหลือเค้าเดิม อาคารเก่าถูกรื้อถอนไปเกือบหมด ตึกกุฏิเจ้าอาวาสก็โอ่โถงอย่างกับบ้านคนมีเงินราคาหลายล้าน เข้าวัดไปครั้งนี้ความรู้สึกอย่างเก่าหายแทบไม่เหลือ ไม่ใช่วัดวังม่วงอย่างที่เคยรู้จัก และโบสถ์หลังใหม่เป็นโบสถ์ “พิมพ์นิยม” แบบกรุงเทพ ไม่ใช่ศิลปะใต้แบบหลังเดิม ความจริงเป็นแบบนี้เสียแทบทุกที่ครับ อิทธิพลของโบสถ์ภาคกลางหรือกรุงเทพแผ่อิทธิพลเหนือแบบศิลปะประจำภาคในลักษณะเดียวกับที่เรารับเอาอิทธิพลของวัฒนธรรมชาติอื่นเข้ามา ไม่ต่างกัน
พ่อแนะนำให้รู้จักต้นไม้ต้นหนึ่ง เรียกว่า “ต้นสาละ” บอกแค่นั้น ไม่ได้อธิบายต่อ ด้วยความที่ผมไม่ค่อยสนใจวิชาพฤกษศาสตร์นัก แรกทีเดียวเข้าใจว่าเป็นต้นสาละที่เกี่ยวข้องกับประวัติของพระพุทธเจ้า ทั้งตอนประสูติ ตรัสรู้และปรินิพาน ที่จริงสาละที่ว่านี้เรียกกันว่า “สาละลังกา”
สีนิล แมวฟ้าครอบ
July 27, 2008
ประมาณอาทิตย์สองอาทิตย์ก่อนหน้าผมกลับบ้าน แม่โทรมาบอกว่าแม่มีแมวใหม่แล้ว หลังไอ้มืดหายไปเมื่อปีก่อนโน้น แมวใหม่แม่เป็นลูกแมวสีดำ แบบที่ชาวบ้านเรียกว่าเป็น “แมวฟ้าครอบ” คือ ตัวสีดำทั้งตัว ยกเว้นด้านท้องและเท้า เป็นแมวผู้ที่ถือว่าเป็นแมวลักษณะดี คนนิยมเลี้ยงไว้
แม่ตั้งชื่อเจ้าลูกแมวตัวนี้ว่า “สีนิล” แต่มักจะเรียกว่า “ตัวเอียด” คือ เจ้าตัวเล็กนั่นแหละครับ แต่กับผมดูเหมือนมันจะตอบสนองต่อชื่อ “สีดำ” มากกว่า เจ้าสีนิลเป็นลูกแมวหลังตลาดของลูกจ้างตัดยางของแม่ เด็กในตลาดเอามาเล่นสามตัว เล่นเบื่อก็ทิ้ง น้องไปเจอเจ้าสีนิลก็เอามาบ้าน แม่เอาไปทดสอบบอกที่ฉี่ที่อึ ปรากฎว่าอึฉี่เป็นที่เป็นทางแม่เลยตกลงใจเลี้ยง ปกติแม่จะไม่ชอบและไม่เลี้ยงแมวที่อึฉี่ไม่เป็นที่เป็นทาง เจ้าสีนิลก็เลยเป็นสมาชิกใหม่ของบ้านนับแต่นั้นมา
เจ้าสีนิลเป็นแมวที่น่ารักครับ ซนเป็นหนึ่ง ชอบอยู่ที่สูงกลางวันมักแอบนอนบนหลังคาโรงยาง เสียงมาก่อนตัวและกินเก่ง เข้าทำนองนิ่งเป็นหลับขยับเป็นกิน อ้อนเก่ง ชอบดักกัด เดิน-วิ่งตามพันแข้งพันขา และชอบขึ้นอยู่บนคน โดยเฉพาะขึ้นนั่งนอนบนบ่า
Posted in




ชายไทยไม่ระบุชื่อ อายุอานามสามสิบกว่า เด็กบ้านนอกมาอยู่กรุง นิยมความเงียบ กาแฟรสขมเข้ม ชอบอ่าน(หนังสือ)มากกว่าดู(ทีวี) n/e เป็นสิ่งมีชีวิตเขตร้อน ไม่นิยมอากาศหนาว เป็นคนใต้อยู่ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่เอาเหลี่ยมมาตั้งแต่ ๒๕๔๓













