Entries from August 2007

ซับไพร์ม

Date August 18, 2007

สัปดาห์กว่าๆ แล้วมังครับที่เราเห็นข่าวปปัญหาซับไพร์ม (subprime) ในสหรัฐ ผมไม่ค่อยมีความรู้เรื่องนี้หรอกครับ เพียงแค่ไม่เคยเชื่อทฤษฎีหรือมาตรฐานของฝรั่งลิงขาว มันจะพล่ามไรก็ช่าง “กูรู้” ในไทยจะอวดโง่ตามเขาก็ช่าง ช่างทั้งนั้นแหละครับ ตลาดหุ้นจะขึ้นทะลุเมฆาหรือจมลงห่าเหวก็ช่างอีกนั่นแหละ ตราบที่ผมและแม่ค้าปลาทูนึ่งไม่ได้แทงหวยในนั้น ..ไม่เดือดไม่ร้อนครับ แต่ถ้าหวยรัฐบาลล็อคก็อีกเรื่องนึง
วันศุกร์ที่ผ่านมาคุณสนธิ ลิ้มทองกุล พูดเรื่องซัพไพร์มไว้น่าสนใจครับ อธิบายเข้าใจง่ายดีว่าอะไรมีที่มาที่ไปยังไง ไม่ต้องอาศัยศัพท์หรู ให้พวก “กูไม่รู้” อย่างผมงง (งง แต่ไม่ถึงขึ้นโง่จะเชื่อตาม ๑๐ กว่าปีก่อนผมเคยไม่เชื่อเรื่องมาตรฐานค่าเงินยังไง วันนี้ก็อย่างนั้น)  

คำพ้องเสียง

Date August 17, 2007

หายไปหลายวัน เพราะวุ่นๆ อยู่กับอย่างอื่นครับ ตั้งใจว่าจะหายต่ออีกหลายวัน แต่ว่าเผลอไปเห็นอะไรเข้าเลยอยากหยิบมาเขียน คราวก่อนผมผมก็พูดเรื่องภาษาไทยไว้ในหัวข้อนี้ และนี้ ไปสองรอบ เพราะมัน “ไม่น่า” เลยนี่แหละครับ
เหมือนว่าทุกวันนี้นอกจากการพยายามแปลงภาษาให้ดูเท่ เป็นเอกลักษณ์ แสดงอัตลักษณ์เฉพาะกลุ่มแล้ว เรามีปัญหาหนักขึ้นเรื่อยๆ เรื่องคำพ้องเสียง เขียนต่างแต่ออกเสียงเหมือนหรือใกล้เคียงกันมาก  คำแบบนี้มีเยอะมากครับในภาษาของเราและผิดบ่อย เรื่องสะกดผิดจนความหมายไปคนละเรื่องนั่นก็อีกเรื่องนะครับ 
ว่ากันว่าคนกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับงานพิมพ์สายตาต้องไวประดุจเหยี่ยว ต้องแม่นและต้องไม่ผิด แต่ก็เจอบ่อยนะครับในหนังสือพิมพ์ทั้งที่พิมพ์ขายเป็นพับๆ กับแบบออนไลน์ ล่าสุดไปสะดุดเข้ากับข่าวเสี่ยเหลี่ยมจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ความว่า
“ผมไม่ได้กระทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย และไม่เคยทุจริตช่อราษฎ์บังหลวง บรรดาข้อกล่าวหาต่างๆ ที่มีต่อผมและครอบครัว ล้วนเป็นการกล่าวหาที่มาจากมูลเหตุทางการเมืองทั้งสิ้น..”
ครับ อย่างที่เห็น จาก “ฉ้อ” กลายเป็น “ช่อ” ไปซะ นี่แหละคำพ้องเสียง กรณีนี้ความหมายของทั้งประโยคเลยลงคูตีความไม่ได้ว่าหมายถึงอะไร มีใครเคย “ช่อ” ราษฎร์ (ราษฎร์ เขาก็เขียนผิดแหละ) บ้างครับ พนันได้นักการเมืองประเทศนี้ไม่เคยมีใคร “ช่อ” ราษฎร์
ความจริงผมไปเห็นข่าวนี้มาจากเว็บสนุก เลยตามมาดูที่ต้นแหล่ง สนุกเองพวกก็เล่นก็อปดะ เลยพาลผิดไปด้วย แบบว่ามีข่าวกูก็อปก่อน เรื่องนี้สนุกไม่ผิดครับเพราะไม่เคยผลิตเนื้อหาอะไรเป็นของตัวเอง

พระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

Date August 13, 2007

ผ่านมาสองวันแล้วแต่ยังคงรู้สึกปิติสุขอยู่หลังจากได้ฟังพระรดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคมที่ผ่านมา ผมบันทึกไว้แล้วฟังซ้ำหลายครั้งหลายรอบ ผมเอามาลงบล็อกไว้สำหรับท่านที่พลาดโอกาสหรือต้องการรับฟังรับชมซ้ำ ผมแบ่งเป็น ๓ ช่วงนะครับ เพื่อไม่เสียคุณภาพของภาพและเสียงมากนักครับ

ไม่มีหัวคิด

Date August 12, 2007

เมื่อเช้า ตื่นไม่เช้ามาก แค่ก็ไม่ใช่เพราะว่าข้ออ้างคือวันอาทิตย์หรอกนะครับ แต่เพราะว่านอนดึกนิดนึง เช้านี้งดกาแฟลเลยอยากกินช้าร้อนกับปาท่องโก๋ เดินไปร้านน้ำชาร้านประจำ ร้านนี้เขาใช้ชาแบบทางใต้ รสจะเข้มและฝาดกว่าชาที่ขายทั่วไปในกรุงเทพ ผมก็ทึกทักเอาว่านี่แหละรสชาแท้ๆ แบบของผม ต้องแบบนี้ ที่หอมๆ ไม่สนครับ
แปดโมงเข้าคนเดินไปตลาดนัดกันขวักไขว่ ร้านน้ำชามีคนมาออมากกว่าทุกวัน ส่วนใหญ่ก็คุ้นๆ หน้าแม้ว่าไม่เคยพูดจากทักทายอะไรกัน วงน้ำชาพร้อมหนังสือพิมพ์วิจารณ์เมืองกันอยู่ใกล้ๆ เสียงอึกทึกเหมือนทุกทีนั่นแหละ ด้วยความที่ไม่ค่อยเรื่องมากเลยมักต้องยืนคอยนานหน่อย ใจเย็นคอยเพราะเจ้าของร้านก็อายุมากแล้ว บ่อยที่ลืมๆ ไปว่าผมได้สั่งไปแล้ว ไม่ว่ากัน
แขกใหม่ในวงน้ำชาหน้าไม่คุ้นเข้ามาในวงที่เขานั่งกันอยู่เดิม ว่าการเมืองกัน เขาคงคุ้นกันเพียงแต่ผมที่ไม่คุ้น เห็นอ่านหนังสือพิมพ์ชั่วครู่ (อ้อ..ร้านนี้ไม่มีทั้งไทยรัฐและมติชน) ก็แพล่มออกมา
“ไม่มีหัวคิด”
ก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์ต่ออีกแป๊บก็ “ไม่มีหัวคิด” แล้วตามด้วย “ไม่มีหัวคิด” และ “ไม่มีหัวคิด” จากนั้นก็หันไปคุยกับคนนั้นคนนี้ในวง ด้วยเนื้อหาทำนองว่า คนนั้นคนนี้ ไอ้นั่นไอ้นี่ ไม่มีหัวคิด
ผมหันไปมองแล้วนึกยิ้มๆ อยู่ในใจ “แล้วไอ้ที่มีหัวคิดนี่เป็นยังไง?”  
การว่าใส่ใครว่าไม่มีหัวคิดทำง่ายครับ แต่การไม่แสดงให้เห็นว่าไอ้แบบที่เรียกว่า “มีหัวคิด” เป็นยังไง ก็เหมือนกับการเดินๆ มาแล้วถ่มน้ำลายใส่อะไรซักอย่าง เผื่อว่าจะเท่ เผื่อว่าตัวจะดูดีกว่า

เพราะฉะนั้น

Date August 11, 2007

เที่ยงๆ ของวันเสาร์ความจริงแล้วไม่น่าจะแตกต่างจากวันอื่นๆ สำหรับคนที่ไม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน แต่กับคนอยู่แต่บ้านอย่างผมมันต่างออกไปตรงที่วันนี้ไม่มีรายการข่าวที่ดูประจำให้ดู ช่อง ๓ ๕ ๗ ๑๑ ๓๘ เรียงซะยังกะปืน ๓๘ นั่นผมใส่เอง แต่อันอื่นๆ นั้นเขาตั้งกันมาแต่เก่าก่อน เรียงๆ ดูเป็นกระสุนปืนแบบ .๓๕๗ .๑๑ ช่อง ๙ กับ titv งานนี้ไม่มีเอี่ยว
ย้อนไปที่หัวข้อเดิม เรื่องของ “น่า” กับ “หน้า” มีคนสรุป ความเห็นไว้คมและชัดสุดว่า “เป็นอ่อนด้อยทางภาษา” นั่นแหละครับ ผมว่าเขาแยก “คำพ้องเสียง” ไม่ออก คงบอกได้เพียงอย่างเดียวว่าแบบนี้อาการหนัก จะจัดให้อยู่กลุ่ม “การไม่รู้หนังสือขั้นที่สอง” ก็คงไม่ใช่ ภาษาพ่อภาษาแม่ตัวเองที่ได้ยินมาตั้งแต่อยู่ในท้อง “ใช้ไม่ถูก” บวก ”ใช้ไม่เป็น” ก็นับว่าคนนั้น “ใช้ไม่ได้” แล้วล่ะขอรับ
วันไหนมีเวลาจะนำเรื่องเล่าเกี่ยวพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พ่อผมเล่าให้ฟังว่าพระองค์ท่านเป็นทั้งปราชญ์ที่เชี่ยวและแตกฉานในภาษาไทยอย่างยิ่ง พระองค์ท่านเมื่อครั้งทรงเสด็จมาบัญชาการขุดลอกแม่น้ำแถวบ้านผม ทรงตั้งนามสกุลให้คนแถบนั้นไว้มากต่อมากครับ